สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุความขัดแย้งแต่เป็นปัญหาเขตแดนที่ไม่ชัดเจน และยืนยันว่าทุกฝ่ายได้ลงพื้นที่ดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมใช้สติปัญญาในการแก้ไขเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้เป็น พื้นฐานสําหรับเพื่อนสมาชิกตามที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าอยากจะได้ทราบเรื่องราวที่เป็น ข้อมูลเบื้องต้นว่ารัฐบาลได้ดําเนินการในสถานการณ์นี้ไปอย่างไร บนพื้นฐานอะไร รวมทั้ง กรณีที่ท่านให้ความเห็นไว้ เพื่อความเข้าใจและเพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกที่เคารพรักทั้งหลาย ได้อภิปรายได้ตามประเด็นที่สมควรจะอภิปรายกัน กระผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้น ดังนี้ครับ
ในประการที่ ๑ ที่ท่านเรียกร้องว่าผู้รับผิดชอบหลักคือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือตัวผม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศสมควรที่ต้องมาอยู่ที่นี่ในเวลาที่ท่านทั้งหลายอภิปรายกัน ผมขออนุญาตว่า เพิ่งได้ทราบว่าเป็นญัตติด่วนที่จะมีการพูดจาอภิปรายกันเรื่องนี้ เราจึงไม่ได้อยู่พร้อมกัน ตามที่ท่านได้ตั้งข้อเรียกร้องเอาไว้ แต่ผมกราบเรียนว่าที่ไม่ได้อยู่พร้อมกันไม่ได้ไปที่อื่นครับ ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่พื้นที่ชายแดนที่จังหวัดสุรินทร์แล้วก็คงไปที่ศรีสะเกษ ท่านไป ดูแลพื้นที่นั้นด้วยตัวท่านเอง แล้วก็ดูว่าเราจะดูแลแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนของเรา ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องของสถานการณ์สู้รบนี้อย่างไรบ้าง ไปดูเรื่องความจําเป็นที่จะต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนกลาง สําหรับหน่วยราชการ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ชายแดน ซึ่งการดําเนินการอย่างนี้เป็นเรื่องปกติของรัฐบาลนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ลงไปดูแลสถานการณ์ด้วยตัวเองมาแล้ว แล้วก็ท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ลงไปในพื้นที่ ไปดูแลปัญหาแล้ว เพราะฉะนั้นผมให้ความมั่นใจกับท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ในชั้นนี้ได้ครับว่า รัฐบาลให้ความเอาใจใส่ดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษลงลึกลงละเอียด เพื่อที่จะได้ ให้มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงเพียงพอในการประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลในแต่ละขั้น แต่ละตอน ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทุกฝ่ายได้ลงไปทําหน้าที่ของตัวเองในทุกระดับ นอกจากนั้นครับผมถือโอกาสกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ทั้งกับกระทรวงกลาโหม ทั้งกับกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งกับกระทรวงมหาดไทย และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องรวมทั้งกองทัพ เราได้ใช้สติครับ ได้ใช้ปัญญาอย่างที่ท่าน ได้กรุณาแนะนํา ไม่มีหรอกครับที่จะไปใช้อารมณ์ ไปใช้การตัดสินใจโดยฟังกระแส อะไรต่าง ๆ ไม่มี เพราะว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นผลประโยชน์ ของประเทศชาติในระยะยาว เป็นเรื่องของสันติภาพในภูมิภาคนี้ และเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อการอยู่ร่วมกันของประชาชาติอาเซียน รัฐบาลคิดทุกแง่ทุกมุมครับ แล้วก็ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทุกฝ่ายทํางานสอดประสานกัน ท่านทั้งหลาย ก็คงจะสามารถติดตามได้ว่าในการพูดจา ในการให้ข่าว ในการชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งต่อ พี่น้องประชาชน ต่อทูตานุทูต ต่อสังคมของชาติอาเซียนและของโลก ทุกกลไกของรัฐบาล ทํางานสอดประสานกันมาโดยตลอดครับ แต่ว่าจะรับความห่วงใยของท่านสมาชิกที่ได้พูดจา อภิปรายในวันนี้ไปประกอบการพิจารณาในการดําเนินการต่อไปให้ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น ส่วนที่ท่านอยากจะให้เราชี้แจงว่าสาเหตุของความขัดแย้งคืออะไร เริ่มต้นอย่างไรอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยเป็นคนก่อเหตุ เราไม่ได้ เริ่มต้น เราไม่เคยเริ่มต้นเลยครับ เรื่องที่เกิดเหตุทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นการกระทําของฝ่ายไทย ในจุดแรก รัฐบาลไทย หรือที่จริงต้องพูดว่าประเทศไทย รวมทั้งท่านทั้งหลาย รวมทั้ง พี่น้องประชาชนของเรา เราต้องการความสงบ เราต้องการความสันติ เราต้องการที่จะอยู่กับ ประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตร นี่เป็นจุดยึดเป็นหลักการของทั้งชาติ พูดได้อย่างนั้น เลยครับ เพราะว่าท่านทั้งหลายก็ตระหนักดีว่าพี่น้องประชาชนคนไทยไม่ประสงค์ เราไม่ใช่ ชาติที่กระหายสงคราม เราไม่ใช่ชาติที่ต้องการจะรบพุ่งเอาชนะเพื่อนบ้าน เราหวังที่จะอยู่กับ เพื่อนบ้าน และเรามีมิตรไมตรี เพราะฉะนั้นโดยหลักการเมื่อมีปัญหากระทบกระทั่งกัน ที่บริเวณชายแดนตั้งแต่ต้นมา รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศที่แสดงออกมาตลอด ว่ามาพูดคุยกัน มาเจรจากัน หวังแค่ ๒ ประเทศนี้นั่งลงเจรจากันไม่ต้องไปพึ่งคนอื่น เพราะว่า เราเป็นเพื่อนบ้าน คนอื่นมากับเราก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็ไปแล้วแต่พวกเรานี่ต้องอยู่ ด้วยกันตลอด นี่เป็นจุดยึด แล้วเราก็พยายามสื่อเรื่องนี้ไปถึงนานาอารยประเทศ ไปถึงประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง ว่าที่จริงถ้าท่านจะถามว่าปัญหาข้อขัดแย้งนี้เกิดจากอะไร ถ้าจะพูดกันถึงสาเหตุแท้ ปัญหาก็คือว่าเขตพื้นที่ชายแดนนี้ แนวเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีปัญหาจริง ๆ ไม่ชัดเจนจริง ๆ แล้วก็ยังจะต้องช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่เฉพาะด้านที่ติดกับ ประเทศกัมพูชา ของเราทุกด้านเลยครับ ทั้งที่ติดกับสาธารณรัฐประชาชนลาว ทั้งที่ติดกับ ประเทศพม่า ทั้งที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ชายแดนของเรายังจะต้องชําระสะสาง เหมือนกับ ที่ชายแดนของประเทศอื่นที่เขาติดต่อกันหลายแห่งทั่วโลกก็ยังเป็นอย่างนี้ แต่ว่าวันนี้ แนวทางที่รัฐบาลไทยได้ยึดถือก็คือว่าเราให้ความสําคัญกับคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการ ตรวจสอบปักปันเขตแดน ซึ่งเป็นกรรมการร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ละด้าน ให้ความสําคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ บางด้านก็ดําเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อย ด้วยความราบรื่น จึงไม่ปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณชนหรือเป็นที่สนใจของสมาชิกรัฐสภา ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาเขตแดนกับประเทศมาเลเซีย กับประเทศพม่า กับสาธารณรัฐ ประชาชนลาว เราก็ทําได้ด้วยความเรียบร้อย กรณีกับประเทศกัมพูชานั้นเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อกัน มายาวเป็นประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งกรณีที่ศาลโลกได้คําพิพากษาเรื่องเขาพระวิหารแล้ว ก็ยังไม่ได้ทําให้ชัดเจนในเรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนในบริเวณนั้น ตรงนี้ละครับท่านที่เคารพครับ ต้องเรียกว่าเป็นสาเหตุแท้จริงของความขัดแย้ง บังเอิญว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชานี้มันมีเรื่องสถานที่สําคัญ ๆ ที่เรียกว่าสามารถที่จะนําขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นปราสาทเขาพระวิหาร หรือปราสาทตาควาย ประสาทตาเมือนธม อะไรต่าง ๆ สถานที่เหล่านั้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แล้วก็อยู่ในตําแหน่งที่ไม่มีความ ชัดเจนที่ทั้ง ๒ ประเทศยอมรับได้ เราบอกว่าเป็นของเรา เขาก็บอกว่าเป็นของเขา ที่แล้วมา ก็ได้ตกลงกันว่าเมื่อยังไม่ชัดเจนแต่ละคนก็ให้อยู่ห่างจากแนวเขตนี้ถอยออกไป ๕๐ เมตร ๖๐ เมตร แต่เมื่อมีเรื่องติดใจกันเมื่อไร ความตึงเครียดเกิดขึ้นในจุดที่ตั้งของกําลังทั้ง ๒ ฝ่าย ที่ตั้งประจันกันอยู่ อันนี้เป็นเรื่องปกติ แล้วเราก็พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด อุปสรรค ในการทํางานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมของ ๒ ประเทศ มีตลอดเวลาครับ ผมยกตัวอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้เป็นพยานอยู่นี้ ก็คือว่าที่เขา ไปประชุมกันแล้ว ๒-๓ ปีมา มีบันทึกมา มันก็มีปัญหาของเราว่าบันทึกรายงานการประชุมนี้ ต้องให้ได้รับความเห็นชอบจากสภาหรือเปล่า กว่าเราจะหาข้อยุติเรื่องนี้ได้ท่านทั้งหลาย ก็อยู่ร่วมในเหตุการณ์ก็เห็นแล้วครับว่าเราต้องใช้เวลามาก มันก็เลยกลายเป็นประเด็น ให้อีกฝ่ายหนึ่งสงสัยระแวงได้ว่าทําไมเราถึงถ่วงเวลา ทําไมเราถึงชักช้า ทําไมเราทําถึงตัว เป็นอุปสรรค เราจริงใจหรือไม่ อย่างนี้ก็มี ผมไม่พูดถึงอาการโรคแทรกอย่างอื่นนะครับ เราเป็นว่าปกติวิสัยกันมันก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศ ของประเทศไทยก็จะต้องแก้ไขกันต่อไป ท่านทั้งหลายทราบดีแล้วว่าพอมีปัญหาอย่างนี้ มันก็เกิดกรณีที่ทางประเทศกัมพูชาเขาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก แล้วก็เกิดเหตุว่า ทางคณะกรรมการมรดกโลกก็เกิดไปมีความเห็นโน้มเอียงไปทางนั้นในระยะแรก เราก็ได้ยื่น ข้อทักท้วงประท้วงไปแล้ว แล้วการประท้วงของเราก็ประสบผล เขาได้เลื่อนระยะเวลา ในการพิจารณาไปแล้ว อันนี้ก็ทําให้ทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเขาก็ไม่ชอบใจ ก็เป็นประเด็น ปัญหา แล้วถึงนํามาสู่เรื่องของการกระทบกระทั่งกันครั้งแรก รอบแรกที่บริเวณเขาพระวิหาร อย่างที่ท่านทราบแล้ว เรื่องตรงนั้นก็ยังไม่ยุติครับ มันก็เลยกลายเป็นชนวนคุกรุ่นมา แล้วก็ลามมาถึงสถานการณ์ ปัจจุบัน แต่ผมกราบเรียนยืนยันกับท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น การยิงกันแต่ละครั้งนั้นฝ่ายไทยไม่ได้เริ่มต้นเลย แม้กระทั่งเหตุการณ์ สุดท้ายนี้ก็ไม่ได้เริ่มต้นที่ฝ่ายไทย ข้อเท็จจริงก็คือว่าที่ปราสาทตาควายซึ่งเป็นที่ ที่เราบอกว่าเป็นของเรา ประเทศกัมพูชาบอกว่าเป็นของเขา ข้อยุติที่ยุติกันมาได้คือ ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องไม่ส่งกําลังเข้ามาอยู่ที่นี่ ถอยห่างไปจากจุดนี้ ๕๐ เมตร ต่อมาก่อนเกิดเหตุ ปรากฏว่าทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเขายกกําลังขึ้นไป ตั้งใจจะตั้งที่มั่นของทหารอยู่ตรงบริเวณ ปราสาท เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยก็เข้าไปขอร้องว่าตั้งไม่ได้ เพราะเราเคยตกลงกันว่าจะต้อง ไม่มีกําลังอยู่ที่นี่ ท่านต้องถอยออกไป เขาไม่ถอยออกไป เขาไม่ถอย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ การปะทะกัน แล้วก็เป็นฝ่ายกัมพูชาครับที่เริ่มต้นถอยเพราะว่าไม่ยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ ประเทศไทยได้ร้องขอไป ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าตั้งแต่เกิดการปะทะกันที่ชายแดน ซึ่งเราถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบกระทั่งกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องยกระดับขึ้นมาเป็นสงคราม ระหว่างประเทศ ยังถืออย่างนั้นอยู่ เราก็ได้เพียรพยายามที่จะให้มีการเจรจา ผมกราบเรียน เมื่อสักครู่ว่าเรายึดหลักของการที่จะพูดคุยกัน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งกระทรวงกลาโหม ทั้งระดับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดก็ดี ไม่ว่า จะเป็นกองกําลังของเราก็ดีที่เคยพูดคุยกันได้มาโดยตลอดก็พยายามสื่อสารพูดคุยกันครับ แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ครับ เราก็คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดี เพราะทําท่าว่าจะได้มีการพบกัน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง ๒ ประเทศเพื่อที่จะพูดคุยกัน แต่สิ่งที่ทาง ฝ่ายไทยต้องการก็คือว่าการที่จะพูดคุยกันนั้นก็ต้องหยุดยิงกันก่อน บังเอิญว่ามันไม่เป็นไป ตามนั้น ทางฝ่ายประเทศกัมพูชา ทหารในพื้นที่ยังไม่หยุดยิงก็เลยยังไม่ได้พบกัน แต่เราไม่ได้ สิ้นความพยายามครับ ก็ยังจะพยายามต่อไปที่จะหาทางที่จะให้มีการเจรจากันขึ้นได้ ส่วนที่ ท่านกังวลใจว่าชาวต่างประเทศ โลกภายนอกเขาจะเข้าใจสถานการณ์ผิดเพราะประเทศ กัมพูชาออกข่าวไปอีกอย่างหนึ่งนั้น ผมคิดว่าสภาพปัจจุบันนี้ สื่อมวลชนทั้งหลายทั่วโลก เกาะติดสถานการณ์ อยู่ในพื้นที่ทั้งฝ่ายในประเทศไทย ทั้งฝ่ายในประเทศกัมพูชา เห็นข้อเท็จจริงมาก ชัดเจน และผมเชื่อว่าข้อมูลที่ออกไปโดยผิดพลาดบางอย่าง เช่นว่า เราใช้แก๊สพิษ เราใช้อาวุธที่ไม่ได้มีอยู่ในอนุสัญญาอะไรต่าง ๆ กระทรวงการต่างประเทศได้ ทําหน้าที่ชี้แจงอย่างดี ชัดเจน และโลกเชื่อเรา ผมมั่นใจว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะ กราบเรียนว่าด้วยจุดยืนของเราอย่างนี้ครับ เราจะพยายามหาทางให้เกิดสันติภาพขึ้นให้ได้ แล้วจะต้องทําต่อไป แต่การพูด การจา การแสดงออกในบางครั้ง บางจังหวะก็ขึ้นอยู่กับ สถานการณ์นะครับ เหมือนกับการปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าเราจะต้องการสันติภาพ แม้ว่า เราต้องการให้เกิดความสงบนิ่ง มีการเจรจากัน แต่ว่าเราต้องรักษาอธิปไตยของประเทศ เขายิงเรามาเราก็ต้องยิงกลับไปละครับ แล้วต้องยิงให้แรง ต้องยิงให้หนัก ต้องตอบโต้ให้ รุนแรงเพื่อให้เขาหยุดยั้งการกระทําอย่างนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไปอวดอ้างกําลัง เอาขีด ความสามารถทางการรบไปข่มขู่ ไม่มีครับ รวมทั้งกรณีที่มีการพูดวิพากษ์วิจารณ์ว่าเราเอา เครื่องบินรบขึ้นไปปฏิบัติการ ไม่มีเลยครับ ตั้งแต่มีเหตุกระทบกระทั่งครั้งแรกที่เขาพระวิหาร มาจนเดี๋ยวนี้ ทางกองทัพไทยไม่มีความประสงค์ที่จะขยายผลของการสู้รับที่จะเอากําลัง กองทัพอากาศ กองทัพเรือเข้าไปดําเนินการ ให้จํากัดจุดที่มีปัญหาอยู่ให้เล็กที่สุดในพื้นที่นั้น และไม่ขยายออกไป กรณีของเครื่องบินเอฟ ๑๖ หรือเครื่องบินชนิดอื่นเป็นเรื่องของการ ฝึกบินตามปกติของทางกองทัพอากาศ อันนี้ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนให้ทราบ ท่านตั้งเป็น ประเด็นว่าการเมืองคุมการทหารได้หรือไม่ อย่างไร ผมขอกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของชาติครับ ไม่ว่าคนที่อยู่ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าคนที่อยู่ ฝ่ายการทหาร หรือพลเรือนทั่วไป วันนี้เราแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่ได้ แล้วในทางปฏิบัติ ในความ เป็นจริงนั้นเราทํางานด้วยกันทุกฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันครับ ผมเรียนเพื่อให้ท่าน ทั้งหลายได้มีความมั่นใจและได้เข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ดําเนินการไปในเบื้องต้นนี้อยู่ในสภาพ อย่างไร ส่วนท่านจะกรุณาอภิปรายแสดงความคิดเห็นให้คําแนะนํา รัฐบาลก็จะรับไปปฏิบัติ และถ้าจะมีอะไรที่จะต้องชี้แจงเพื่อความกระจ่างแจ้งของท่าน ผมก็ขออนุญาตท่านประธาน ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และตัวผมก็จะขออนุญาตชี้แจงเป็นระยะ ๆ ตามที่เห็นว่าสมควรครับ ขอบคุณครับ