สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔

วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอแนะการอภิปรายที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการทูตระหว่างไทยกับเขมร และเรียกร้องให้รัฐบาลระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น เพื่อไม่ให้เขมรใช้เป็นประโยชน์ในการขยายผลปัญหาในฝั่งเขมร นอกจากนี้ยังชื่นชมทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ดีมาก และเรียกร้องให้เจบีซีดำเนินการตามทิศทางที่ถูกต้องในการจัดทําหลักเขตแดนที่มันเคยทํามาแล้ว

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมมีความรู้สึกที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกว่า การอภิปรายแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางครั้ง การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในบางประเด็นแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทิศทางรัฐบาลในการ แก้ปัญหาตรงนี้ แต่อาจจะเป็นปัจจัยเสริมให้กับทางฝั่งเขมรเขาที่จะเอาประเด็นความขัดแย้ง ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ไปขยายผลในฝั่งเขมร แล้วก็เป็นประโยชน์กับทางฝั่งเขมร ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นของพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต้องระมัดระวัง ที่จะทําให้เขมรคิดว่าเรากําลังเป็นคนไทยหัวใจเขมรหรือไม่ ผมเชื่อมั่นในคําพูดของ ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ ที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเป็นผู้กระทําก่อน เพราะว่าประเทศเรานี้เป็นประเทศรักสงบ แม้แต่ในเพลงชาติของไทยเราเองนี้เราก็ยังร้องอยู่ติดปากอยู่เสมอว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบ ไม่ขลาด ประกอบกับพฤติกรรมอดีตที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยรังแกใครครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าถ้าเราถูกกระทําขึ้นมาเมื่อไร เราจะต่อสู้อย่างเต็มที่ ดังนั้นคําพูดของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เพื่อเป็นคํายืนยันกับพี่น้องประชาชนคนไทยว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นมาก่อน ถ้าท่านประธานได้ศึกษา ประวัติศาสตร์เราต้องยอมรับว่า ผมขอพูดได้เต็มปากว่าเขมรเขาเจ้าเล่ห์ พฤติกรรมในอดีต ที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานี้สะท้อนมาตลอดเลยว่าประเทศเขมรนั้นเป็นประเทศ เจ้าเล่ห์ แม้แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น ท่านคงมีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทีนี้ท่านประธานคงจะนึกภาพว่าประเทศ ๒ ประเทศ อยู่ติดกัน สันติภาพมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มันเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้ามีข้อพิพาทมีปัญหา ชายแดนขึ้นมาเมื่อไร มีการปะทะกันเมื่อไร มีการยิงกันขึ้นมาเมื่อไร การเจรจาสงบศึกแล้วก็ ให้อยู่กันอย่างสันติน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ความเจ้าเล่ห์ของเขมรท่านก็คงจะทราบ ผมต้องขออนุญาตชื่นชมผ่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าทีมงาน ท่านรัฐมนตรีประวิตรดีมากครับ เหตุผลที่บอกว่าทีมงานของท่านรัฐมนตรีประวิตรดีมาก ก็เนื่องจากว่าถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปเขมร ไปเจรจาเข้าทางเขมร เพราะว่าในเว็บไซต์ก่อนวันเดินทางนั้นเว็บไซต์ของเขมรเองนี้ที่ชื่อว่าเว็บไซต์ดึมอัมกรึม ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยจะไปยอมแพ้เขมร เพราะฉะนั้นการที่เรามีการตรวจสอบข้อมูลของฝั่งเขมรที่เขาพยายามปล่อยข่าวเพื่อสร้าง กระแสชาตินิยมในเขมรว่า คนไทยจะไปยอมแพ้เขมรนั้น แล้วก็บังเอิญทางทีมงานของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบเรื่องนี้ก่อน และทําให้รัฐมนตรีท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านปฏิเสธการเดินทางไปเขมรเพื่อจะไปเจรจา กับเขมรในเรื่องการหยุดยิง ท่านเลยปฏิเสธไป ดังนั้นผมขอชื่นชมว่าทีมงานท่านดีมากครับ หน่วยข่าวกรองท่านดีมาก ถ้าพลาดไปแล้วมันจะทําให้ประเทศเราเสียชื่อ มันเป็นบทสะท้อน ถึงความเจ้าเล่ห์ของรัฐบาลเขมร ในการที่จะอะไรก็แล้วแต่ที่ทําให้ประเทศของตัวเองมีฐานะ ที่เหนือกว่าประเทศไทย ซึ่งผมเชื่อว่าสังคมไทยประเทศไทยนั้นยอมไม่ได้ครับ ผมขอยืนยัน อีกประเด็นหนึ่งผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีทุก ๆ ท่านครับ ทิศทางก็คือเรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ตลอดเรื่องเจบีซีที่มีการตั้งคณะทํางานขึ้นมา ในการทํางานเพื่อหาบทสรุปในเรื่อง ของการจัดทําหลักเขตแดนที่มันเคยทํามาแล้วเมื่อประมาณร้อยกว่าปี อยู่ในตําแหน่งที่ ถูกต้อง เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ถ้าผมจะสรุปประเด็นให้ฟังว่าขณะนี้เจบีซีมีทิศทางในการ ทํางานอยู่ในขั้นตอนทั้งหมดอยู่ ๕ ขั้นตอน ในขั้นตอนที่ ๑ ก็คือเรื่องการดูแลข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้หลักหมุดมันอยู่ตรงไหนบ้าง ก็คือแฟคท์ ไฟน์ดิ้ง (Fact Finding) ซึ่งตอนนี้ได้ทํา ไปแล้ว ๔๘ หลักหมุด เหลืออีกประมาณ ๒๐ กว่าหลักหมุด อยู่ในขั้นตอนที่ต้องดําเนินการ ต่อ นั่นคือขั้นตอนที่ ๑ ขั้นตอนที่ ๒ ของเจบีซีก็คือการจัดทําแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเท่าที่ทราบว่าการประชุมล่าสุดของเจบีซีที่ประเทศอินโดนีเซียได้หาบทสรุปว่าจะเอา บริษัทใดมาทํา นั่นคือขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตอนที่ ๓ ของเจบีซีก็คือกําหนดแนวที่จะลงทางสํารวจ หลังจากที่เราจัดทําแผนที่มาแล้ว ขั้นตอนที่ ๔ ก็คือลงสมุดจริง ซึ่งผมเชื่อว่าขั้นตอนที่ ๔ เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร ในการที่จะหาพิกัดของหลักหมุดต่าง ๆ ว่าหลักหมุดต่าง ๆ ควรจะอยู่ในตําแหน่งไหนของ ๗๓ หลัก และสุดท้ายก็คือการจัดทําหรือว่ากําหนดตําแหน่ง ที่ปักหลักหมุดเลย นั่นคือแนวทางทั้งหมด ๕ ขั้นตอน เพื่อจะกําหนดเขตแดนของไทย ของกัมพูชาว่าแต่ละฝั่งควรจะอยู่ตรงไหนบ้าง ของประเทศกัมพูชาควรจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศว่า ผมเชื่อมั่นว่าแนวทางเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ และเกิดลูกขึ้นมาคือเจบีซี ในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และต่างฝ่ายต่างก็ อ้างเอกสารอ้างอิง ในขณะเดียวกันเอกสารอ้างอิงตัวไหนที่เราไม่เห็นด้วยเราก็ปฏิเสธไป ผมขอยืนยันว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง บางครั้งเพื่อนสมาชิกบางคนอาจจะอ่านข้อมูลเรื่องนี้ ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร อยู่ ๆ ขึ้นมาก็สวนไปตามกระแสและเหมือนกับเป็นการเล่นการเมือง ภายในประเทศ ทําให้เราเสียเปรียบเขมร ดังนั้นยืนยันว่าขณะนี้เราเดินทางในทิศทาง ที่ถูกต้องแล้ว และคําถามถามว่าในเมื่อเรามีคณะทํางานที่ชื่อว่าเจบีซีในการจัดทํา หลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาบนแนวทางที่ถูกต้อง มีแนวทางในการทํางานทั้งสิ้น ๕ ขั้นตอน ขณะนี้เพิ่งจะทําขั้นตอนที่ ๑ และกําลังจะเริ่มขั้นตอนที่ ๒ และปัญหาความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นทําไมถึงเกิดขึ้นมาได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงมาก็ชัดเจนว่า วันนี้เขมรมีความในใจอยู่ลึก ๆ เขมรเองต้องการจะเอาปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียน มรดกโลก แต่เราเดินทางในวิถีทางการทูตที่ถูกต้อง ที่ประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมา กระบวนการ ต่าง ๆ ของเขมรถูกชะงักงันหมด เพราะฉะนั้นปัญหาการปะทะตามแนวชายแดนเราก็เชื่อว่า เขมรเองก็ต้องการให้นานาชาติเข้ามามีส่วนในการเกี่ยวข้อง เขาก็คงไม่ต้องการจะเจรจา กับเรา ๒ คน เพราะเจรจากับเรา ๒ คนแล้วรู้สึกว่ามันถูกในทิศทางที่เราไม่สามารถจะยอม เขาได้ เขาก็เลยคิดว่าประเทศไหนที่สามารถยืนอยู่ข้างเขาได้ เขาก็ต้องการให้นานาชาติ ที่คิดว่ามีประโยชน์กับเขมรมากกว่าฝั่งไทยเข้ามีส่วนในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ตรงนี้ แน่นอนการปะทะชายแดนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทางเขมรเองก็เป็นทิศทางที่ต้องการให้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการดูแลความขัดแย้งตรงนี้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเราก็รู้ทิศทางเขาดี และผมก็เชื่ออยู่ส่วนหนึ่งว่าเป็นไปได้ไหมลึก ๆ แล้วเขมรก็เล่นเกมการเมืองในประเทศไทยด้วย ถ้าดูอดีตที่ผ่านมาในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่าน บทบาทของผู้นําเขมรที่กระทํากับประเทศเรา มันก็เหมือนกับว่าเขาก็เล่นเกมการเมืองในประเทศไทยด้วย ซึ่งผมก็เชื่อว่าผู้นํารัฐบาลไทย ตลอดจนท่านรัฐมนตรีก็รู้ทิศทางนี้ดี ดังนั้นถ้าเรารู้ความในใจลึก ๆ ของฝั่งเขมร แนวทาง การปะทะชายแดนซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันควรจะมีทางออกอย่างไร ผมมีมุมมองที่จะเสนอ ทางท่านรัฐมนตรีอยู่ประมาณ ๓-๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านรัฐมนตรีกษิตในการทําความเข้าใจกับ นานาประเทศ เพราะว่าวันนี้เราไม่ได้อยู่ ๒ ประเทศระหว่างไทยกับเขมร และการส่งคน เข้ามาของนานาชาติหรือว่าจากทวิภาคีเป็นพหุภาคี หลาย ๆ ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องวิถีทางการทูตทั้งสิ้น วันนี้ท่านรัฐมนตรีกษิตต้องทํางานหนักมากยิ่งขึ้นครับ การไป เยี่ยมเยียนเฉพาะอาเซียนอย่างเดียวอาจจะไม่พอครับ ผมต้องย้ํานะครับว่าเหมือนเราคบคนครับ ยกโทรศัพท์มันก็ได้อารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไปเยี่ยมถึงบ้านเลยความใกล้ชิด ความผูกพันก็จะมากขึ้น ดังนั้นท่านจะต้องเดินสายไป ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศมหาอํานาจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาทวิภาคี ระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็ขอให้กําลังใจท่านในการทํางานหน้าที่นี้ให้หนักมากยิ่งขึ้น นี่คือ ข้อเสนอแนะข้อที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมก็ขอชื่นชมและให้กําลังใจพี่น้องทหารหาญในการทําหน้าที่ ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยเรา แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไปยังรัฐบาล รัฐบาลต้องทํา ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเป็นระยะ ๆ อย่าปล่อยให้ทางผู้นําเขมรเขาโฆษณาชวนเชื่อ ผ่านสื่อต่างประเทศ แล้วก็สื่อไทยเอาสื่อต่างประเทศมาลง แล้วก็มองว่าเขมรได้เปรียบเรา จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นระยะ ๆ ท่านอาจจะแถลงข่าวทุกวันหรือวันเว้นวันก็แล้วแต่ อันนั้นไม่เป็นไร แต่จุดที่ต้องสังเกต และฝากไปอันหนึ่งก็คือว่าประเด็นที่จะแถลงข่าวทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนต้องไปใน ทิศทางเดียวกันทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ผู้นําเหล่าทัพ ประเด็น ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งพูดขึ้นมาจะต้องสอดคล้องเป็นประเด็นเดียวกันทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดอย่าง แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี พูดอย่าง ซึ่งผมเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมา เมื่อไรมันจะทําให้เกิดความสับสนให้กับสังคมไทย ดังนั้นข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ พูดกับ ประชาชนบ่อย ๆ ครับ พูดเยอะ ๆ แต่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อเสนอแนะ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า การที่เขมรกล้าเหิมเกริมกับประเทศไทยก็เพราะว่า เขามองว่าเรามีความขัดแย้งในประเทศ วันนี้ก็เลยอยากจะเรียกร้องทุกฝ่ายการเมืองและ พี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ว่าเรากําลังทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านครับ อย่างไร ๆ เราก็ต้องสามัคคีกันไว้ก่อนครับ เราต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันให้กําลังใจรัฐบาลและให้ กําลังใจพี่น้องทหารหาญในการปกป้องอธิปไตยของประเทศครับ รอให้การปะทะชายแดน สงบแล้ว เรามีเรื่องภายในที่เคลียร์กันไม่ได้แล้วค่อยมาทะเลาะกันทีหลัง จึงอยากเรียกร้อง ผ่านท่านประธานนะครับไปยังพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ

และสุดท้ายจริง ๆ ครับ การเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนครับ ผมทราบข่าว ว่าท่านรัฐมนตรีเองก็ไปเยี่ยมพี่น้องที่ได้รับผลกระทบที่จังหวัดสุรินทร์ มีรัฐมนตรี หลายท่านครับ ผมชื่นชมนะครับว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่อยากจะให้กราบเรียนผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าเป็นไปได้คือเรามีรัฐมนตรีตั้ง ๓๐ กว่าท่าน จัดคิวไปเลยครับ คือขวัญกําลังใจของประชาชนสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าทุกวันรัฐบาลส่งรัฐมนตรีแต่ละท่านลงไป ในนามรัฐบาลไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพ คือทราบข่าวอาจจะ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน วันนี้รัฐมนตรีกระทรวงนี้ วันนี้กระทรวงนี้ ลงไปทุกวันครับ ไปดูแลขวัญกําลังใจ ไปดูแลอาหารการกิน อาจจะเอาสันทนาการ นันทนาการ นักร้อง เยอะแยะในประเทศเราไปร้องเพลงให้ประชาชนฟัง ให้ขวัญกําลังใจดีขึ้น จัดส่งลงไปทุกวัน ครับในนามของรัฐบาล จัดคิวลงไปเลยครับ และผมเชื่อว่าขวัญกําลังใจของพี่น้องที่อยู่ ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะน่าจะดีขึ้น และความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างพี่น้อง ชายแดนกับรัฐบาลก็จะดีขึ้น และสุดท้ายผมเชื่อว่าเราชนะแน่ครับ ขอบคุณครับ