สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

วิชาญ มีนชัยนันท์ พูดถึงการตราพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ..... ที่มีข้อบกพร่องและไม่สอดคล้องกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติ มีผู้เสนอร่างเข้ามาทั้งหมด ๔ ร่าง แต่ถอนออกไป ๒ ร่าง การถอน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่ใช่หมายถึงว่าเราจะไม่ให้ความสําคัญกับพี่น้องประชาชน ในการที่จะมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องปัญหาหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ แต่สิ่งหนึ่งนั้นถ้านําร่างต่าง ๆ เหล่านี้มาดูเทียบเคียง มันมีความหมาย ถ้าทําไม่ดีครับ ท่านประธาน มันก็จะเกิดปัญหากับการชุมนุม แล้วก็เกิดเป็นคดีต่าง ๆ ซึ่งบอกได้เลยครับว่า การที่พี่น้องประชาชนมาเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าในเรื่องของข้าวของแพง ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสําคัญ ไม่ให้ความสนใจ มันเป็นเรื่องสําคัญ แต่สิ่งที่รัฐบาลเองกําลังตราพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะนั้น ผมเรียนว่า ถ้าเขาบอกว่า มีที่ชุมนุมแล้วไม่ต้องมากรุงเทพฯ หรืออยู่ที่จังหวัดต่าง ๆ หรือไม่ ต้องปิดถนน หรือไม่ต้องทําให้ประชาชนคนอื่นเดือดร้อนนี่ ผมคิดว่าการชุมนุมดังกล่าวนี้ นะครับ เป็นการชุมนุมที่ดี แต่ถ้าชุมนุมไปแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ให้ความสําคัญ ไม่ให้ ความสนใจ ใครที่มาชุมนุมจะเป็นเรือนพันเรือนร้อย เรือนหมื่น เรือนแสน ถ้ามันไม่มี ผลกระทบใด ๆ เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เขาปล่อยคุณชุมนุม จะเป็นแรมเดือน แรมปี เท่าไร ก็ปล่อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับมันจึงมีปัญหา ท่านประธานเคยเห็นต่างประเทศที่เขา มีการชมุนุมเรียกร้อง แล้วเขาเคลื่อนออกไปนี่ การรวมตัวของแต่ละจุดเขาก็จะใช้พื้นที่ที่เป็น สาธารณะ พื้นที่ที่เป็นจัตุรัส พื้นที่ที่เป็นบริเวณสวนสาธารณะต่าง ๆ เมื่อเขาชุมนุมเรียกร้อง ถึงจุดหนึ่งแล้ว เขามองว่ารัฐบาลไม่ให้ความสําคัญ ความสนใจ เขาก็จะขับเคลื่อนออกไป จะไปเดินในถนนซึ่งมีรถอยู่ จะไปเดินกีดขวางจราจรทางเท้า ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าไปละเมิด สิทธิบางส่วนตามกฎหมาย แต่เขา ต้องทําครับท่านประธาน เพราะเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ของผู้ชุมนุม เมื่อคนที่เรียกร้องแล้วเขามีความจําเป็นที่จะต้องบอกกล่าวว่าสิ่งที่เขาเรียกร้อง นั้นเขาเดือดร้อน เขามีความจําเป็น ดังนั้นในเรื่องของตรากฎหมายฉบับใดก็ตาม ก็เป็นการ รอนสิทธิทางอ้อม แต่สิ่งหนึ่งถ้าตกลงกันได้ครับ การกีดขวางการจราจร การใช้พื้นที่ในการ ชุมนุมนั้นจําเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยหรือทําข้อตกลง ต้องยอมรับครับว่าคนจํานวนมาก ที่มาชุมนุมนี่ไม่ใช่เกณฑ์มาอย่างเดียวนะครับ ที่ท่านบอกจ่ายเงินอย่างเดียว สมัยนี้ไม่มี แล้วครับที่จะต้องไปเกณฑ์ไปใช้จ่ายเงินอย่างนั้น เพราะคนที่เขาเดือดร้อน คนที่เขารวมตัว นั้นเขามีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นกําลังที่จะเผชิญกับปัญหาถ้าไม่เรียกร้อง แต่บางกลุ่มบางคน ที่ใช้ในเรื่องของการใช้จ่ายเม็ดเงิน หรือ ใช้จ่ายเงิน อันนั้นละครับเป็นเรื่องเหนื่อย เพราะไม่ได้มีจิตวิญญาณในการเรียกร้องปัญหา ต่าง ๆ แล้วก็ก่อให้เกิดการควบคุมดูแล ด้วยความยากลําบาก ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มีข้อบกพร่อง แล้วผมเองก็สงสัย จําเป็นที่จะต้องเรียนถามว่า ในมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธและการจํากัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในการชุมนุม ซึ่งเป็นเหตุผลในการยกร่าง ผมถามว่าวันนี้เหตุผลที่บอกว่า เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งไปจํากัดสิทธิ ในเรื่องดังกล่าวนั้นก็ต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ ถ้าดูให้ลึกลงไปว่า ในมาตรา ๙ เขาบอกว่า ในส่วนของมาตรา ๘ ซึ่งอ้างว่าการชุมนุมสาธารณะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ อันนี้ เป็นการยกตัวอย่างครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา สถานที่ ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท และสถานที่พํานักของผู้สําเร็จราชการส่วนพระองค์ (รัฐสภา) (ทําเนียบ) (ท่าอากาศยาน) (โรงพยาบาล) (สถานทูต) ๕ วงเล็บ ผมถามว่าถ้าจะเอาจริง ๆ มีส่วนอื่นไหม ท่านไม่ได้เติมไปอีกสักวงเล็บหนึ่งละครับ (๖) อื่น ๆ ถ้าจะเอาจริง ๆ นะครับท่านประธาน แต่กําลังเขียนว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเป็นเหตุให้ต้องทําในเรื่องดังกล่าว นี่ก็ไม่สมบูรณ์ แต่สิ่งหนึ่งในมาตรา ๙ บอกว่ากรณีที่เห็นสมควรองค์การปกครองท้องถิ่นอาจจัดให้มีสถานที่ เพื่อใช้สําหรับการชุมนุมก็ได้ ในการจัดให้มีสถานที่ชุมนุมของชุมนุมสาธารณะ ตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นคํานึงถึงผลประโยชน์ต่อความสะดวกของประชาชนในส่วนดังกล่าว ผมถามว่าในส่วนนี้ถ้าบอกกล่าวว่าส่วนท้องถิ่นสามารถจัดได้ ผมถามว่าส่วนท้องถิ่นจริง ๆ แล้ว ถ้าสามารถดําเนินการได้และมีอํานาจเต็มในการจัดรูปของการชุมนุมได้ก็เป็นการเจรจา แล้วทําไมในส่วนของรัฐบาลเองไม่ลงมาพูดคุยเสียเลย กับการที่จะนําปัญหาต่าง ๆ ให้เขามา ชุมนุมทําไมไม่เจรจา การปิดถนน ณ วันนี้ในเรื่องของข้าวตกลงกัน ข้อเรียกร้อง ผมเข้าใจว่า การเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างนั้นต้องมีการเจรจา แต่การให้ความสําคัญลึกลงไป ในรายละเอียดหรือเปล่า อันนี้เป็นปัญหา อย่างสาธารณะนี่ผมดูในส่วนต่าง ๆ ที่คําว่า ไม่กระทบต่อเสรีภาพ แล้วพื้นที่ใดละครับ ในกรุงเทพมหานครมีไหม หรือจะให้ไปชุมนุม แถวหนองจอก แถวลาดกระบัง แถวมีนบุรีบ้านผมเพราะมีพื้นที่ใหญ่ ๆ กว้าง ๆ ตามทุ่ง หรือเป็นที่เอกชนต่าง ๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันพูดแล้วทําไม่ได้ ถ้าจัดได้จริงมันต้องมีการเปิดโต๊ะเจรจากัน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๙ ผมเห็นว่าไม่ใช่ ส่วนในเรื่องของที่สาธารณะที่กระทบกับความสะดวกที่จะใช้ในส่วนของ สาธารณะให้มีหนังสือแจ้งต่อผู้ชุมนุม ผู้รับแจ้งก่อนเริ่มชุมนุมไม่น้อยกว่า ๗๒ ชั่วโมง ยิ่งไปกันใหญ่ครับ คุณจะชุมนุมเกิดมีปัญหาปุ๊บปั๊บเขาบอกว่าต้องแจ้งหนังสือก่อน ในกฎหมายฉบับนี้ ถ้ามีการแจ้ง ๗๒ ชั่วโมงพอไหมครับ ไม่เอา ๒๔ ชั่วโมงเลยท่านประธาน แจ้งแล้วเราจะเจรจาหรือจะเตรียมการอย่างไร จริง ๆ แล้วในหน่วยงานของท้องถิ่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ เขาต้องรับรู้ว่าปัญหามันเกิดอย่างไร ต้องรีบลงไปแก้ไข แต่ดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่มันบานปลายเพราะรัฐบาลไม่ให้ความสําคัญ ไม่ให้ความสนใจจนบานปลาย จนกระทั่งใช้กําลัง จนกระทั่งต้องใช้อํานาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายที่นอกเหนือ การควบคุมเข้าไปดําเนินการ แม้กระทั่งการใช้กําลังหรืออาวุธ ซึ่งผิดต่อหลักการของการ ชุมนุมและการสลายการชุมนุม ท่านประธาน ในส่วนของมาตรา ๑๖ ข้อ ๖ ไม่ยุยงส่งเสริม หรือชักจูงผู้ชุมนุมเพื่อให้ผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗ ถ้าบอกว่ามาตรา ๑๗ ก็คือ (๓) ดูแลไม่ให้เกิดการขัดขวางการชุมนุมในส่วนของที่สาธารณะหรือการดูในเรื่องของการชุมนุม ผมไม่เข้าใจครับว่าถ้าเราชักจูงถ้าไม่กระทําผิดตามสิทธิหน้าที่ที่ทําตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๓ มันไม่ต้องไปอ้างถึงมาตรา ๑๗ หรอกครับท่านประธาน เพราะในข้อกําหนดแล้ว การชุมนุมต้องปราศจากอาวุธมันเขียนไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ท่านกําลังทํากฎหมายเพื่อทํา ให้เกิดปัญหาในตัวของมันเอง หรือเปิดช่องให้กับการควบคุม ในมาตรา ๑๗ เช่นเดียวกัน ผู้ชุมนุมมีหน้าที่ดังนี้ คือไม่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกของประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะตาม ตามมาตรา ๑๒ สิ่งที่ผมได้นําเรียนไปแล้วถ้ามีการชุมนุมที่มีจํานวนมากมันกระทบแน่นอน ทําอย่างไรไม่ให้กระทบ หรือแบ่งการชุมนุมกระจุก กระจายไปเป็นส่วน ๆ ชุมนุมตรงนี้ ๑,๐๐๐ คน ชุมนุมตรงนี้ ๒,๐๐๐ คน ๓,๐๐๐ คนหรืออย่างไรที่เขียนกฎหมายอย่างนี้ (๒) ไม่ปิดบังหรืออําพรางโดยจงใจมิให้มีการระบุตัวบุคคล อันนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่า กฎหมายฉบับนี้เสี่ยง เพราะคนบางคนเองมาชุมนุมในลักษณะของการที่จะต้องเข้าร่วม แต่การเปิดเผยนั้นหรือไม่เปิดเผยนั้นเป็นส่วนที่เขาจะต้องมีการตรวจสอบ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดหนึ่งครับ ในเรื่องของ (๕) ไม่ทําให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิด อันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือได้รับความเดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายได้ว่าเป็นไป ตามปกติและเหตุอันตราย มันคืออะไรครับ ถ้าการชุมนุมเกิดเหตุเกิดอะไรนี่ เจ้าหน้าที่ครับ จะต้องเข้าไปดูแล แต่อันนี้บอกว่าจะก่อให้เกิดต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพนี่ ผมฟังแล้วงงครับ สุดท้ายนี่ท่านประธาน ในทั้งหมดมีแต่กฎหมายที่ไปดูแลคล้าย ๆ กับการเคลื่อนย้ายต่าง ๆ ต้องรายงาน การชุมนุม การยกเลิกก็ต้องบอกกล่าวว่าชุมนุมกี่วัน แต่ไม่ได้มีเลยว่าถ้าชุมนุม แล้วจะอํานวยความสะดวกอะไร จะจัดอะไรให้บ้าง รถสุขา อุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ จะต้องดูแลว่าผู้ชุมนุมเหล่านี้เขามาชุมนุมแล้วจะต้องได้รับในสิ่งที่เรียกว่า การดูแล สาธารณสุขเบื้องต้น หรือในเรื่องของการอํานวยความสะดวกบางอย่าง ซึ่งผมเรียนว่า กฎหมายฉบับนี้ถ้าจะผ่านหรือจะให้ความเห็นชอบจากสภาแล้วตั้งกรรมาธิการ ต้องลงไปดูลึก ในรายละเอียด