สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการสรรหากรรมการ ป.ป.ท. และวิจารณ์เรื่องการเสนอคณะกรรมการที่รัฐบาลเสนอให้สภาได้เห็นชอบ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ที่กระผมต้องลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้รับฟังท่านรัฐมนตรีได้เรียนให้ที่ประชุม ได้ทราบว่าท่านเองก็ได้มีกระบวนการ มีการตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาเพราะเรื่องนี้ได้ถอนไปจาก สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒ เดือนมีนาคม มาถึงวันนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม รัฐบาลก็เสนอเรื่องเข้ามาถึง สภาผู้แทนราษฎร ก็แปลว่าไม่ถึงเดือนด้วยซ้ํา ท่านสามารถที่จะดําเนินการสรรหาได้ค่อนข้างรวดเร็ว ผมเองก็อยากจะสนับสนุนความเห็นนะครับ อย่างน้อยของท่านวิรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน เพราะว่าท่านบอกว่าอย่างน้อยเพื่อให้สภาได้เห็นกระบวนการพิจารณาของกระทรวงว่า ได้ดําเนินการเป็นขั้นเป็นตอนที่มีความรอบคอบกันดีแล้ว ไม่อย่างนั้นสภาก็ดูจากรายชื่อ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา แล้วก็ลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แน่ละครับเสียงข้างมาก อาจจะต้องเห็นชอบ หรือเสียงข้างน้อยพวกผมเองถ้าดูทั้งหมดแล้วแน่ใจก็จะให้ ความเห็นชอบไปได้ ผมทราบดีว่า ป.ป.ท. ขาดคณะกรรมการมานานแล้วและจําเป็นจะต้อง รีบมี แต่ว่าการที่จะต้องรีบมีไม่ได้หมายความว่าเราจะทําอะไรไปโดยที่ไม่พิจารณากัน อย่างรอบคอบกัน ไม่ได้ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้ฟังคําชี้แจงของท่านรัฐมนตรีบอกว่า หลายท่านได้ถามว่าบรรดาบุคคลที่มีการเสนอชื่อมา ที่คณะกรรมการบอกว่ากว่าจะมาถึง เหลือ ๖ ท่านนี้ มีมากน้อยไหมที่มีการคัดเลือกขึ้นมา คือถ้าดูจากกฎหมายนะครับ ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เมื่อกี้นี้ก็มีบางท่านได้ให้ข้อมูลกับ พวกเราไปแล้ว นอกจากนั้นกฎหมายเองก็ยังเขียนไว้เป็นบอกว่าผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ต้องไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ไม่ดํารงตําแหน่ง ในห้างหุ้นส่วน บริษัท องค์การค้า องค์การที่ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งหากําไรหรือผลประโยชน์ มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด ไม่เป็น ส.ส. ส.ว ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหล่านี้คือคุณสมบัติ ซึ่งผมคิดว่าการที่กฎหมายกําหนดคุณสมบัติอย่างนี้เขาก็มีความมุ่งหมายว่าอะไรต่ออะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เขียนมา โดยเฉพาะก็ยังให้โอกาสว่าเมื่อสภาให้ความเห็นชอบไปแล้ว ถ้าท่านเหล่านี้มีข้อไหนที่ยังไม่เป็นไปตามคุณสมบัติก็ไปลาให้มันถูกต้อง ทีนี้พอไปดูอํานาจ หน้าที่ของคณะกรรมการ ท่านประธานครับ มีอํานาจหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรการ และแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐต่อคณะรัฐมนตรี เสนอแนะและให้ คําปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบต่าง ๆ เสนอแนะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมเข้าใจได้ว่าท่านเอาอดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. มาเดี๋ยวนี้ คงอยากให้เป็นรอยเชื่อมระหว่าง ป.ป.ท. กับ ป.ป.ช. ในการกําหนดตําแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลเกี่ยวกับการกระทําทุจริต ในภาครัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผมทราบว่ามีจํานวนมากรอการพิจารณาอยู่ ไต่สวน ข้อเท็จจริง สรุปสํานวน พร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ ของรัฐ แล้วก็จัดทํารายงานและอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าดูคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ ไปดูอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ตรงนี้ที่ผมเองก็อยากจะฟังกับท่านรัฐมนตรี บอกว่า พอท่านเสนอมา ทําไมใน ๖ คนนะครับ มีอยู่ท่านเดียว คุณคัมภีร์ แก้วเจริญ ตามหลักฐานนี้ ซึ่งก็เป็นอัยการ นอกนั้นเป็นผู้พิพากษา แล้วก็ ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นถ้าดูจากลักษณะของ เรื่องอย่างนี้ ผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีท่านก็อยากจะแสดงความว่าท่านไม่ไปดูตอนที่ คณะกรรมการสรรหาเขาทํา เพราะท่านอยากแสดงว่าท่านไม่เอาการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ว่าตรงนั้นไม่ต้องห่วงครับ ถามว่าพอดูโครงสร้างของกรรมการ ท่านประธานครับ ใน ๖ คนนี้ อายุ ๗๐ ปีขึ้นไป ๕ คนแล้ว พอไปดูภาระหน้าที่ของท่าน ไม่น้อยนะครับ ผมไม่ได้หวังว่าพอเอาผู้สูงอายุมาแล้วจะทํางานไม่ได้ แน่นอน ก็คือไม่ทราบรายละเอียดว่า สุขภาพของท่าน ยังแข็งแรงดีอยู่หรือเปล่า แต่ละท่านก็ทํางานมามากแล้ว แล้วมาทําหน้าที่ตรงนี้ ซึ่งผมเห็นว่าก็ยังมีงานอยู่มาก ก็ด้วยความเป็นห่วงเหมือนกันว่าทําไม ๑. ลักษณะของคนที่จะ มาเป็นกรรมการจึงไม่มีหลากหลายบ้าง อย่างน้อยก็มาจากตุลาการบ้าง มาจากอัยการบ้าง มาจากหน่วยราชการอื่น ๆ อธิบดีหรือผู้ดํารงตําแหน่งในทางบริหาร ซึ่งเหล่านี้มันผ่านงาน ในทางบริหารมามาก ผมเคยเห็นหลายท่านนะครับ เนื่องจากถ้าเอาตุลาการเสียส่วนใหญ่ ท่านก็เชี่ยวชาญในการตัดสินคดี นั่งอยู่บนบัลลังก์ แต่ว่าไม่ได้ลงมือปฏิบัติเหมือนคนที่ผ่าน งานบริหารมาเยอะ ซึ่งท่านเหล่านี้น่าจะช่วยได้ดีกว่า และอาจจะต้องเข้าถึงข้อมูลหรือว่า กลไกต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นอย่างไร ไม่เห็นครับในโครงสร้างของคณะกรรมการ ตรงนี้ที่ผม เสียดายมาก ๆ ก็เลยดูทําให้ไม่เห็นความหลากหลายที่มันควรจะเป็นที่จะทําหน้าที่ ป.ป.ท. ถ้าเอาไปเทียบกับ ป.ป.ช. ผมยังดูแล้วหลายท่านที่ผมพอรู้จักอยู่ก็ยังมีความหลากหลาย ของอาชีพของการงานที่ผ่านมามากกว่านี้ ตรงนี้ที่ผมถึงบอกอยากเห็น อย่างน้อยผมก็ยัง สนับสนุนความเห็นของวิรัตน์ว่า ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านสรุปมาให้พวกเราฟังว่าท่านมี กระบวนการเป็นอย่างไร มีผู้ที่เข้าข่ายเป็นกรรมการสรรหามาเท่าไร มีกระบวนการสรรหา พิจารณากันอย่างไร สุดท้ายทําไมถึงเป็น ๖ ท่านนี้ ทําไมถึงเป็นตุลาการ ๕-๖ ท่าน ทําไมเป็น อัยการแค่ ๑ ท่าน อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. ๑ ท่าน อธิบดีสักคนไม่มีเลยมาช่วย ทําไมไม่มี ก็อยากจะฟังเหล่านี้เหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่ผมเองอยากเสนอว่าถ้าเป็นไปได้นะครับ ถ้าเรา ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาช่วยกลั่นกรองเรื่องพวกนี้แล้วเสนอสภาอีกครั้งหนึ่งมันจะทําให้ การพิจารณารอบคอบขึ้น อย่างน้อยนะครับ ถ้าคราวนี้เนื่องจากสภาต่อจากนี้ไม่ได้เพราะว่า กฎหมายบอกว่าให้ ครม. เสนอขอความเห็นชอบ เราจะไปฟังคนอื่นคงไม่ได้ แต่ว่าถ้ามี กระบวนการพิจารณาอย่างน้อยอย่างนี้นะครับก็อาจจะเป็นข้อเสนอไปยังรัฐบาลว่า คราวต่อไปในการสรรหาควรจะประเมินปรับปรุงอย่างไร ผมก็มีข้อเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธาน