นิยม เวชกามา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ และบอกว่าไม่เห็นด้วยเพราะมันไม่ใช่กฎหมายที่ให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน แต่เป็นกฎหมายที่ควบคุมและกีดขวางการชุมนุม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ครับ ผมเองต้องขอกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยในกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าในมุมมองของผม ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นเผด็จการ ท่านประธานครับ ทําไมผมจึงว่าเป็นเผด็จการ โดยชื่อแล้ว ผมก็ดีใจ เห็นเป็นเรื่องดีว่านี่คือร่างพระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ เพราะอย่างน้อย ก็จะเป็นเครื่องบอกว่าพี่น้องประชาชนสามารถมาประชุมได้โดยมีกฎหมายรองรับ อย่างชัดเจน แต่เมื่อผมมาพิจารณาดูเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้แล้วไม่เป็นดั่งชื่อ ท่านประธานครับ ผมได้สอบถามทางผู้ร่างคนแรก คือสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งมาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการของวิปฝ่ายค้าน เขาบอกว่ากฎหมายฉบับนี้จริง ร่างขึ้นมาจริง ๆ คือ กฎหมายควบคุมผู้ชุมนุม มีเพียง ๙ มาตรา แต่มาถึงในชั้นกรรมาธิการเกิดมาเป็น ๓๙ มาตรา ตามคําสั่งของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานครับ ทําไมผมจึงอยากให้มีกฎหมายจริง ๆ ชุมนุม ในที่สาธารณะแบบนี้ เพราะผมเห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อการชุมนุมพันธมิตรที่หน้าสภา แห่งนี้ เป็นความเจ็บปวดของตํารวจต่อหน้าต่อตาครับ ถูกด้ามธงแหลมเสียบท้อง วันนี้ไม่มี ใครผิดใครถูกต่อหน้าต่อตาครับท่านประธาน ตํารวจถูกด้ามธง อันนี้ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่อง ดีแต่เนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันไม่ใช่ครับท่านประธาน ตรงกันข้าม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าออกมาแล้วการชุมนุมไม่ว่าลักษณะใดไม่สามารถกระทําได้ ท่านไปดูเลยผมดูเป็นรายมาตราศึกษาค่อนข้างละเอียด ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ปราศจากอาวุธ การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ อันนี้เนื้อหา เพราะฉะนั้น โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจนครับท่านประธาน ต้องการให้คนยากคนจน คนได้รับความลําบาก การไม่ได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐเข้ามารวมกันเพื่อยื่นข้อเสนอ ข้อเรียกร้องตัวเองต่อภาครัฐ ให้รัฐเห็นว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าปัญหาปากท้อง ปัญหาความยุติธรรม ปัญหาหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งพี่น้องประชาชนไม่มีโอกาสที่จะได้รับ ความเป็นธรรม ท่านประธานครับ อันนั้นคือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ชัดเจนในแบบนั้น คือมาตรา ๖๓ แต่ในกฎหมายฉบับนี้ไม่มีมาตราใดแม้สักมาตราเดียวที่จะบอกว่า ถ้าพี่น้องประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องแล้วจะมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามารับเรื่องร้องเรียน มารับดูแลความทุกข์สุขของพี่น้อง ไม่มีมาตราใดพูดถึง อันนี้กฎหมายฉบับนี้ กลับตรงกันข้าม ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาออกมาโดย ส.ส. ผมเองรับไม่ได้จริง ๆ ไม่สามารถที่จะบอกว่า รับให้เป็นกฎหมายผ่านสภาแห่งนี้ได้ เพราะว่าผิดทุกมาตรา ถ้าคนมาชุมนุมในที่สาธารณะใด ก็ตาม เพราะจะมีคําว่า กีดขวาง ขัดขวางในมาตรานี้มีแล้วไม่ได้มีคําจัดความของ ๒ คํานี้ ในที่สาธารณะใดก็ตามครับมันต้องกีดขวางทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้ากีดขวางก็ดี ขัดขวางก็ดี ผิดกฎหมายทุกประการ พี่น้องประชาชนมาเป็นร้อยคนเป็นพันคนมาเป็นหมื่นคนก็ตาม ๒๐ คน ๓๐ คน ๕๐ คนก็ตาม กีดขวางทั้งนั้น มีไหมครับในกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีครับ ผมเปิดดูแล้ว ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓๙ ไม่มีคําบัญญัติว่า กีดขวางคืออะไร ขัดขวาง คืออะไร เพียงแต่เขียนมาเป็น (๑) (๒) (๓) ของมาตรา ๑๒ เขียนไว้เท่านั้นว่า กีดขวาง มันก็ กีดขวางทั้งนั้นครับการชุมนุมนี่ ต้องเป็นที่ประชุม ที่ชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่มีใครหรอกครับ ไปประชุมที่กลางอุทยานภูพาน ไม่มีสักคนครับ ไปชุมนุมบนนั้นไม่มีใครสนใจหรอกครับ มันต้อง ๑. ถนน ต้องชุมนุมปิดถนนเพื่อไม่ให้ถนนไปเสียก่อน เรียกร้องความสนใจจาก ภาครัฐเข้ามารับปัญหาของพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น เป็นเรื่องจริงครับ ถ้ากรุงเทพมหานคร ก็ต้องถนนที่หน้ารัฐสภา หน้าทําเนียบรัฐบาล หน้ากระทรวง เห็นไหมพี่น้องที่ชุมนุมอยู่นี้ ไม่ว่ากลุ่มเกษตรกร กลุ่มขายข้าว ปิดถนนก็เพื่อเรียกร้องความสนใจให้หน่วยงานภาครัฐ มารับปัญหาตนเอง แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าปิดผิดกฎหมายเลย ผมไปมองลักษณะของ กฎหมายฉบับนี้เป็นเผด็จการ ทําไมว่าเป็นเผด็จการ ให้ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ คือ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๗ ให้อํานาจตํารวจผู้เป็นเจ้าของพื้นที่มีคําสั่งที่จะดําเนินการ อย่างไรก็ได้ในการที่ไม่ให้มีผู้ชุมนุม แล้วค่อยรายงานหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือรัฐมนตรี เขียนไว้ชัดเจนครับ ไปดูในมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๗ เป็นเผด็จการครับกฎหมายฉบับนี้ ผมอยากให้ดู มันเป็นเจตนาจริง ๆ ว่าไม่อยากให้มีการชุมนุม ไม่มีใครหรอกครับท่านประธาน จะไปยืนอยู่เป็นจุด โดยเฉพาะผู้ที่เรียกร้องให้พรรคพวกมาชุมนุมด้วยต้องไม่ออกจากบริเวณ ที่ชุมนุมแม้แต่วินาทีเดียว ไปดูในมาตรา ๑๖ ผู้จัดการชุมนุมต้องอยู่กับผู้ชุมนุมตลอดเวลา ออกไม่ได้ ไปไหนไม่ได้ คุณมาชุมนุม เป็นแกนนําต้องอยู่กับผู้ชุมนุม ไปไหนไม่ได้ครับ ท่านประธาน อันนี้คือเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมจึงบอกว่าเป็นเผด็จการ ขัดหลักการพื้นฐานของพี่น้องประชาชน มาตรา ๒๕ มองแล้วถึงแม้กฎหมายฉบับนี้ผมก็เห็นว่า ไม่ให้ศาลมายุ่งเกี่ยว แต่เมื่อให้เขาไม่ยุ่งเกี่ยวแล้วไม่ให้ใช้ดุลพินิจเลย กลับไปดู ไปเปิดดู ในมาตรา ๒๕ เขาจะบอกว่าวรรคหนึ่ง วรรคสอง (๑) (๒) ไปเลยว่าต้องทําอันนี้ แล้วศาลต้อง ทําอันนี้ ให้ตัดสินแบบนี้ ไม่มีในข้อใดว่าให้ใช้ดุลพินิจ บอกถ้าเข้าแบบนี้ ผู้ชุมนุมเข้าข้อนี้ มาตรานี้ วงเล็บนี้ ให้ตัดสินแบบนี้ สั่งเลย ให้สลายการชุมนุมหรือไม่ให้มีการชุมนุม ทําไม เมื่อให้ศาลเข้ามาดูแล้วให้เขาคิดด้วยว่าการชุมนุมนั้นชอบหรือไม่ชอบ หรือว่าจําเป็นอย่างไร เขามาเพราะเหตุเดือดร้อนอย่างไร ไม่มีครับ อันนี้คือเผด็จการชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้ ส่วนในเรื่องศาลแพ่งให้มาตัดสินกฎหมายมหาชนมันเป็นเรื่องผิดหลักการ ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่กฎหมายน้อย ๆ พยายามร่ําเรียนมาก็เพื่ออยากดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่มีโอกาสได้เรียนกฎหมาย แต่เมื่อมาเห็นร่างพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้เป็นกฎหมายแพ่ง มันผิดตั้งแต่แรก ให้ศาลแพ่งไปตัดสินกฎหมายมหาชน โดยเนื้อหาสาระทําไม่ได้ครับ มันไม่เป็นธรรม พี่น้องประชาชนเขาไม่มีสิทธิที่จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น เพราะกฎหมายมหาชนต้องเป็นศาลปกครอง ในความรู้สึกของผมมันถึงจะถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๕ อ่านดูแล้วพิลึกดี ให้อํานาจศาลเดียว ความเป็นความตายของพี่น้องประชาชนซึ่งเดือดร้อนมา แบกหน้า หนีจากบ้านตัวเองมา โดยเฉพาะภาคอีสานนี่ลําบาก กว่าจะเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร บ้านผม ๖๐๐ กว่ากิโลเมตร นั่งรถทั้งวันทั้งคืน มาถึงแล้วมาชุมนุมขอให้รัฐบาล ขอให้ กระทรวงซึ่งเขาเดือดร้อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรืออะไรก็แล้วแต่ให้มาบอกว่า นี่ผมเดือดร้อน แต่ใช้ศาลเดียว พอศาลสั่งโดยข้อเท็จจริงบางอย่างก็เสนอมาจากซีกคน ของรัฐ ศาลตัดสินเสร็จไม่มีสิทธิอุทธรณ์ คําสั่งของศาลถือว่าสิ้นสุดตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๕ ท่านประธานครับ อันนี้คือความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชน ผมจึงกราบเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมายเผด็จการ ผมรับไม่ได้ครับท่านประธาน