เรวัต ยันร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นเครื่องมือรัฐควบคุม ไม่คุ้มครองประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

เรวัต สิรินุกุล วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะว่าขัดต่อเจตนารมณ์และสร้างข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างกรณีชาวไร่อ้อยในอดีตที่เรียกร้องจนได้กฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายปี 2527 มาเปรียบเทียบ และเสนอแนะว่าหากออกกฎหมายนี้ต้องเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถชุมนุมได้อย่างสะดวกและได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ มิเช่นนั้นจะละเมิดเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63

นายเรวัต สิรินุกุล แบบสัดส่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งสภากําลังพิจารณาอยู่นี้กระผมใคร่กราบเรียนท่านประธาน กระผมมีความคิดเห็นว่า การออกกฎหมายฉบับนี้ต้องบอกว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ จะบอกเป็นอย่างอื่นคงไม่ได้ แต่จะบอกว่ามีเจตนาที่จะคุ้มครองความสะดวกให้แก่ประชาชน อื่นก็คงไม่ได้ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าในมาตรา ๑๗ ที่กล่าวว่า หน้าที่ของ ผู้ชุมนุม กฎหมายกําหนดของผู้ชุมนุมไว้ ซึ่งบอกว่าความไม่สะดวกต่าง ๆ ในที่สาธารณะ จะไม่ให้เกิดแก่บุคคลอื่น การพูดอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้ พี่น้องประชาชนออกมาเต็มถนน มากมายอย่างนี้ แล้วจะไปบอกว่าไม่ให้กีดขวางการจราจร ไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน มันคง เป็นไปไม่ได้หรอก มันเต็มไปหมดครับ ที่ก็คับแคบ อย่างนี้ถ้าจะบอกว่าไม่ให้ความเดือดร้อน เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะมันเดือดร้อนอยู่แล้ว อย่างนี้เป็นต้น แล้วที่สําคัญผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณหมอชลน่าน ต้องเอ่ยนามท่าน ต้องขออภัย เพราะท่านบอกว่ามันไม่เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนเลย ผมเห็นด้วย ไม่เกิดประโยชน์ครับ อย่างท่านสมคิดก็บอกไปว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มีบทลงโทษให้เกิดแก่ผู้ที่ทําให้อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนหรือเกิดความเสียหาย อย่างนี้เป็นต้น ผมก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็คิดว่าไม่เกิดประโยชน์จริง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านสมาชิกได้พูดไปหลาย ๆ ท่านผมก็เห็นด้วยว่าถ้าหากพี่น้องประชาชน ไม่เดือดร้อนจริง ๆ ไม่มีความจําเป็นจริง ๆ ไม่มาเดินขบวนหรอกครับ ไม่ออกมาชุมนุม ในที่สาธารณะหรือไม่มาเดินขบวนหรอกครับ อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ พี่น้องชาวไร่ ชาวนาเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ก็มาเรียกร้อง ข้าวเปลือกราคาตกต่ําและสิ่งที่ สําคัญที่เรียกร้องนั้นเพราะรัฐบาลแก้ไขให้เขาไม่ได้ ไม่ว่าในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ไม่เป็นประชาธิปไตยเขาก็มาเรียกร้องประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่เขามาเรียกร้อง ไม่เดือดร้อน ไม่ออกมา ทีนี้เมื่อออกมาแล้วถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ให้การดูแล สมมุติว่าให้อํานาจแก่ เจ้าหน้าที่ที่จะสลายการชุมนุมก็ดี อะไรก็ดี แล้วก็ทําการสลายม็อบมันก็เกิดความบาดเจ็บล้มตาย กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าจะเยียวยาขนาดไหน จะช่วยเหลือขนาดไหน อย่างนี้เป็นต้น และเป็นเรื่องแปลกนะครับท่านประธาน มีอีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าการเรียกร้อง การเดินขบวนของพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ผมอยากจะกราบเรียนยกตัวอย่างอันหนึ่งในช่วง หลายปีก่อนที่ผ่านมาครับท่านประธาน หลายปีก่อนที่ผ่านมาพี่น้องชาวไร่อ้อย ผมว่าท่าน ประธานก็คงจําได้ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติแห่งสภานี้คงจําได้ ทุกครั้งก่อนจะเปิดหีบมีการตก ลงราคา ตกลงกันไม่ได้ โรงงานกับชาวไร่อ้อยตกลงกันไม่ได้ พี่น้องชาวไร่อ้อยก็เดินขบวน เดินขบวนทุกปี จะบอกว่าสร้างความเดือดร้อนไหม สร้างความเดือดร้อนครับ ถนนหนทาง รถสิบล้อเต็มไปหมด มาอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ๓ วัน ๓ คืนอย่างนี้เป็นต้น แล้วเป็นอย่างไร ก็ตกลงกันได้ ปีนั้นก็ผ่านไป ทุกปีครับ เป็นประจําทุกปีเลยท่านประธาน เพราะอะไร เพราะว่ารัฐบาลไม่สามารถให้เกิดความต้องการของพี่น้องชาวไร่อ้อยได้ ก็ต้อง เรียกร้องกัน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ได้ครับ พอเรียกร้องทีไรก็ได้ราคาสูงขึ้นมา ตรงนี้อย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งที่บอกให้ได้รู้ว่าการเดินขบวนนั้นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่ชาวไร่อ้อยเขาเดินเข้ามา จนกระทั่งมาถึงกฎหมายที่เกิดความเป็นธรรมและเกิดประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย เป็นกฎหมายฉบับแรก กฎหมายอ้อยและน้ําตาลทราย ปี ๒๕๒๗ ซึ่งใช้มาจนทุกวันนี้ โรงงาน ฝ่ายหนึ่ง ชาวไร่อ้อยฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลฝ่ายหนึ่ง ๕ ๗ ๙ จนทําให้มีการเจรจาซื้อขาย ชาวไร่อ้อยมีตัวแทน โรงงานมีตัวแทน รัฐบาลมีตัวแทน ตกลงกันได้เรียบร้อย ไม่มีการเดินขบวน จากนั้นเป็นต้นมา นั่นเพราะอะไร เพราะว่ากฎหมายให้ความเป็นธรรม ให้เกิดความยุติธรรม แก่การประกอบอาชีพชาวไร่อ้อย เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นด้วยว่าถ้ากฎหมายให้ความเป็นธรรม เดินขบวน เกิดการชุมนุมที่ไหนก็แล้วแต่ มีว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลเข้าช่วยเหลือ ดูแลอย่างเต็มที่ ดูแลการชุมนุม ให้ความสะดวกในการชุมนุม เรียกร้องที่ไหน ไปที่ไหน อย่างนี้เป็นต้น ให้ความสะดวก ถ้าอย่างนี้สิครับก็จะเกิดประโยชน์ ถือได้ว่ากฎหมายนั้น เอื้ออํานวยให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ชุมนุม แต่อันนี้ไม่ใช่ ถ้าไม่ออกกฎหมายฉบับนี้ แล้วจะมา บอกว่ายังเรียกร้องได้ ไม่ใช่ครับ เพราะว่าถ้าไม่ออกกฎหมายฉบับนี้จะมาบังคับว่าจะต้องไปแจ้ง หรือจะต้องมีหัวหน้าชุมนุมก็ทําไม่ได้ เพราะว่าในมาตรา ๖๓ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๖๓ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ การจํากัดเสรีภาพในเรื่องนี้จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะอาศัยอํานาจ ตามกฎหมาย รัฐจึงจําเป็นต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้มีการควบคุมดูแล จะมาบอกว่า ไม่ควบคุมดูแลไม่ใช่ มีการควบคุมดูแล แม้จะบอกว่าไม่ต้องขออนุญาตแต่เป็นการแจ้ง ต้องแจ้งให้ทราบ ก็เหมือนอนุญาต ต้องขออนุญาต นั่นละครับคือการขออนุญาตแล้ว แล้วก็มีหัวหน้าชุมนุม อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่กฎหมายนี้ไม่เอื้ออํานวยให้แก่พี่น้องประชาชน ที่จะมาเรียกร้องสิทธิที่จะมาเดินขบวนโดยแท้จริง เพราะฉะนั้นกระผมจึงกราบเรียนว่า กระผมก็ไม่เห็นด้วยว่าจะออกกฎหมายอย่างนี้ออกมา เพราะถึงแม้ว่าในสิ่งต่าง ๆ ที่มีการ ได้พูดว่าตรงโน้นห้าม ตรงนี้ไป จริง ๆ เขาไม่ไปหรอกครับ พี่น้องไม่ไปหรอก เขารู้ อย่างรัฐสภาเขาจะมาทําไม ที่มีกฎหมายว่าห้ามเดินขบวนไปที่โน่นที่นี่ อะไรต่ออะไรอย่างนี้ ไม่ไปหรอก เขาไม่มาหรอก หรือสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ใครเขาจะไป ไม่ไปหรอก เขาไม่เดินไปเพราะเขาเคารพบูชาอยู่แล้ว เอาไว้เหนือหัวอยู่แล้ว ท่าอากาศยานเขาก็ไม่ไป โรงพยาบาลเขาก็ไม่ไป สถานทูตหรือสถานกงสุลเขาก็ไม่ไป ไม่รู้ไปเพื่ออะไร เขาจะมาก็มาที่ รัฐบาลอย่างเดียว เพราะใครก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากรัฐบาลที่จะช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น กระผมจึงกราบเรียนว่ารัฐบาล แหม ไม่อยากจะพูด ทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ยกป้าย ไปดูเถอะครับ หนังสือพิมพ์ก็ลง ผมก็ไม่อยากจะพูด แต่ไม่พูดก็รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าโกหกไป วัน ๆ เชื่อถือไม่ได้ ทําอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนเลย เขาก็ต้องมา เดินขบวน จะไปบังคับไม่ให้เขาไม่เดินไม่ได้นะครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เขาไม่พอใจ นี่คือ สิ่งที่เขาอัดอั้นตันใจมาก มันน่าละอายนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นกระผมจึง กราบเรียนว่าอย่างไรก็ตามการออกกฎหมายฉบับนี้จะบอกว่าก่อเกิดประโยชน์ให้กับ หรือแก้ไขปัญหาให้คนอื่นไม่ใช่ ขอบคุณครับท่านประธาน