วัชระ เพชรทอง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ และแสดงความไม่เห็นด้วยในบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอํานาจหน้าที่ของเลขาธิการที่จะออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับโดยไม่ต้องอ้างอิงกับกฎหมาย และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและผ่าตัดองค์กรอิสระที่มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. ลูกชาวบ้านธรรมดา ซึ่งอยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ได้เห็นถึงสภาพแวดล้อมความรู้สึกของพี่น้องประชาชน และที่ผมได้ลุกขึ้นอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องด้วยก็เพราะว่าผมไม่เห็นพ้องด้วยในบางประการ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มีท่านอาจารย์ดอกเตอร์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ซึ่งท่านเป็นนักสิ่งแวดล้อม เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติได้ปลูกป่า จํานวนนับล้าน ๆ ต้นมาแล้ว ผมก็รู้สึกอุ่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นหลักที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้มาพิจารณาในมาตรา ๓๔ ซึ่งเลขาธิการมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม และเห็นด้วยกับ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขอประทานโทษที่เอ่ยนามเช่นเดียวกัน เพราะผมเห็นว่าการที่ท่าน จะตัดคําว่า กฎหมาย ออกไปนั้นไม่น่าจะถูกต้อง เพราะอะไรครับ เพราะอํานาจหน้าที่ ทั้งหลายที่จะเขียน จะร่างขึ้นในอนาคตนั้นต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และร่างเดิม ก็มีคําว่า กฎหมาย อยู่ทั้งใน (๑) คือเขียนไว้ว่าเลขาธิการมีอํานาจหน้าที่บริหารกิจการและ ร่างระเบียบเกี่ยวกับการดําเนินงานการบริหารงานบุคคล การเงิน การงบประมาณ การพัสดุ และการบริหารด้านอื่นของสํานักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ท่านตัดคําว่า กฎหมาย ทิ้งครับ แต่คําว่า นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการนั้นยังอยู่ เมื่อท่าน ตัดคําว่า กฎหมาย ทิ้ง ก็แสดงว่าท่านจะเขียนอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ คณะกรรมาธิการ วิสามัญต้องตอบนะครับ และใน (๕) ที่เขียนไว้ว่าร่างเดิมวางระเบียบเกี่ยวกับการดําเนินงาน ของสํานักงานที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของ คณะกรรมการ ท่านก็ตัดทิ้งทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพครับ องค์กรอิสระผมนั้น ได้รับความกรุณาให้ไปเป็นคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ซึ่งมีท่านรังสิมา รอดรัศมี เป็นประธาน ท่านประธานครับ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณก็ได้พูดถึงองค์กรอิสระในขณะนี้ว่า เป็นปัญหาด้านงบประมาณของประเทศชาติ แล้วท่านผู้อํานวยการสํานักงบประมาณซึ่งท่าน เป็นผู้หญิงท่านได้พูดภาษาอังกฤษคําหนึ่ง ซึ่งผมก็จําไม่ได้แต่กราบเรียนท่านประธานว่า โดยความหมายมันก็หมายถึงว่าเป็นองค์กรที่ล้างผลาญเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นครับท่านประธาน เพราะว่าปรากฏว่าตําแหน่งสูงสุดขององค์กรอิสระนั้น มีเงินเดือนถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท อย่างที่ท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านได้กล่าวไว้แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เดือน ท่านประธานทราบไหมครับว่าทหารพรานที่ปะทะอยู่ตามแนวชายแดนไทย-เขมร ทหารพรานคนไทยนั้นได้เงินเดือนเพียงแค่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทครับ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ เดือนในการรักษาอํานาจอธิปไตยของชาติ ปกป้องไม่ให้ทหารต่างชาติเข้ามารุกราน ประเทศไทย แต่ผู้บริหารองค์กรอิสระมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท เงินเดือนนี้มากกว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะใครมาเป็นก็สุดแท้แต่ มากกว่าท่านประธานศาลฎีกา มากกว่าท่านประธานรัฐสภา และมากกว่าท่านประธานเอง ด้วยซ้ําไป ถามว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนนั้นได้ยังคุณประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชนถึงขั้นที่ต้องตอบแทนเงินเดือนจํานวนมหาศาลอย่างนั้นหรือ ท่านประธานครับ องค์กรอิสระก็ต้องผ่าตัดในอนาคต นี่ยังไม่นับค่าเบี้ยประชุม เบี้ยประชุม ครั้งหนึ่ง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ประชุมครั้งเดียวไม่ถึงครึ่งวันก็เลิกแล้ว ได้ครั้งละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ทหารพรานรบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตายแล้วไม่รู้กี่สิบศพ ได้เดือนละ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ สิ่งนี้เห็นว่าองค์กรอิสระนั้นต้องได้รับ การผ่าตัดในอนาคตและต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะให้อํานาจเลขาธิการ มีอํานาจที่จะออกระเบียบใด ๆ ก็ได้โดยที่ไม่อ้างอิงกับกฎหมายนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ เลขาธิการ จะมามีอํานาจเหนือสถาบันนิติบัญญัติ มีอํานาจเหนือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะ ออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญก็มีความคิดที่ดีงาม และเห็นว่าเลขาธิการน่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายของประเทศไทยท่านลองสังเกตดูเถอะครับ เขียนหนาแน่นรัดกุมขนาดไหน คนที่คิดทุจริต คนที่เห็นช่องว่างของกฎหมายก็มักจะ ใช้ช่องว่างของกฎหมายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยทั้งสิ้น และสภาผู้แทนราษฎรของเรา ท่านประธานครับ เราจะปล่อยให้กฎหมายที่ไม่รัดกุมออกไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า การที่ท่านได้ตัดคําว่า กฎหมาย ไปทั้งใน (๑) และตัดคําว่า กฎหมาย ใน (๔) นั้นท่านควรต้อง ทบทวน ท่านประธานครับ พูดก็พูดเถอะครับกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอะไรครับ เพราะเกี่ยวพันกับโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน หรือชุมชนอย่างรุนแรง ในด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับที่เขตหนองแขมมีทั้งกองขยะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร ส่งกลิ่นเหม็น มีทั้งโรงงานผลิตยางมะตอยอยู่ติดกัน แล้วมีทั้งโรงงานกําจัดสิ่งปฏิกูลของกรุงเทพมหานคร สิ่งปฏิกูลนั้นก็คืออุจจาระ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ ไม่ได้ผ่าน กฎหมาย นั่นก็คือว่าเกิดมาก่อน และถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ในแง่ที่ว่าโรงงานใด ๆ ก็ตาม องค์กรใด ๆ ก็ตาม