ประเกียรติ นาสิมมา พูดถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหารือเรื่องการแก้ไขเพื่อให้มีความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง และป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้ง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็เป็นโอกาสดี ที่จะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ก็คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ฉบับที่ ๓ ก็คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอเข้ามา แล้วก็ยังมีอีก ฉบับหนึ่ง ซึ่งดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยกับคณะ ได้เสนอเข้ามา มีอีก ๑ ฉบับคือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธาน ที่เคารพครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ แน่นอนเมื่อมีการรับหลักการแล้วคงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา พิจารณาแทนสมาชิกทั้งสองสภา แต่อย่างไรก็ตามผมได้ตรวจสอบในรายละเอียด ของหลักการที่ขอแก้ไขนั้นมีข้อแตกต่างกันอยู่พอสมควร ส่วนเหตุผลในการแก้ไขนั้นก็คงจะ เป็นเรื่องที่แก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๑) ที่แก้ไข พ.ศ. ๒๕๕๔ คือสิ่งที่ผมได้ตรวจพบนั้นผมจะขอพิจารณาเฉพาะเรื่องร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายได้เสนอเข้ามาสัก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้า ในพระราชบัญญัติที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอเข้ามาไม่มีการแก้ไข แต่ส่วนของ คุณพีรพันธุ์ พาลุสุข ที่เสนอเข้ามามีการแก้ไขโดยการเพิ่มเติม ท่านเขียนไว้ว่ามาตรา ๙/๑ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๗ ในร่างของท่าน คําว่า มาตรา ๙/๑ นี้ผมเข้าใจว่าคงจะเป็น มาตรา ๙๕ มากกว่า อาจจะพิมพ์คลาดเคลื่อนไป คงจะเป็นมาตรา ๙๕ ถ้าพูดถึงมาตรา ๙๕ ก็จะตรงกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งที่มีอยู่เดิม ฉบับเดิมของปี ๒๕๕๐ เป็นมาตรา ๙๕ คือโดยที่มาตรา ๙๕ นี้ได้บัญญัติไว้ค่อนข้างจะชัดเจนว่า ในกรณีที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งร้องขอ ให้เลือกตั้งล่วงหน้า ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ก็จะจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้าให้ นี่เพื่ออํานวยความสะดวก แต่พอกลับไปดูที่รัฐธรรมนูญว่าด้วยวันเลือกตั้ง ไปดูมาตรา ๑๐๗ บัญญัติไว้ชัดเจนเมื่ออายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงให้กําหนดวันเลือกตั้ง และวันเลือกตั้งนั้น ต้องกําหนดเป็นวันเดียวทั่วราชอาณาจักร มีวันเดียวนะครับ นี่คือสภาครบอายุ ส่วนมาตรา ๑๐๘ นั้นเป็นกรณีที่เลือกตั้งก่อนครบอายุ เช่นกําลังที่จะมาถึงนี้มีการยุบสภา เมื่อพระมหากษัตริย์ ได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา การกําหนดวันเลือกตั้งและวันเลือกตั้งนั้นต้องกําหนด วันเดียวทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญไม่มีกําหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อกฎหมายมากําหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าขึ้นเช่นนี้ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้คงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาถึงศาล รัฐธรรมนูญด้วยเช่นเดียวกัน และกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติของ กกต. ไม่ได้เสนอ เข้ามานั้นเราก็สามารถพิจารณาได้ เพราะร่างของคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข เสนอไว้ ตรงนี้ผมก็ ขอฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาด้วยว่าควรจะแก้ไขไหม คือการเลือกตั้งนอกเขต กับการเลือกตั้งล่วงหน้านี้มันต่างกัน การเลือกตั้งนอกเขตเราสามารถทําได้ในวันเลือกตั้ง ทั่วไปทั่วราชอาณาจักรที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๐๗ หรือมาตรา ๑๐๘ แม้การเลือกตั้ง จากต่างประเทศก็สามารถที่จะทํากันได้ในวันเดียวกันนั้น เพราะฉะนั้นจึงขอฝากเอาไว้ นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ที่ได้พูดถึงกันอีกประเด็นหนึ่งก็คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๕๔ พูดถึงคุณสมบัติและวิธีการหลักเกณฑ์ที่จะเสนอ บัญชีรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ บัญญัติไว้ ค่อนข้างชัดเจนว่า รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งประกอบด้วยผู้สมัครจากภูมิภาคต่าง ๆ นี่ต้องมีทุกภูมิภาค กรณีนี้ในร่างพระราชบัญญัติของ กกต. ไม่ได้เสนอไว้ว่าจะให้ทําอย่างไร คืออาจจะตกหล่นไปไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม แต่ของ ดอกเตอร์พีระพันธุ์มี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ยากในการที่จะพิจารณารวมกัน แต่ผมขอฝากไว้ ว่าเมื่อถึงเวลาที่จะพิจารณาบัญชีรายชื่อนั้น แน่นอนผู้สมัครต้องมาจากภูมิภาคต่าง ๆ ให้ครบถ้วน แต่คําว่า อย่างเป็นธรรมและต้องคํานึงถึงโอกาส ผมคิดว่ามันเป็นแต่เพียงเรื่องที่จะคํานึงถึง เพราะฉะนั้นต้องขอฝากท่าน กกต. ไว้ด้วยในทางปฏิบัติ และนอกจากนั้นยังมีสัดส่วนที่ เหมาะสมและคํานึงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง ชาย อันนี้เป็นการคํานึง จะมีมากน้อย ต่างกันก็อยู่ที่พรรคการเมืองเขาเสนอเข้าไป เพราะฉะนั้นในการพิจารณาจุดนี้ก็ขอให้วินิจฉัย ตามเจตนารมณ์ของพรรคการเมืองด้วย ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน
ประเด็นที่ ๓ ที่พูดกันมากที่สุดก็คือการทุจริตการเลือกตั้ง การทุจริต การเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็คือการใช้เงินในการซื้อเสียงโดยตรงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับการทุจริต ของข้าราชการ รวมทั้งผู้ที่ทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับราชการที่มีส่วนในการเลือกตั้ง ในการจัดการ การเลือกตั้ง ถ้าข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือในการทุจริต แน่นอนการทุจริตนี้จําได้ง่าย ทีนี้วิธีการแก้ไขในการที่จะป้องกันไม่ให้มีการทุจริต เดิมเราเคยมีองค์การภาคเอกชน ที่เข้ามาร่วมในการที่จะตรวจสอบการทุจริต ป้องกันการทุจริต ตรงนี้ถ้าเป็นองค์กรที่มาจาก กกต. แต่งตั้ง ตรงนั้นก็จะได้ผล เพราะน้ําหนักพยานถ้าชั่งกันแล้วเพราะการกลั่นแกล้งนี้มีสูง ถ้าน้ําหนักพยานมาจากข้าราชการ กกต. แน่นอนศาลรับฟังมากกว่า มากกว่าพยาน ส่วนอื่น ๆ แต่ทีนี้ถ้าพยานอีกส่วนหนึ่งที่มาจากภาคเอกชน องค์กรของเอกชนที่เขาเรียกว่า พีเน็ต (P-NET) คือพีเพิล เน็ทเวิร์ค ฟอร์ อีเลคชัน อิน ไทยแลนด์ (People Network for Election in Thailand) ถ้ามาจากตรงนี้ทางศาลก็จะรับรองว่าเป็นพยานสําคัญเช่นเดียวกัน แต่เท่าที่ผ่านมาตัวพีเน็ตเป็นหอกข้างแคร่ของข้าราชการของฝ่ายที่จัดการการเลือกตั้ง เพราะการทุจริตส่วนใหญ่มาจากตรงนั้น แล้วก็พยายามที่จะกีดกันให้ตัวพีเน็ตมีศักยภาพ อ่อนด้อยลง จนทุกวันนี้พีเน็ตไม่สามารถที่จะทํางานได้ น้ําหนักพยานของ กกต. จึงสูง เพราะฉะนั้นความใส่ความหรือการหาเรื่องกันซึ่งมีมากอยู่แล้ว ศาลก็จะรับฟังน้ําหนักที่ กกต. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดนะครับ กกต. จงโปรดพิจารณาว่าให้มีพีเน็ตที่มีความชัดเจนด้วย ขออีกสัก ๑ นาทีท่านประธานครับ
อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะขอฝากที่ กกต. นะครับ เรื่องการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่พูดกันมาก ความจริงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ มาตรา ๔๙ จะพูดถึงเรื่องค่าใช่จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง มีบัญญัติไว้ชัดเจนว่ามาตรา ๔๙ ของพระราชบัญญัติเดิม ข้อ ๑ บอกว่าถ้าหมดวาระตามปกติ ต้องย้อนหลังไป ๙๐ วัน คุณจะใช้จ่ายเงินตรงนี้ไม่ได้เลยจนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ว่าเงินโครงการ ต่าง ๆ ไม่ว่าเงินที่จะพา อบจ. อบต. หรืออะไรต่ออะไรลงไปกินเลี้ยงจัดหาเสียงทั้งหลาย หรือบริจาคเกินกว่า ๓,๐๐๐ บาท ตรงนี้ต้องคิดเป็นเงินค่าเลือกตั้ง เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ถ้าเกินก็ต้องผิด หรือถ้าไม่ดีแคลร์ (Declare) ก็ถือว่าผิดเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ ๒ คือนับจาก วันออกพระราชกฤษฎีกา นี่คือสิ่งที่เรากําลังจะพูดถึงว่าการที่จะออกพระราชกฤษฎีกา เราทราบชัดเจนจากตัวนายกรัฐมนตรีว่าอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ถ้าอย่างนี้เราจะ นับไหมว่าจากวันนี้เป็นต้นไปไม่เกิน ๓ เดือนอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่นเงินเหลือเศษ จากงบประมาณเอามาจัดลงเสียเพื่อดึงดูดเพื่อหาเสียง ตรงนี้เราจะนับไหม ผมฝาก กกต. เอาไว้นะครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ดีมาก กฎหมายนี้ใช้กับท้องถิ่นมาก่อนแล้วทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ ว่าก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งหลาย ไม่ว่า อบจ. อบต. ทั้งหลายหรือเทศบาล ก่อนถึง วันเลือกตั้งก่อนถึงหมดวาระ ๓ เดือนจากนี้ไปคุณจะใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกิจการ โครงการเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนี้ไม่ได้ ต้องนับเป็นเงินเพื่อการเลือกตั้งทั้งนั้น ในที่สุดเรา ก็มาพัฒนาในปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดีเช่นเดียวกัน อันนี้ผมขอฝาก กกต. ให้คํานึงถึง จุดนี้ด้วยว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร ในเมื่อเราทราบแล้วว่าอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคมนี้ จะต้องมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ จากวันนี้เป็นต้นไปจะมีคนที่จะใข้จ่ายอย่างนั้นไหม เพราะว่ากฎหมายไม่ได้พูดเอาไว้ ในกรณีที่ยุบสภาไม่ได้มีการบอกล่วงหน้าเช่นวันนี้