วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 3 ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยและความจำเป็นในการรวมทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์เข้าด้วยกัน เธอยังชี้ให้เห็นว่ามาตรา 3 ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่ควรเร่งรัดในการตัดสิน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิง วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กรณีของ มาตรา ๓ นี้ที่เราถกกัน จริง ๆ มีข้อกังวลอยู่มาก ในความเป็นจริงเมื่อสักครู่นี้ก็ฟังมายาวนาน มากที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงหลักการและเหตุผล ความเชื่อมโยงทั้งแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน แล้วก็ยังมีบางท่านที่กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีร่างของรัฐบาล เสนอเข้ามา จริง ๆ ในส่วนนี้รัฐบาลเองก็ได้พิจารณาร่างที่ท่านอร่ามแล้วก็ผู้ที่ร่วมลงนาม ๑๐,๐๐๐ คนเศษได้เสนอเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ แต่กระทรวงได้รับร่างนี้ เมื่อ ๒๕๕๒ แล้วก็ได้พิจารณากัน แล้วครั้งนั้นกระทรวงเองก็ได้มีหนังสือให้ความเห็นว่า ยังไม่ควรรับรองร่าง นัยจริง ๆ เพราะว่าเราทราบว่ามันยังมีจุดอ่อนที่ควรจะต้องมีการ ปรับปรุงและแก้ไขอยู่มากพอสมควร แล้วก็ครั้งนั้นเองเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราได้มีการเสนอให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อตั้งสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทย แล้วก็ผ่านหน่วยงาน กลุ่มคนต่าง ๆ จนออกมาเป็นข้อสรุปเบื้องต้นให้ทราบถึงจุดอ่อนอีก มากมาย ถ้าเราจะเร่งรีบในการที่จะตั้งสภาวิชาชีพนี้ สภาวิชาชีพนี้จึงเป็นศักดิ์ศรีที่ดีมากของ แพทย์แผนไทย แล้วโดยส่วนตัวแม้ว่าตัวดิฉันเองจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ดิฉันยืนยัน ในทุกที่ ทุกสถานว่าแพทย์แผนไทยคือภูมิปัญญาที่มหัศจรรย์ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของแผ่นดิน ดิฉันยืนอย่างนี้มาตลอด การแพทย์พื้นบ้านจริง ๆ ก็ไม่ต้องการให้แยกออกไป เพราะนั่นคือ รากฐานสําคัญของการแพทย์แผนไทย แล้วก็ในช่วงที่คณะกรรมาธิการเราพิจารณากัน กลุ่มหมอพื้นบ้านกลุ่มใหญ่ก็ยื่นหนังสือเข้ามาที่ว่าอย่ามาแบ่งแยกกันอย่างนั้น เพราะว่า เดี๋ยวเราจะกลายเป็นเสี่ยง ๆ อีก เฉพาะแค่แพทย์แผนไทยกับแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่มีสถาบันการศึกษาพยายามแบ่งแยกใบประกอบโรคศิลป์ ตรงนั้นดิฉันในอีกฐานะหนึ่งก็คือ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เราเชิญประชุมผู้เกี่ยวข้อง ในทุกสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรเหล่านี้หารือ จนสุดท้ายเรากําลังพยายามจะหาทาง ที่จะรวมให้เป็นปึกแผ่นว่านี่คือการแพทย์แผนไทยในระดับของสถาบันการศึกษา ในการศึกษาภาคอุดมศึกษา แต่ละขั้นแต่ละตอนนั้นมันมีความหลากหลายลักลั่น ไม่เหมือนกับสภาวิชาชีพอื่น สภาวิชาชีพ สภาทนายความนั้นทุกคนต้องจบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต แต่หมอพื้นบ้านนั้นท่านเรียนมาตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กหญิง เด็กชาย แต่ท่านทรงภูมิปัญญาลึกซึ้งมาก ดิฉันกล้าพูดอย่างนี้ เพราะว่าดิฉันเจอและได้หารือมาเยอะ เพราะฉะนั้นยืนยันนะคะ มาตรา ๓ นี้ต้องขอความกรุณาว่าอย่าเร่งรัดและรวบรัดในการ ตัดสิน แล้วก็ด้วยนิยามศัพท์นั้น การแพทย์แผนไทยจริง ๆ ต้องครอบคลุมทั้งเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย อันนี้เราก็ถกกันอีกว่าการแพทย์พื้นบ้านไทยนี้จะอยู่ในสาขาใด เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้มีการขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้านทั่วประเทศที่อยู่ในบัญชีขณะนี้ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่บอกไม่รู้เรื่องเลยว่ามีการร่าง พ.ร.บ. นี้เข้ามา ไม่เคยมีการฟังความรอบข้างอย่างใดเลย แล้วเขาจะมีส่วนร่วมว่าอย่างไร แล้วดูแลเขา อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะลงมติเพียงแค่จะบอกว่าขอกลับไปที่ร่างเดิมนั้น ดิฉันคิดว่า ยังไม่รอบคอบ แล้วก็จะกลายเป็นการตัดหมอพื้นบ้านออกไปน่าจะไม่ถูกต้อง และทราบว่า เมื่อสักครู่คุณหมอเทวัญเองก็ได้เสนอเรื่องของคําว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมันก็จะไปซ้ําซ้อน กับ พ.ร.บ. สถานพยาบาล แล้วก็ พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลป์อื่น ถ้ายังคงปล่อยไว้อย่างนี้ จะกลายเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการบังคับใช้หรือในการดําเนินการของสภาวิชาชีพแห่งนี้ ถ้ายังจะเดินหน้าต่อนะคะ เพราะฉะนั้นหลากหลายที่จะต้องทบทวน ขณะเดียวกัน ในกระบวนการที่คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมกันนั้น แม้แต่ร่างของที่เรารับหลักการ กันมา บอกว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แต่ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายอ่านอย่างรอบคอบ ท่านก็ จะพบว่ามันมีการอ้างมาตราผิดพลาด อ้างถ้อยความและการเชื่อมโยงผิดพลาดอยู่ มันยังมี ความไม่ละเอียดรอบคอบอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นที่บอกว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ลงมติทุกครั้งก็คือ ๑๖ เสียงต่อ ๑๔ เสียง ในขณะที่คณะกรรมาธิการมี ๔๘ คน เพราะฉะนั้น ก็คิดว่าอยากจะขอให้มีความละเอียดรอบคอบ แล้วมองให้รอบด้าน การแพทย์แผนไทย ต้องเป็นปึกแผ่นและจะต้องเป็นแผนหลักของชาติ ภูมิปัญญาเหล่านี้อย่าให้เพียงเพื่อความ รีบร้อนในการตั้งสภาวิชาชีพ แล้วสุดท้ายเกิดการบังคับใช้ที่ไม่เหมาะสม แล้วทําลาย ภูมิปัญญาเหล่านี้ไป น่าเป็นห่วงค่ะ ขอบคุณค่ะ