สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการควบคุมวิชาชีพแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานที่ไม่เหมาะสม และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการชี้แจงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสภาวิชาชีพ โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่มีความสำคัญ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในเฉพาะ วรรคหนึ่งก่อนนะครับ ผมขอกลับมาที่วรรคหนึ่งใหม่อีกทีหนึ่ง เนื่องจากว่าทาง คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขค่อนข้างจะเยอะมากแล้วก็หลาย ๆ ประเด็นดูแล้ว มีความไม่สบายใจที่จะไปละเมิดคนที่ทํามาหากินในอาชีพเรื่องนวด เมื่อสักครู่ผมถามท่าน เรียบร้อยแล้ว ให้ท่านชี้แจงนิดหนึ่งว่าเรื่องนวดที่ไปครอบคลุมเรื่องนวดไทย โดยเฉพาะเรื่อง นวดเพื่อการรักษากับนวดเพื่อผ่อนคลาย ท่านคงจะสังเกตว่ามันมีการนวดของ พี่น้องประชาชนที่ไปตั้งโต๊ะตามชายหาด ตั้งโต๊ะตามสวนสาธารณะบอกคําว่า นวดคลาย เครียด ท่านกับผมเข้าใจตรงกันไหมว่าเครียดเป็นโรคหรือเปล่า ถ้าท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า นวดไทยเพื่อการรักษาโรค แล้วนวดคลายเครียด คนที่อยู่ตามเต็นท์ ตามบูธ (Booth) อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ตามข้างทางที่ขึ้นป้ายว่านวดคลายเครียด เพราะความรู้สึกของคนไทย เวลาทํางานมาก ๆ ก็เครียด ไปนอนให้เขานวดบีบไปบีบมาก็คลายเครียดได้ ท่านต้องชี้แจง ว่าความหมายของท่าน เครียดเป็นโรคไหม แต่ผมเชื่อว่าทางจิตแพทย์ เครียดเป็นโรคอย่างหนึ่ง ก็แสดงว่าคนที่นวดตามชายหาด นวดตามข้างถนน ตามข้างทางตามสนามบิน ที่บอกว่า นวดคลายเครียด เขาต้องไปจดทะเบียนใบประกอบวิชาชีพใช่หรือไม่ อันนี้ตรงกันหรือเปล่า ขณะเดียวกันในประเด็นตรงนี้ผมอยากจะให้ท่านได้ชี้แจงนิดหนึ่ง สภาวิชาชีพตั้งขึ้นมาเพื่อ กําหนดมาตรฐานของวิชาชีพและควบคุมจริยธรรมของวิชาชีพ ให้ท่านชี้แจงให้เห็นภาพว่า การวินิจฉัยมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่การรักษา การป้องกัน มีมาตรฐานอย่างไรบ้าง ให้พวกผมมีความเข้าใจตรงประเด็นนี้ อันนี้คือในวรรคหนึ่งนะครับ แล้วก็ในส่วนที่จะขอ ตัดออกสอดคล้องกับท่านสมาชิกท่านหนึ่งที่เป็นคณะกรรมาธิการ ในวรรคเรื่องหมอพื้นบ้าน ผมมีความเห็นที่ค่อนข้างจะสอดคล้องกับท่านบรรพต แต่อาจจะมีมุมมองที่อาจจะแตกต่าง กันบ้าง ท่านเขียนไว้ว่า หมอพื้นบ้านหมายความว่า บุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถในการ ส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมานานเป็นที่นิยมยกย่องของชุมชน แล้วท่านก็มีต่อว่า โดยมีประชาชนในหมู่บ้านรับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน หรือเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมมีความรู้สึกว่าท่านจะทําให้หมอพื้นบ้านเหมือนกับเป็น ผู้สมัคร อบต. หรือสมัครกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมไม่มั่นใจว่าท่านได้เข้าไปคลุกคลีจริง ๆ หรือไม่ ถ้าตราบใดที่มีประชาชนมารับรอง ๑๐ คน หรือว่ามีคนมาลงนามรับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน ผมว่ามันจะกลายเป็น อบต. ไปนะครับ คือต้องยอมรับว่าวิชาชีพทางด้านสุขภาพ มันเป็นองค์ความรู้ครับท่านประธาน แต่การให้คนมารับรองว่าคนคนนี้ได้เป็นหมอพื้นบ้าน ต้องมีคนมารับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน จะกลับกลายเป็นการหาเสียงไป มันจะทําให้วิชาชีพ ที่มีการศึกษาวิจัยสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายกลายเป็นว่าจากนี้ไปจะกลายเป็นว่า มาลงคะแนนให้ฉัน ๑ คน ครบ ๑๐ คนเมื่อไรฉันได้เป็นหมอพื้นบ้าน ผมว่าเป็นข้อกังวล เป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นคิดให้ดีนะครับซึ่งผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ และประเด็นที่บอกว่า หรือเป็นผู้ที่ได้รับการรับรององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับท่านประธาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาเป็นตัวแทนประชาชน ดูแลทุกข์สุขของประชาชน น้ําไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาดูแลตรงนี้ แต่ปรากฏว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมารับรองหมอพื้นบ้าน มันไม่ใช่ ผมคิดว่าจะทําให้การเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องกับคําว่าหมอพื้นบ้าน และการเมืองจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพ ที่ว่าด้วยแพทย์แผนไทย และผมได้ย้ํานะครับว่าสภาวิชาชีพในวิชาชีพสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น พยาบาล เภสัชกรรม ทันตกรรม อะไรก็แล้วแต่มันเป็นองค์ความรู้ครับ สภาวิชาชีพ ต้องดูเรื่องมาตรฐานของวิชาชีพ ไม่ใช่ว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารับรองว่า คนนี้จะเป็นหมอพื้นบ้านแล้วไปจดทะเบียนสภาวิชาชีพ ขึ้นใบประกอบวิชาชีพเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพขึ้นมา ผมมีความรู้สึกไปกันใหญ่ครับ ผมกําลังคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้เอาคําจํากัดความ พวกนี้ออกมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ มันเหมือนกับว่ากําลังลงเล่นการเมืองกันหรือเปล่าครับ ท่านกําลังเล่นการเมืองกับประชาชนหรือเปล่า หมอพื้นบ้าน มีคน ๑๐ คนมารับรอง เป็นหมอพื้นบ้าน ผมว่าท่านเล่นการเมืองครับ ท่านให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารับรอง ว่าคนนี้เป็นหมอพื้นบ้าน ท่านกําลังเล่นการเมือง แล้วสุดท้ายให้คนเหล่านี้ไปจดทะเบียนใบประกอบวิชาชีพจากสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทย มันไปกันใหญ่ครับ ผมต้องทบทวนความรู้สึกที่เข้าใจตรงกันนะครับว่าสภาวิชาชีพมีเจตนา มาตรฐานของโลกเลยนะครับ มีหลักการอยู่ ๒ ข้อใหญ่ ๆ ๑. ควบคุมมาตรฐานของวิชาชีพ เพื่อมาคุ้มครองประชาชน คําว่า ควบคุมมาตรฐานของวิชาชีพ หมายความว่า คนที่จะไป ประกอบวิชาชีพทางด้านนี้ เวลาดูแลประชาชนแล้วต้องมีมาตรฐาน ถ้าคุณไม่มีมาตรฐาน ไม่ได้ เดี๋ยวประชาชนเขาเดือดร้อน ดังนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่จัดตั้งสภาวิชาชีพการแพทย์ แผนไทยขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้ควบคุมคนประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เวลาดูแล ประชาชนต้องดูแลให้ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่เอา ๑๐ คนมายกมือว่าคนนี้เป็น หมอพื้นบ้านแล้วไปจดทะเบียนขอใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ คือการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือควบคุมคุณธรรมจริยธรรมของวิชาชีพ ไม่ให้ไปหลอก ประชาชนเขา เพราะฉะนั้นหลักของสภาวิชาชีพเป็นหลักของการคุ้มครองประชาชน เพราะฉะนั้นผมดูคําจํากัดความแล้วผมไม่สบายใจว่า วันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ผลักดัน กฎหมายตัวนี้ออกมา ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสภาวิชาชีพหรือไม่ ผมก็เลยขอรับฟัง คําชี้แจงนะครับ โดยเฉพาะมาตรา ๓ มันมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งครับ