นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนและไม่ทำให้ประชาชนกลัว นอกจากนี้เขายังอ้างถึงกฎหมายในหลายประเทศที่อนุญาตให้มีการชุมนุม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชุมนุมในที่สาธารณะที่ให้สิทธิ แต่ไม่ให้สิทธิเด็ดขาด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานได้แสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็จะพยายามที่จะจํากัดเวลาให้เป็นไปตามที่ท่านประธานได้กรุณากําหนดไว้ แต่อาจจะมี การเลยไปบ้างก็กราบขออภัยท่านประธานนะครับ เพราะว่าผมจําได้ว่าผมไม่ได้แสดง ความเห็นในสภานี้อย่างน้อยก็ ๒ ปีมาแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกใน ๒ ปีที่ผมอยากจะแสดง ความเห็นในกฎหมายที่ผมเชื่อว่ามีความสําคัญที่สุดฉบับหนึ่งในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย แล้วก็ตอกย้ําในหลายเรื่อง หลายประเด็น ซึ่งทําให้รัฐบาลได้รับความเสียหายถ้าไม่ได้รับการแก้ไขหรือชี้แจงในบางประเด็น เช่น การกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้หน้าด้านบ้าง รัฐบาลนี้เป็นจอมเผด็จการที่สุดบ้าง อันนี้เป็นการ ตอกย้ําที่ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐบาล ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้าเรายอมรับความเป็นจริง กันว่าท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้นะครับ ผมเชื่อว่าโดยเอกฉันท์ได้เสนอกฎหมายการชุมนุมในที่ สาธารณะมาทุกพรรคการเมืองก็ว่าได้ แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านเองที่ได้กรุณาถอนร่างไป ท่านก็ได้เสนอมาหลายร่างหลายฉบับด้วยกัน ซึ่งเจตนาเดิมก็คือต้องการให้มีกฎหมายนี้
ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะเริ่มต้นกราบเรียนท่านประธานว่า การชุมนุมในที่สาธารณะนี่นะครับเป็นกฎหมายที่มีบังคับใช้เกือบทุกประเทศในโลกนี้ ทั้งโลกที่อยู่ในค่ายประชาธิปไตย แล้วก็คอมมิวนิสต์หรือว่าสังคมนิยม ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเราถือว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยก็มีกฎหมายการควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ จะอ้างว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการคงไม่ได้หรอกครับถ้าเรายึดถือแม่แบบการปกครอง ของประเทศอังกฤษเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีครับ ท่านประธานครับ ประเทศฝรั่งเศสก็มี ประเทศออสเตรเลียก็มี มีหมดครับ และนอกเหนือ ไปกว่านั้นแม้กระทั่งประเทศที่มีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ประเทศจีนก็มีกฎหมาย การควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ มีทั้งนั้นครับ ประเทศไทยก็เป็นประเทศในลําดับหลัง ๆ เสียด้วยซ้ําที่มีกฎหมายนี้ออกมา ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรองสุเทพได้กรุณากล่าวไปแล้วว่า การออกกฎหมายนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุม ทั้งฝ่ายรัฐ ทั้งประชาชน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการชุมนุมให้ได้รับความสะดวกตามสมควร กฎหมายนี้ต้องกราบเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นว่าในประเทศไทยนั้นการชุมนุมในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นเสรีภาพ แต่ว่าในหลายประเทศกฎหมายได้บัญญัติว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ จะเป็นสิทธิหรือเสรีภาพ ก็แล้วแต่ แต่ว่าการชุมนุมในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นหลักประกันของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทุกประเทศ อนุญาตให้พี่น้องประชาชนมีการชุมนุมในที่สาธารณะทั้งนั้น เป็นเรื่องสําคัญในระบอบ ประชาธิปไตยที่ต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีการชุมนุมเพื่อแสดงออกถึงข้อเรียกร้อง หรือการคับข้องใจของประชาชน แต่ว่าอย่างไรก็ตามการชุมนุมนี้ครับเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ แต่เป็นกฎหมายที่ไม่ให้สิทธิเด็ดขาดนะครับ กฎหมายบางประเทศ สิทธิบางประการ เสรีภาพ บางเรื่องเป็นสิทธิและเสรีภาพที่เด็ดขาดให้กับประชาชนโดยรัฐไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ แต่ว่าการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิโดยมีการจํากัดสิทธิโดยกฎหมายหรือ รัฐธรรมนูญไม่เป็นการให้สิทธิโดยเด็ดขาด อันนี้ต้องทําความเข้าใจในเบื้องต้น เป็นการให้ สิทธิแต่ว่ามีการจํากัดเพื่อความมั่งคงของชาติ และเป็นการป้องกัน หรือรักษาความปลอดภัย สาธารณะ ท่านประธานครับ การชุมนุมในที่สาธารณะเกี่ยวข้องในหลายเรื่องด้วยกัน ถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ ประชาชน แต่ว่ามีความผิด ๒-๓ ประการที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ
ประการแรกก็เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธก็เป็นการชุมนุมที่ กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ แต่ว่าถ้าเลยไปจากนั้น ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบเขาจะเรียกว่า การจลาจล เป็นการยกระดับขึ้นมาเป็นการจลาจล แล้วลําดับกฎหมายมันอยู่อย่างนี้ครับ ชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าไม่ชอบก็จะขยับเป็นการจลาจลเหนือจากการจลาจล ก็เป็นการก่อการร้าย ทุกประเทศลําดับความรุนแรงของการชุมนุมจะเป็นอย่างนี้ครับ ชุมนุมโดยสงบก็กฎหมายคุ้มครอง ถ้าหนักไปกว่านั้นก็เป็นการจลาจล ถ้าหนักไปกว่านั้นอีก ก็เป็นการก่อร้าย นี่เป็นแบบบรรทัดฐานของกฎหมายทั่วประเทศที่ลําดับความเกี่ยวข้อง ระหว่างการชุมนุม ระหว่างการจลาจล และระหว่างการก่อการร้ายไว้เป็นลําดับต่อเนื่องกัน ผมกราบเรียนท่านประธานครับ มีบางประการที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือ เวลามีการชุมนุม เราใช้สิทธิหรือใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเราลืมสิ่งนี้ ผมเคยพูดในสภานี้หลายปีมาแล้ว ถ้าหากจําไม่ผิดก็คือเวลามีการชุมนุมในที่สาธารณะ สิ่งหนึ่งที่เขาห้ามก็คือการพูดที่ก่อให้เกิดการตระหนกหรือก่อให้เกิดการตื่นกลัวขึ้นในหมู่ ประชาชน ผมขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษแล้วกันนะครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ไฟติ้ง เวิร์ด (Fighting Words) การพูดที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวหรือการตื่นตระหนกในหมู่ ประชาชนเขาห้ามโดยเด็ดขาด ท่านประธานครับ โดยปกติถ้าเราอยู่กันคนสองคน แล้วเรา กล่าววาจาหรือเราพูดอะไรขึ้นมาแล้วทําให้ประชาชนเขาเกิดความกลัวขึ้นมา ถ้าเรากล่าว ในภาวะปกติ คํากล่าวคําพูดของเราจะเป็นความผิดลหุโทษ จําคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้าคําพูดลักษณะนั้นเรานํามากล่าวในการชุมนุม ในที่สาธารณะ คํากล่าวนั้นทุกประเทศเขาห้ามกล่าวครับ และโทษบางประเทศมีบทบัญญัติ โทษถึง ๓ ปีก็มี บางประเทศกําหนดโทษจําคุกถึง ๖ ปีก็มีนะครับ คํากล่าวประโยคเดียวกัน ถ้ากล่าวในภาวะปกติอาจจะเป็นความผิดลหุโทษ ผมเรียนย้ําครับท่านประธาน จําคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่ว่าถ้าคํากล่าวเช่นเดียวกันนั้นถ้าเราไปกล่าวในที่ชุมนุม กฎหมายบางประเทศจําคุก ๓ ปี บางประเทศจําคุก ๖ ปี แต่ว่าในกฎหมายของรัฐบาล ที่เสนอมานะครับ คํากล่าวที่ก่อให้เกิดการตื่นตระหนกนั้นในประเทศเราในขณะนี้โทษจําคุก ไม่เกิน ๖ เดือน ซึ่งผมคิดว่ายังด้วยไปเสียด้วยซ้ํา ท่านประธานครับ เวลามีผู้ชุมนุมและมีการกล่าว บางครั้งทําให้ประชาชนสับสน เช่น กล่าวว่าจะไปปิดสถานที่ราชการบ้าง ขออภัยนะครับ ผมไม่ระบุตัวผู้พูดก็แล้วกันนะครับ ขอให้เอาน้ํามันเชื้อเพลิงมาบ้าง อย่างนี้กล่าวไม่ได้เลย ไม่ว่าในประเทศไหนกล่าวไม่ได้เลย และโทษจําคุกถึง ๓ ปีถึง ๖ ปีที่ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้ว กล่าวว่าให้มีการปิดล้อมสถานที่ราชการหรือเผาสถานที่ราชการ กล่าวไม่ได้เลยครับ แต่ว่าในขณะนี้ครับเรากล่าวสิ่งเหล่านี้เป็นปกติ มันหมายถึงว่าการชุมนุม ในทางการเมืองใดก็ตามถ้าไม่กล่าวคําเหล่านี้แล้วดูเหมือนไม่เรียกว่าเป็นการชุมนุมไป เสียแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ย้อนหลังไปสัก ๒๐-๓๐ ปีเวลามีการชุมนุมทางการเมือง เมื่อก่อนมีการปราศรัย ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวงก็ดี อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือวงเวียนใหญ่ ท่านประธานจะเห็นว่าเวลามีการปราศรัยทางการเมืองเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วนะครับ คนจะไป ชุมนุมกัน และคนก็มีความสุขจากการชุมนุม ประชาชนมีความสุขจากการไปฟังการปราศรัย ในทางการเมืองของพรรคการเมืองและนักการเมือง แต่ว่าสถานการณ์เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปครับ เวลาบอกว่ามีการชุมนุมโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองหรือประชาชนกลุ่มไหนก็ตาม ประชาชนจะตื่นตระหนกและประชาชนจะกลัว เหตุการณ์มันตรงกันข้ามครับ จากการที่ ประชาชนไปฟังคําปราศรัยในทางการเมืองด้วยความสุขเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว มาบัดนี้บอกว่า มีการชุมนุม มีการปราศรัยของกลุ่มการเมืองคนจะกลัวครับ เพราะการชุมนุมการปราศรัย ในแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ทําให้ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน ผมเลยกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเป็นนักสังเกตการณ์ทางสังคม ผมคิดว่าประชาธิปไตยเราเริ่มผิดเพี้ยนเมื่อหลายปีที่ผ่านมานะครับ ผมไม่บอกว่าใครเป็นคนพูด ประชาธิปไตยบ้านเราเริ่มผิดเพี้ยนจากคํากล่าวของนักการเมืองท่านหนึ่งบอกว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่กินได้ ผมตื่นตระหนกเมื่อหลายปีมาแล้วครับเมื่อมีนักการเมือง ท่านหนึ่งบอกว่าประชาธิปไตยที่เขากําลังทําอยู่นั้นเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ หลังจากนั้น ประชาชนจะสับสนประชาธิปไตยที่กินได้มาตลอด และหลังจากนั้นจะมีการทุจริต ที่เกี่ยวเนื่องกับระบอบประชาธิปไตยต่อเนื่องมา เนื่องจากการให้คําจํากัดความว่า ประชาธิปไตยที่หยิบยื่นให้ประชาชนนั้นเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ จริง ๆ แล้วประชาธิปไตย มันกินไม่ได้นะครับ ประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต เป็นระบบการปกครอง และเป็นระบบ การปกครองที่ดีที่สุด มีคํากล่าวว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ยุ่งยากที่สุด ท่านประธานจําได้ แต่ว่าผลของประชาธิปไตยเป็นผลที่หอมหวานที่สุด การปกครองที่ง่ายที่สุด คือการปกครองระบอบเผด็จการ ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่อยู่กันด้วยความยากลําบาก ที่สุด แต่ผลของประชาธิปไตยนั้นหอมหวานที่สุดคนถึงเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเรียนท่านประธานว่าการชุมนุมในที่สาธารณะควบคู่กับการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย แต่ว่าในระยะหลังเราใช้สิทธิในการชุมนุมนั้นจนทําให้บ้านเมืองเสียหาย เรากล่าวคําพูดซึ่งผมไม่อยากให้เกิดขึ้น ในกฎหมายฉบับนี้อาจจะต้องมีการเขียนที่ให้มัน มีบทบังคับที่แน่นหนากว่านี้ ก็คือคํากล่าวที่ทําให้ประชาชนตื่นตระหนก ผมอยากจะให้ บรรยากาศการชุมนุมในที่สาธารณะ ผมอยากจะให้บรรยากาศในการชุมนุมทางการเมือง เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วกลับคืนมา ถ้าเราพยายามทําตามกฎหมายผมว่าเกิดขึ้นได้ ประชาชนจะมี ความสุขจากการฟังคําปราศรัยทางการเมืองของนักการเมือง ไม่ตื่นตระหนกเหมือนปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ ผมขอครึ่งนาทีครับ เวลามีการกล่าวว่าจะมีการชุมนุมของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ประชาชนจะตื่นตระหนกและประชาชนจะกลัว แสดงว่าเราใช้สิทธิในการชุมนุมนั้น เกินขอบเขต รัฐบาลจึงจําเป็นต้องเสนอกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมเอง คุ้มครอง ทั้งประชาชน คุ้มครองทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมให้ได้รับความสะดวกและควาปลอดภัย ขอบพระคุณท่านประธานครับ