สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ มีนาคม ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และอภิปรายว่าการจัดงบประมาณนั้นจัดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณสำหรับโรงเรียนเอกชน โดยอ้างถึงกฎหมายและนโยบายของรัฐเพื่อชี้แจงว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นเป็นไปตามกฎหมายและนโยบาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมาธิการครับ ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายเพื่อซักถามถึง การทํางานของคณะกรรมาธิการในส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับงบของกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็มี ความกังวลครับว่า มีความพยายามที่จะให้ข้อมูลในลักษณะที่ซักถามที่อาจจะทําให้เกิด ความเข้าใจผิด เช่น บอกว่าในการจัดนี้ไม่มีหลักการบ้าง เป็นการจัดที่มีลักษณะกระจุกตัว บ้าง ซึ่งผมก็กราบเรียนท่านประธานมาตั้งแต่ต้นแล้วครับว่า เวลาเราพิจารณางบประมาณ รายจ่ายกลางปีตัวนี้ ในการซ่อมแซมบูรณะเรื่องน้ําท่วม ไม่ได้มีแค่ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๔ ฉบับนี้เท่านั้น แต่ยังมีเงินกัน เงินที่ปรับ แผนในส่วนของเอสพี ๒ (SP2) เงินปรับแผนจากงบประมาณปี ๒๕๕๔ อีกจํานวนหนึ่งด้วย ซึ่งมียอดวงเงินรวมกันทั้งสิ้นถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกเหนือจากตัว ๙,๙๐๐ ล้านบาท ตัวนี้ เฉพาะในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้มีการดําเนินการในการให้ความช่วยเหลือ เร่งด่วนไปก่อนแล้วครับ ซึ่งถ้าจําได้ขอให้ดูระยะเวลาของการเกิดอุทกภัยครับ ช่วงแรกที่เกิด จะเกิดในภาคกลาง ภาคอีสานก่อน ก่อนหน้านั้นก็จะเป็นภาคเหนือ ก็จะมีการปรับแผน ในลักษณะให้การช่วยเหลือเร่งด่วนไปแล้ว เบื้องต้น ๑๖๒ ล้านบาทเศษ นอกจากนั้นยังมีการ ใช้เงินกันเหลื่อมปีอีก ๖๗ ล้านบาท เงินเหลือจ่ายจากเอสพี ๒ อีก ๓๗๘ ล้านบาท เมื่อใช้เงิน ตรงนี้หมดไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีคณะกรรมการ คชอ. พิจารณาแล้วส่งมาเป็นงบประมาณ รายจ่ายกลางปีตัวนี้ก็มีเหตุอุทกภัยเกิดขึ้นที่ภาคใต้ ถ้าจําได้เหตุการณ์เกิด ๑ พฤศจิกายน และไม่ได้เกิดเฉพาะอุทกภัย แต่เกิดวาตภัยซ้ําเข้าไปด้วย ถ้าจะดูจํานวนครัวเรือนผู้ประสบภัย ในประเทศนี้สูงสุดคือจังหวัดสงขลาครับ ตามยอดที่รายงานมาถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย รองลงมาคือจังหวัดนครราชสีมา รองลงมาจากนั้นคือจังหวัดลพบุรี คือ จังหวัด นครศรีธรรมราช ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการจัด งบประมาณทั้งหลายจึงเป็นการจัดตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อจัดตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงงบประมาณก็จะครอบคลุมไปตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ผมเรียน กับท่านประธานเบื้องต้นแล้วครับว่าทั่วประเทศในงบ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ในงบรายจ่ายตัวนี้ จังหวัดได้รับสูงสุดก็คือจังหวัดนครราชสีมา ๑,๒๗๗ ล้านบาท รองลงมาก็คือจังหวัดสงขลา ๘๐๐ กว่าล้านบาท ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๗ จังหวัดนั้น ก็ได้สูงสุดอยู่ที่ ๒,๙๘๒ ล้านบาท ภาคกลางอื่น ๆ ก็ลดหลั่นกันลงไปครับ ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็น เรื่องที่จะจัดเพื่อให้เกิดความกระจุกตัวแต่ประการใด ความจริงท่านยกเรื่องของ กระทรวงศึกษาธิการ ผมก็คิดว่าตัวเลขก็เป็นไปตามที่ท่านเห็น ท่านพยายามบอกว่า เป็นเฉพาะภาคใต้ ไปกระจุกตัวเฉพาะภาคใต้หรือเปล่า ถ้าท่านประธานดู ท่านประธานครับ ในงบของ สพฐ. ที่จัด ถ้าแยกเป็นรายจังหวัดแล้ว เอ่ยชื่อจังหวัดท่านจะนึกออกครับว่า จังหวัดนั้นเกิดความเสียหายจากอุทกภัยมากมายเพียงไร ในภาคเหนือนั้น จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดเดียวได้ไป ๖๖ ล้านบาท อันนี้ก็คือนึกออกว่าน้ําท่วมเยอะ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงสุดคือจังหวัดชัยภูมิ ๔๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท รองลงมาอีกจังหวัดหนึ่งครับ จังหวัด นครราชสีมา ก็ได้ไป ๘๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในจังหวัดภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ได้ไป ๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในจังหวัดภาคใต้ เอ่ยชื่อ ๒ จังหวัดนี้นึกได้เลยครับว่า เกิดวาตภัยผสมอุทกภัย จังหวัดสงขลา ๑๖๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท และจังหวัดพัทลุง ๑๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือในบรรดาจังหวัดที่ได้สูงสุด เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็เป็นการจัดไป ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเลือกปฏิบัติว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ภาคนั้น ภาคนี้เป็นของพรรคการเมืองนั้นนี้ รัฐบาลชุดนี้ไม่มีครับ ที่จัดตามคนที่เลือกเรามาก่อน ไม่ได้ เป็นเช่นนั้น แต่จัดตามข้อเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผมเรียนท่านประธานว่าถ้าไปดูงบอื่น อย่างงบกรมทางหลวง ภาคเหนือ ๑๖ จังหวัด รวมกันแล้วได้ไป ๔๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ไปสูงสุด ๖๗๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภาคกลางได้ ๔๗๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ได้ ๒๒๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทําไมไม่พูดครับว่าได้น้อย มันไม่ใช่ครับ มันเป็นการจัดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นความเสียหาย แต่เวลาท่านอภิปรายท่านก็ พยายามอภิปรายว่าอันนี้เป็นความจงใจที่จัดให้กระจุก แล้วท่านก็บอกว่ามีโรงเรียน สพฐ. ที่ยังไม่ได้จัดงบประมาณให้ และที่เหลืออยู่ไม่มีภาคใต้เลย ในมือผมเป็นบัญชีรายชื่อครับ ของโรงเรียนที่ยังจัดได้ไม่หมดและกระทรวงศึกษาธิการจะจัดในงบปี ๒๕๕๕ มีภาคใต้ครับ ในรายการที่มีในภาคใต้นั้นรวมจังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ ในจังหวัดตรังเยอะสุดครับ มีทั้ง อําเภอวังวิเศษ นี่เขตเลือกตั้งผมนะครับ ห้วยยอด เขตเลือกตั้งผมครับ และโรงเรียนที่ยังไม่ได้ จัดให้คือโรงเรียนห้วยยอด ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของผมเอง ถ้าเจตนาจัดให้กระจุก เจตนาจัดให้ ในเขตพื้นที่เลือกตั้งตัวเอง เว้นไว้ทําไมล่ะครับ ก็ไม่ต้องเว้นครับ แต่ไม่มีเจตนาครับ มันเป็น การจัดตามข้อเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า เพื่อป้องกัน ความเข้าใจผิด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีเจตนาที่จะจัดให้มีการกระจุก ส่วนกรณี สช. สช. นั้นความจริงแล้วมีการของบประมาณมาอยู่ที่ ๕๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ที่สุดแล้ว มีการพิจารณาจัดให้ ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท คําถามท่านถามว่าเคยจัดให้ไหม และจัดให้ตาม กฎหมายใด ผมเรียนท่านประธานครับว่าเราพยายามอภิปรายว่าโรงเรียนเอกชนคือโรงเรียน คนรวย ความจริงโรงเรียนเอกชนที่จัดให้มี ๓ ประเภทครับ

๑. โรงเรียนนอกระบบ เช่น ปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งปกติเขาตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีเป็นเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างด้านกายภาพ อยู่แล้ว

๒. โรงเรียนเอกชนการกุศล เช่น โรงเรียนวัดและมูลนิธิ ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ โดยปกติได้รับเงินอุดหนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง

๓. ก็คือโรงเรียนทั่วไป ซึ่งท่านได้พูดถึง

คําถามก็มีต่อว่าเคยจัดไหม คําตอบ เคยจัดครับ ในกรณีน้ําท่วมเมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๑ มีการอนุมัติงบกลางต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๒ จ่ายไป ๑๐ จังหวัด ๔๗ โรงเรียน เป็นเงิน ๖,๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท และถัดมาปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จัดอีก ๘ จังหวัด ๑๑๙ โรงเรียน อีก ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ เคยจัดครับ คําถามท่าน ถามว่าเป็นการจัดตามกฎหมายใด ก็มีการชี้แจงว่าเป็นการดําเนินการตามพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓ (๑๐) ที่กําหนดให้คณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนปฏิบัติงานอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกําหนด หรือตามที่ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย โดยจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนผ่านสํานักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นงบอุดหนุน และเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๔ ผ่านสภาไปแล้ว คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนต้องรับไปดําเนินการตาม การกําหนดมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามมาตรา ๑๓ (๔) ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน ปี ๒๕๕๐ อันนี้ก็คือ ข้อชี้แจงทั้ง ๒ ข้อเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องท่านประธานครับ