จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดการเลือกกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ 10 ปี และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อให้มีตัวเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับแก้มาตรา 7 ใน พ.ร.บ. โดยเฉพาะในส่วนของการมีส่วนร่วมของครูบาอาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อมาตรา ๗ ของ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ พ.ศ. .... ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมค่อนข้างโน้มเอียงไปทางท่านกรรมาธิการเสียงข้าง น้อย ท่านขจิตรนะครับ เพราะว่าอย่างที่ได้เรียนตั้งแต่ในมาตรา ๓ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคําว่า เป็นที่ประจักษ์ หรือ มาอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นประเด็นของผมตั้งแต่เบื้องต้น มาดูที่มาตรา ๗ ในคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ นั้น อย่างแรกเลยต้องมีประสบการณ์ ทํางานในด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ มาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีในวันที่ได้รับเสนอชื่อ ๑๐ ปีนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน บุคลากรที่จะเข้ามาเป็นนี่ จริง ๆ เป็นข้อดีนะครับถ้าหาคน ๑๐ ปีมาเป็นตัวเลือกได้อย่างเพียงพอ แต่คําถามของผมคือ ๑. การที่ต้องมีประสบการณ์ ๑๐ ปีนี่มันเยอะไปหรือไม่ มันทําให้เรามีตัวเลือกน้อยลงหรือไม่ แล้วยิ่งมาดูข้อที่ ๔ ของหมวด ก ต้องเป็นสมาชิกขององค์การเอกชน หรือเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของสถาบันอุดมศึกษาที่มีสิทธิเสนอชื่อมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๑ ปี คราวนี้มันเลยกลายเป็นตาชั่งที่มันเอียง วันนี้ท่านบอกว่าต้องมีประสบการณ์ ๑๐ ปี แต่อยู่ในองค์การที่เขาดําเนินการในด้านนี้ เพื่อพี่น้องประชาชน ขอแค่ปีเดียวก็พอ ผมไปทํางานเอกชนมา ๑๐ ปี ทํางานเพื่อแสวงหา กําไร กําไร กําไร ๑๐ ปี ผมเพิ่งมาสมัครเมื่อปีที่แล้ว วันนี้ผมมีสิทธิเข้ามานั่งในกรรมการ องค์การอิสระชุดนี้นะครับ นี่คือประเด็นปัญหาที่ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง เพื่อนคณะกรรมาธิการ วันนี้เราต้องการคนที่มีความโปร่งใส คนที่มีประวัติขาวสะอาด คนที่เคยทํางานเพื่องานด้านนี้ สําหรับชุมชน สําหรับพี่น้องประชาชน สําหรับประเทศชาติ อย่างแท้จริง ถ้าเราไปตั้งเกณฑ์ชี้วัดอย่างนี้ขึ้นมา มันเปิดช่องมากมายเลย ถ้ากําหนด ๑๐ ปี ก็ต้องกําหนดบอกว่าเคยทํางานองค์กรอิสระอาจจะคนละที่ก็ได้ แต่เป็นองค์การเอกชน อาจจะคนละที่ก็ได้สัก ๕ ปีสิครับ เพื่อที่เขาจะได้สามารถที่จะยืนยันได้ว่าเขาทํางาน เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะวันนี้การที่จะมาคัดเลือกกรรมการขององค์การอิสระของท่าน ในที่สุดก็ต้องมาดู ไม่ใช่ดูแค่ชื่อ ดูแค่ประวัติ ต้องดูด้วยว่าองค์กรเอกชนที่ส่งเข้ามาคือใคร ได้ทําอะไรเพื่อสังคมถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นผมยังมองว่าประเด็นในข้อนี้เป็นการแก้ไข ที่อาจจะทําให้มันมีตัวเลือกจํากัด แล้วก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่พึงประสงค์ได้
ส่วนอีกข้อหนึ่งที่มีการปรับแก้แล้วผมต้องค้านอย่างเต็มที่เลย ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ในส่วนของลักษณะต้องห้ามของกรรมการของท่าน (๑.๑) ของหมวด ข ในมาตรา ๗ บอกว่าคนที่จะห้ามมาเป็น ห้ามดํารงตําแหน่งใดหรือถือหุ้น ในห้างหุ้นส่วนบริษัทนิติบุคคล ยกเว้นสถาบันอุดมศึกษาซึ่งได้รับใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียน เป็นผู้มีสิทธิทําการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงคู่สมรสและบุตรด้วย ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ ในส่วนขององค์การเอกชนที่จะเข้ามาเป็น กรรมการนั้นคงไม่มีปัญหาเพราะท่านได้ตัดสิทธิเขาไปแล้วถ้าเขาไปดํารงตําแหน่งใด ๆ ก็ตาม รวมถึงคู่สมรส อันนี้ผมเห็นชอบด้วยผมยินดีที่ท่านได้บรรจุเข้ามา แต่ในส่วนของ สถาบันอุดมศึกษานี่ละครับที่เป็นปัญหา ท่านมีกรรมการ ๑๒ คนจากมาตรา ๖ ๖ คน มาจากองค์การเอกชน อีก ๖ คนมาจากสถาบันอุดมศึกษาก็คือพวกนักวิชาการ ครูบาอาจารย์นี่ละครับ แต่ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในทางปฏิบัติในข้อเท็จจริงนั้น ครูบาอาจารย์ที่อยู่ในสถาบันอุดมศึกษา เขาเรียกรับงานนอก ไม่ใช่วัน ๆ สอนหนังสือนะครับ เดี๋ยวก็ไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่นั้น ไปทํางานวิจัยให้บริษัทนี้ แล้วก็ยังสามารถเข้ามานั่งอยู่ ในองค์การอิสระชุดนี้ได้อีก ในขณะที่งานนอกตามข้อ (๑.๑) ก็ไม่ได้ห้ามเขาบอกว่าเข้ามาแล้ว คุณห้ามไปยุ่งกิจกรรมเช่นนั้นอีก ก็ไม่ได้ห้าม เพราะว่าตัวสถาบันอุดมศึกษาเอง มหาวิทยาลัย ต่าง ๆ เองสามารถไปมีสัญญาเป็นคู่สัญญากับบริษัทเอกชนได้ ในที่สุดแล้วตัวครูบาอาจารย์ เหล่านี้ ผมก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เราก็ต้องสงสัยในความเป็นกลางว่าในที่สุด เขาจะทําเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนตาม พ.ร.บ. นี้ หรือในที่สุดแล้วปรากฏว่า กินเงินเดือนอยู่ เป็นที่ปรึกษาอยู่ จะไปโน้มเอียงไปยังข้างของฟากฝั่งของเอกชนหรือไม่ นี่เป็นประเด็นซึ่งผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะว่าองค์การอิสระต่าง ๆ ในที่สุดแล้ว ดูคณะกรรมการของท่านสิครับ ไม่มีภาครัฐ ไม่มีฝ่ายใด ๆ การเมืองก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่มี ใครไปแตะต้องเลย ท่านเลือกกันเอง ทํากันเอง ในที่สุดท่านมีความเป็นอิสระ แต่ถ้าตัว บุคลากรของท่านในที่สุดเลือกกันมาแล้ว มันไม่อิสระ ปัญหาคือมันไม่มีขั้นตอนในการ ตรวจสอบที่รัดกุม มันจะหลุดมือไปเลย มันจะกลายเป็นองค์การที่ถือเงินอยู่สามารถทํา กิจกรรมที่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณ ให้คุณให้โทษกับโครงงาน กับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ได้ กับพี่น้องประชาชนได้ มันก็หลุดจากการควบคุมไป เราจะทําอย่างไรเพื่อให้มันรัดกุมขึ้น ผมอยากให้ท่านพิจารณาใน (๑.๑) ถ้าท่านสามารถปรับแก้ให้มันมีความรอบคอบ เช่น บอกเลยบอกว่าถ้าอยู่ในอุดมศึกษาวันนี้ไม่เป็นไร เพราะว่าวันนี้มันก็รับงานนอกทุกคน ครูบาอาจารย์ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เพราะว่าเขาก็ต้องทํามาหาเลี้ยงชีพตัวเอง แต่ถ้าเข้ามาแล้วต้องยุติ ถ้าไปปรับแก้ด้วยอํานาจของกรรมาธิการที่นั่งอยู่บนบัลลังก์วันนี้ อาจจะทําได้ ลองพิจารณาดูนะครับ ผมกราบฝากไว้ครับ