ฮอชาลี ม่าเหร็ม หารือเรื่องขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหา
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ครับ กระผมขอให้ความเห็นต่อการที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ให้สมาชิก ให้ ส.ส. ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่ท่านประธานได้หยิบยกเรื่องที่คิดว่าน่าจะอยู่ในความสนใจของ พี่น้องประชาชน แล้วก็อยู่ในความสนใจของประชาคมโลกในขณะนี้ นั่นก็คือกรณีที่ เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นระหว่างชายแดนไทยกับกัมพูชา ก่อนอื่นกระผมขอเรียนกับ ท่านประธานว่าผมขอใช้คําตามกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ ต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นการ ขัดกันทางอาวุธ ไม่ใช่สงคราม เพราะสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นได้จบลงไปแล้ว แล้วก็ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการปะทะกันในแต่ละประเทศนั้นโดยกฎหมายระหว่างประเทศเขาใช้ คําว่า การขัดกันทางอาวุธ เพราะฉะนั้นกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสุรินทร์หรือว่าที่ปราสาท พระวิหารก็ตามแต่ ก็คงจะต้องยืนอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศก็คือเป็นการขัดกันในทาง อาวุธ มันไม่ได้เป็นการสงคราม เพราะสงครามนั้นได้จบและก็ได้สงบลงไปแล้ว แต่ผมเอง ก็อยากจะขอให้ความเห็นให้กับทางรัฐบาลว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ ปราสาทพระวิหาร หรือเกิดขึ้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควายนั้น เรากําลังถูกยั่วยุจากประเทศคู่ขัดแย้ง ถูกยั่วยุทั้งวาจาและก็ทั้งด้วยการใช้กําลัง แล้วก็รวมถึงการลั่นกระสุนเข้ามาในพื้นที่ของประเทศของเรา นั่นคือเป็นแนวทาง เป็นกลอุบายของคู่สงครามที่ต้องการที่จะให้เรานั้นได้ถลําเข้าไปในห้วง ถลําเข้าไปในแผนการที่เขาได้วางเอาไว้ นั่นก็คือการขยายวงการขัดกันทางอาวุธ ซึ่งเราประจําอยู่ในพื้นที่ในชายแดนของเรานั้นให้ข้ามกําลังไปยังเขตแดนหรือว่าชายแดน ของประเทศเขา แล้วก็ล้ําเข้าไปในพื้นที่ของประเทศกัมพูชา แล้วก็จะทําให้สถานการณ์นั้น ขยายวง แล้วก็คู่ขัดแย้งของประเทศที่ขัดแย้งก็จะได้นําเอาเหตุการณ์ตรงนี้ สถานการณ์ตรงนี้ นําไปสู่ยูเอ็นเอสซี (UNSC) หรือนําเข้าไปสู่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เขาต้องการที่จะให้เราไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านได้หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมานั้น ผมก็ต้องขอยืนยันว่าในจุดยืนที่รัฐบาลได้แสดงออก ณ วันนี้นั้นถือว่า ถูกต้องแล้ว อาจจะไม่ทันใจกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนบางกลุ่ม บางพื้นที่ บางท่าน ที่ต้องการที่จะให้ลุยเข้าไปเลย โดยศักยภาพของอาวุธที่เรามี ทั้งเอฟ ๑๖ ทั้งทุกอย่าง ที่เรามีนั้นให้ลุยเข้าไปเลย อันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นความรู้สึกด้านหนึ่ง แต่ว่าในจุดยืนในฐานะที่ ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นรัฐบาลนั้น การที่จะให้เกิดความเสียหายนั้นง่ายนิดเดียว แต่การที่จะให้เกิดการเยียวยาจากความเสียหายนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราจะต้องทํา ณ ขณะนี้ก็คือบอกไปกับประชาคมโลกว่าเราไม่ได้เป็นผู้เริ่มในสิ่งเหล่านี้ก่อน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอฝากบอกกับรัฐบาลว่าเรื่องนี้แน่นอนที่สุดประเทศคู่ขัดแย้ง จะต้องนําไปสู่ในเวทีของสหประชาติ แล้วก็อาจจะไปถึงศาลโลก ขอให้เราได้เก็บรวบรวม หลักฐานความเสียหายของพลเรือนที่เกิดจากการขัดแย้ง การขัดกันในทางอาวุธในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หรือว่าเกิดขึ้นที่จังหวัดสุรินทร์ หรือว่าที่ไหน ก็ตามแต่ ขอให้รัฐบาลได้เก็บข้อมูลหลักฐานนี้เอาไว้ว่าพลเรือนของเรานั้นเกิดความเสียหาย มีการบาดเจ็บ มีการล้มตาย เพราะวันหนึ่งเรื่องนี้คงจะต้องนําไปสู่ในที่ประชุมของ สหประชาชาติ แล้วก็อาจจะไปถึงศาลโลก แล้วผมก็เชื่อในจุดยืนของรัฐบาล แล้วก็เชื่อในการ อธิบายของรัฐบาล จากกรณีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ไปนําเสนอ เรื่องนี้ในคราวที่หลังจากเกิดการขัดกันทางอาวุธที่ปราสาทพระวิหารในที่ประชุมของ ยูเอ็นเอสซีหรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาตินั้น ทุกอย่าง ทุกประเด็นได้เกิดมี ความเข้าใจ แล้วก็ทางยูเอ็นเอสซีก็ได้มอบให้ระหว่างเราแล้วก็ทั้งคู่กรณีนั้นได้มีการเจรจา ทั้ง ๒ ฝ่าย และอาจจะมีทางฝ่ายของประธานอาเซียนก็คือปะเทศอินโดนีเซียได้มาร่วม สังเกตการณ์ในตรงนี้ด้วย แต่หลัก ๆ นั้นก็คือให้ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นได้เจรจากัน ซึ่งเรามีกลไก ที่สําคัญที่สุด ณ ขณะนี้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือกลไกของเจบีซี คือคณะกรรมาธิการ ร่วมชายแดนซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานอยู่ แล้วก็มีอาร์บีซี (RBC) ในระดับภูมิภาค ในระดับพื้นที่ซึ่งมีแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๒ เป็นประธานทาง ฝ่ายไทยอยู่ อยากจะให้กลไก ๒ กลไกนี้มีการขยับแล้วก็ให้ความสําคัญกับกลไกตัวนี้ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าประเทศคู่ขัดแย้งนั้นเขาคงจะไม่บุกรุกเข้ามาในประเทศเรา เพียงแต่ว่าต้องการที่จะยั่วยุ เพราะฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือว่าจะต้องมีการ เจรจา และเราก็ต้องอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ณ ขณะนี้ว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น แต่ประเทศคู่ขัดแย้งเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดขึ้น ดังนั้น เราจะต้องรักษาจุดยืนเอาไว้นะครับ ผมเชื่อว่าสาเหตุหลักที่สําคัญที่สุดที่ทําให้เกิดความ รุนแรงถึง ๒ ครั้งก็คือกรณีการที่เรามีจุดยืนในการที่จะไม่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนของปราสาท พระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่เราได้มีความพยายามส่งรัฐมนตรีของเรา ส่งประธานของเรา เพื่อที่จะเข้าไปชี้แจงให้กับทางคณะกรรมการมรดกโลกให้ได้ทราบ แล้วก็ในปีที่ผ่านมาเขาก็ ไม่มีการดําเนินการและพิจารณาในการที่จะให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ตรงนี้ผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้ทางฝ่ายเขาพยายามที่จะดําเนินการทุกวิถีทางในการ ที่จะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นให้ได้ ก็ขอให้รัฐบาลของชุดนี้ได้มีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องของมรดกโลก ก็คือว่าเราต้องไม่ให้เขาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว ในแต่ละรัฐบาลอาจจะมีจุดยืนที่ ต่างกัน แต่ละพรรคอาจจะมีจุดยืนที่ต่างกัน แต่ผมคิดว่าจุดยืนของรัฐบาลก็คือการที่เรา ไม่ยอมให้เขาขึ้นทะเบียนมรดกฝ่ายเดียวนั้นเป็นจุดยืนที่มีความสําคัญและเป็นแนวทางที่เรา ได้ยืนหยัดแล้วก็รักษาสิทธิและอธิปไตยของประเทศชาติบ้านเมืองของเราเอาไว้ให้ลูกหลาน ของเราในวันข้างหน้าต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน