สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๔

ทศพล เพ็งส้ม หารือเรื่องการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการจัดประชุมหารือกับหัวหน้าพรรคการเมือง และการแก้ไขเขตเลือกตั้ง และยังหารือเรื่องบทเฉพาะกาลตามมาตรา 33 ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีคำถามเกี่ยวกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมของพรรคการเมือง

นายทศพล เพ็งส้ม นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากวันนี้เราได้มาพิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตนะครับ สอบถามไปยังท่านคณะกรรมาธิการและโดยเฉพาะนะครับ ท่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ประเด็นแรก ก็คือว่าในหลักการเรามีการเพิ่มในเรื่องที่ ๙ ก็คือ เพิ่มบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการจัดประชุมหารือกับหัวหน้าพรรคการเมือง เพื่อกําหนดจํานวน ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งต่อไปในมาตรา ๓๓ แต่ปรากฏว่าถ้าไปดูในเหตุผลแล้ว ปรากฏว่าเหตุผล ในข้อที่ ๙ ไม่ปรากฏเลยว่าทําไมถึงจะต้องระบุไว้หลักการในข้อที่ ๙ เกี่ยวกับเรื่อง การจัดประชุมกับหัวหน้าพรรคการเมืองนะครับ เพราะว่าด้วยเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหตุผลที่จะระบุไว้ในข้อ ๙ นั้น ไม่ปรากฏ เหตุที่ไม่ปรากฏก็คือเราปรากฏเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เท่านั้นเองที่มีการแก้ไข เหตุผลของรัฐธรรมนูญหลัก ๆ ที่มีการแก้ไขก็คือเรื่อง เขตเลือกตั้งครับท่านประธาน เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปตาม หลักการบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทําให้การบริหารราชการ แผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นี่คือตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของบทเฉพาะกาลที่เพิ่ม ในมาตรา ๓๓ นั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องตราเข้ามา ก็ฝากท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่าก่อนที่จะมีการแก้ไขบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๓๓ ท่านประธานครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจอยู่แล้วในมาตรา ๑๐ (๗) ก็คือ กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันคํานวณ เป็นเงินได้ให้แก่พรรคการเมือง การสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใช้จ่ายเงิน ของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในเมื่อท่านมีอํานาจอยู่แล้วตามมาตรา ๑๐ (๗) ผมเชื่อเหลือเกินก็ไม่จําเป็นที่จะต้องมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๓๓ ถ้ามีแล้วก็อยาก สอบถามดังนี้ครับ ๑. มาตรา ๓๓ เป็นการกําหนดเฉพาะเลือกตั้งทั่วไปใช่ไหม เลือกตั้งซ่อม หรือเลือกตั้งนอกจากการทั่วไปนั้นไม่ต้องจัดประชุมหัวหน้าพรรคการเมืองใช่หรือไม่ ๒. เดิมทีเดียวไม่มีการประชุม ท่านใช้กฎหมายมาตราไหน ในการที่จะกําหนดค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้ง เพราะว่าท่านมีอํานาจอยู่แล้ว แต่ท่านมาตราใหม่นี่ ผมถึงถามนะครับว่า ของเดิมท่านใช้มาตรฐานอะไรในการกําหนดถึงจะต้องมีการแก้ไข แล้วโดยเฉพาะครับ ที่จะสอบถามก็คือว่าการแก้ไขนะครับ มีการหารือของพรรคการเมือง มีปัญหาคือว่า ผูกพัน คณะกรรมการการเลือกตั้งไหม ๒. หัวหน้าพรรคการเมืองที่ไม่ไปประชุมก็ดี ต้องปฏิบัติตาม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาโต้แย้งได้ไหม ท่านเชิญเขาไปประชุม เขาบอกว่าเขาไม่ไป ๓. หากมิใช่เป็นพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้ง มีสิทธิไปประชุมไหม และโดยเฉพาะหากพรรคการเมืองที่ไปตกลงแล้ว ไปคุยแล้ว ไปประชุมแล้ว ต่อมาภายหลังคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่เห็นด้วยกับหัวหน้า พรรคการเมืองที่ไปประชุมไปกําหนดค่าใช้จ่ายนี้ เขาดําเนินการฟ้องศาลปกครองได้ไหม แล้วก็โดยเฉพาะในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดเงินค่าใช้จ่ายแล้ว หัวหน้า พรรคการเมืองที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้เกิดไปตกลงแล้ว คุยกันแล้ว สรุปเรียบร้อยแล้วมา รายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง เรียกประชุมวิสามัญหรือประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค แล้วก็ยืนยันว่าสิ่งที่หัวหน้า พรรคการเมืองไปยืนยันนั้นไม่ชอบ ก็เลยฟ้องศาลปกครอง ผมถึงบอกว่าการกําหนดค่าใช้จ่าย นี้ถ้าเกิดคณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ๑. ไม่เป็นธรรม ๒. มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยคํานึงถึงอะไร ผมถึงบอกว่าถ้าเป็นไปได้มาตรา ๓๓ ที่ท่านเขียนนี้ท่านต้องบอกด้วยครับ เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด เพราะมันก็จะมีปัญหาทันที ในเมื่อ ท่านออกกฎหมายมาตรา ๓๓ แล้วนี้ ก็ควรจะมีมาตรฐานในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการด้วย เพราะไม่ใช่เช่นนั้นแล้วมันก็ตั้งข้อสงสัยครับว่าที่ผ่าน ๆ มานี้ท่านเอาวิธีไหน ในการกําหนดค่าใช้จ่ายในกาเลือกตั้งโดยที่ไม่เรียกประชุมหัวหน้าพรรคการเมือง แต่วันนี้ ท่านบอกว่าเอามาตรา ๓๓ มาใช้เป็นบทเฉพาะกาล ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไข มาตรา ๗ ก็ไม่มีให้ท่าน ผมถึงบอกว่ามาตรา ๓๓ ท่านต้องบอกให้ชัดเจนว่า กรรมวิธีในการกําหนด ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนี้เป็นการทั่วไปใช่หรือไม่ และเป็นการยกเว้นในกรณีอื่นไหมถ้ามี การเลือกตั้งซ่อมนี้จะต้องมีการเลือกประชุมไหม ถ้าไม่มีการเลือกประชุมเดี๋ยวก็ขัด กับกฎหมายอีก และอย่างที่ผมบอกนะครับว่า ถ้าเกิดสมาชิกพรรคการเมืองหรือหัวหน้า พรรคการเมืองในระหว่างที่ประชุมนี้ปรากฏว่ามีคณะกรรมการบริหารพรรคประชุมแล้ว ปลดกลางอากาศ ไปประชุมมีอํานาจในการที่จะกําหนดไหมครับ ผมถึงบอกว่า แล้วค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งนั้นเวลาท่านกําหนดนี้ถึงเป็นที่สุดไหม ผมไปฟ้องศาลปกครองได้ไหมว่าที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งนี้กําหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนี้ไม่ชอบธรรม ก็ฝาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอบคุณครับ