วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายที่ดินสงวนหวงห้าม โดยเฉพาะมาตรา 19 ที่อาจจะจำกัดสิทธิของประชาชน และเสนอให้รีบแก้ไขเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการให้กรรมสิทธิ์และสิทธิในการครอบครองดินแดน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมมี ความเห็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ที่ดินสงวนหวงห้าม เนื่องจากว่า ผมเห็นดูแล้วทางวุฒิสภาได้มีการแก้ไขทั้งสิ้น ๑๙ มาตรา สิ่งที่ผมกังวลใจคือมีความห่วงใย ของเพื่อนสมาชิกหลายคนที่คิดว่า ในเมื่อวุฒิสภามีการแก้ไขอาจจะตัดสิทธิพี่น้องประชาชน ไปส่วนหนึ่ง แต่ผมก็เกรงว่ากฎหมายอันนี้กับถ้าผ่านไปตามที่วุฒิสภาเสนอ แทนที่สิทธิ ที่ประชาชนจะได้รับอย่างเต็มที่ กลับกลายเป็นว่าการตัดสิทธิบางส่วน เมื่อตัดสิทธิบางส่วน ก็จะสร้างปัญหาตามมา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า กฎหมายมันเสนอออกมายาก มันแก้ไขยาก ถ้าเรารีบออกกฎหมายขณะนี้ไป แต่กฎหมายนี้มีจุดโหว่อยู่ แทนที่จะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน กลับสร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง และ การที่จะนําเข้ามาเสนอในการแก้ไขก็ค่อนข้างจะมีปัญหา ผมก็เลยมีความเห็นว่าอยากให้ พวกเราใจเย็นนิดหนึ่งครับ กฎหมายฉบับนี้เรารอมา ๓ ปีกว่า ถ้าช้าอีกสัก ๒ เดือน ๓ เดือนน่าจะทําให้ทุกอย่างเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่านี้ ผมมีประเด็นที่ชี้ให้ประธานเห็นว่าถ้าผ่านออก ไปแล้ว ยังสร้างปัญหาให้กับประชาชน อย่างเช่น มาตรา ๑๙ ซึ่งในมาตรา ๑๙ ได้มีการพูดถึง ลักษณะของที่ดินจะมาดําเนินการจัดให้เป็นประโยชน์ที่ทํากินหรือที่อยู่อาศัยกับพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะมาตรา ๑๙ (๒) ในร่างเดิมของ ส.ส. กําหนดไว้ว่าจะต้องอยู่อาศัยหรือ ทํากินต่อเนื่องมา ๑๐ ปี ประธานนึกดูนะครับว่าถ้าอยู่อาศัยทํากินต่อเนื่องมา ๑๐ ปี โอเค ก่อนหน้านั้นก็ให้ได้หมด แต่วุฒิสภาแก้ไขจาก ๑๐ ปีมาเป็น ๒๐ ปี มันก็จะลดจํานวนของ ประชากรหรือประชาชนที่จะได้รับสิทธิตามนี้ครับ คําถามถามว่าคนที่อยู่ประมาณ ๑๕ ปี ๑๘ ปี ๑๗ ปี ๑๐ ปี ถึง ๒๐ ปีก็มีปัญหาหมด และผมก็เชื่อว่าถ้าเรายอมแก้ไขตามวุฒิสภา และเสนอออกไป ลําพังแค่ ๑๐ ปี ๒๐ ปี เป็นปัญหากับประชาชนแน่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม พี่น้องประชาชนที่อยู่เกิน ๑๐ ปี ถึง ๑๙ ปีเศษ ๆ เกือบ ๒๐ ปี กลุ่มนี้ก็ยังเป็นปัญหา ผมก็เลยมีความรู้สึกว่าใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ อย่างน้อยเราไปต่อรองกับทางวุฒิสภาเพื่อปรับ มาให้ได้สัก ๑๐ ปี เราจะได้ครอบคลุมกลุ่มพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีปัญหาและ รัฐประกาศให้เป็นที่ดินสงวนหวงห้าม และผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่
ประเด็นถัดมาที่ชี้ให้เห็นว่าถ้าเรารีบผ่านร่างตัวนี้ แทนที่จะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน อาจเข้าไม่ถึงสิทธิของประชาชนเลยครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๒ ปกติแล้ว ในมาตรา ๒๒ เป็นเรื่องของการพิสูจน์สิทธิเพื่อให้กรรมสิทธิ์แก่บุคคลใดให้เป็นไปตาม ข้อเท็จจริง การครอบครองหรือทําประโยชน์ต่อเนื่อง ถ้าพูดตามนี้มันเป็นความจริงครับ บอกว่าเราจะพิสูจน์สิทธิพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามนี้ให้ดูตามข้อเท็จจริงและดูตามสภาพ การครอบครองและการทําประโยชน์ต่อเนื่อง ฟังดูแล้วมันจับต้องได้ มันคือความจริง แต่บังเอิญวุฒิสภาไปแก้ไขบอกว่า การพิสูจน์สิทธิเพื่อให้กรรมสิทธิ์แก่บุคคลใดให้เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายที่ดินและตามสภาพข้อเท็จจริงของการครอบครอง ก็เท่ากับว่าเอากฎหมาย ที่ดินมาบังคับประชาชน คําถามถามว่าขณะนี้ประชาชนกลุ่มนี้เขาทําผิดกฎหมายอยู่แล้วครับ และบอกว่าจะพิสูจน์สิทธิให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็เท่ากับเอากฎหมายมาจาก ประชาชนก็จบเลยครับ เท่ากับว่าสิทธิประโยชน์ของประชาชนแทบจะไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย ถ้ายังเอาประมวลกฎหมายที่ดินมาเป็นตัวพิสูจน์สิทธิของพี่น้องประชาชน ดังนั้น ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดูแก้ไขไม่เยอะ แต่เท่ากับ สิทธิของประชาชนแทนที่จะได้รับการดูแลมากขึ้น กลับกลายเป็นว่ายากขึ้น และอย่างน้อย ประโยคคําว่า การให้สิทธิกับการให้กรรมสิทธิ์ ผมว่ามันก็มีประเด็นที่ขัดแย้งกันเหมือนกัน โดยสาระของกฎหมายเท่าที่ผมอ่านดูคร่าว ๆ แล้ว ถ้ามันเป็นไปตามที่คณะกรรมการได้ กําหนดมาแล้ว เขาให้กรรมสิทธิ์ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการกําหนด เขาให้อํานาจ คณะรัฐมนตรีในการให้สิทธิ ผมย้ําตรงนี้นะครับ ถ้าสิ่งที่เป็นไปตามที่กรรมการดําเนินการมา เขาให้กรรมสิทธิ์ประชาชน แต่ถ้ายังมีจุดโหว่อยู่ เสนอ ครม. ได้ แต่ ครม. จะเป็นคนให้แค่ สิทธิเฉย ๆ และกฎหมายจึงเขียนไว้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้จะให้เป็นกรรมสิทธิ์ไม่ได้ แต่บังเอิญ วุฒิสภามาแก้ไขเหมือนกันหมดเลยว่าให้เพียงแค่สิทธิเฉย ๆ ผมก็คิดว่ามันยังเป็นมุมที่จะต้อง มีการถกเถียงกันอยู่ ยังคิดว่ายังมีความจําเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อประโยชน์ ต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ