สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ มีนาคม ๒๕๕๔

ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ พูดถึงการปรับปรุงโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการพัฒนาด้านการออกกฎหมาย และเพิ่มความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการร่างกฎหมายและความเป็นไปได้ในการที่จะต้องดำเนินการ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นครนายก

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ท่านประธานครับ เนื่องจากผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญและก็ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมาธิการให้ไปพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย ๑. เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ไปพิจารณาตามมาตรา ๑๖ เรื่องอํานาจ ก.ร. แล้วก็ความเป็นไปได้ในการที่จะต้องดําเนินการ มอบหมายจากคณะกรรมาธิการว่า ถ้าเราจะมีสํานักเกิดขึ้นมาอีกสํานักหนึ่ง หรือจะมีสํานักกฎหมายหรือจะมีสํานักใดที่มัน เกี่ยวกับร่างกฎหมายซึ่งเป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ก็มอบหมายให้พวกผม ๔-๕ ท่าน ไปพิจารณาเรื่องนี้ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงกรณีที่วุฒิสมาชิกแก้ไขมา ผมขออนุญาต ลงไปที่มาตรา ๓๔/๑ ที่เพิ่มเติมเข้ามา นี่คือสาระที่ทางวุฒิสมาชิกคงมองเห็นว่า สภานิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ๑ ใน ๓ อํานาจ มีความบกพร่องพอสมควรในการ ร่างกฎหมาย และออกกฎหมายไปใช้ แล้วก็มีปัญหาถกเถียงกันในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายยกร่างขึ้นให้แทน วุฒิสภาไม่มีสิทธิที่จะยกร่างกฎหมายเหมือนสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น การแก้นี่เจตนาดีตรงตามวัตถุประสงค์ที่เราอยากจะ พัฒนาสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ มันจะมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ๑. ถ้าเราจะวางโครงสร้างให้มีการพัฒนาด้านการออกกฎหมายหรือจะรับข้าราชการเพิ่มขึ้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในด้านกฎหมาย เพื่อให้ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรจะได้ใช้ประโยชน์จากการที่มี ผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ปรึกษาหรือวิเคราะห์กฎหมาย ศึกษากฎหมาย วิจัยกฎหมาย หรือรวบรวม กฎหมายหมวดหมู่ใด เช่น กฎหมายเศรษฐกิจก็เรื่องของกฎหมายเศรษฐกิจกี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกัน กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ว่ากันไปเป็นหมวดหมู่ไปได้ มันจะทําให้ ง่ายต่อการที่จะทํางาน ๒. ท่านประธานเองก็หลายเรื่อง สิ่งที่ท่านประธานจะต้องมา ตรวจสอบว่ากฎหมายฉบับนั้นมันมีอะไรที่มันขัดต่อหรือมันแย้งต่อกฎหมายอื่นใดหรือไม่ อาจจะต้องส่งร่างนั้นกลับไปให้กับเจ้าของร่างเดิม คณะนี้ก็สามารถจะทํางานได้ แต่นี่นะครับ เราพูดถึงว่าภาระหน้าที่เขาก่อน พอเรามองเห็นภาระหน้าที่ เดิมทีกฎหมาย ๒ ฉบับ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว เราคิดกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าน่าจะไปบรรจุไว้ในมาตรา ๖ (๓) ด้วยซ้ํา (๓) นั่นคือหมายถึงว่าในองค์กรของรัฐสภาเราจะมี ๑. ฝ่ายรัฐสภา ๒. มีฝ่าย สภาผู้แทนราษฎรโดยมีเลขานุการเป็นเหมือนกับปลัดกระทรวง ๓. ก็คือเป็นองค์กรอื่น ที่เทียบเท่ากรม เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะตั้งขึ้นมาได้ก็สามารถดําเนินการได้ตามมาตรา ๖ (๓) ที่ผ่านไปแล้ว คือเดิมไปใส่ไว้ในมาตรา ๖ (๓) ใส่ไปว่าจะต้องตั้งขึ้นมาโดยให้ ก.ร. ดําเนินการ ภายในครึ่งปี ๖ เดือนหรือ ๑ ปีอะไรก็ว่าไป เราพูดกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็มีมติ ในหลักการ เพียงแต่ว่าหาทางออกว่าจะลงอย่างไรเพื่อให้เกิดเป็นตัวบทกฎหมายแล้วเกิด ความชัดเจน และให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วย แต่กราบเรียนท่านว่าที่วุฒิสภาแก้ไข มานี่นะครับ มันมีอันหนึ่งที่ผมยังไม่ตกผนึก เรื่องนี้เป็นอํานาจ ก.ร. ที่ทําได้ ถ้าอยู่ภายใต้ โครงสร้างท่านเลขา เลขาหมายถึงว่าเลขาของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดโครงสร้างนี้เกิดขึ้น ประเด็นที่เกิดขึ้นมาว่าข้าราชการที่อยู่ จะเทียบเท่าเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิมา ถ้ามาอยู่ภายใต้ดูแลของกลุ่มอํานวยการกลุ่มงานก็เทียบเท่ากับ ผอ. ถ้าเขาเป็นคณบดี อดีตคณบดี เป็นนักกฎหมายที่สําคัญ แล้วต้องมานั่งทํางานประจํา มีเงินเดือนเทียบเท่ากับกฤษฎีกา ก็เหมือนกับว่าไม่น้อยกว่าอัยการ ว่าง่าย ๆ อย่างนี้ ก็จะสูงกว่าเรามาก เงินเดือนเป็นแสน ใครก็จะมาทํางาน ถ้าโครงสร้างเป็นแบบนี้นะครับ ถ้าเขียนอย่างนี้ แต่ถ้าเขียนให้อีกอย่างหนึ่งว่าต้องกําหนดโดย ก.ร. และให้ไปออกเป็น พระราชบัญญัติในมาตรา ๖ (๓) ถ้าเรามีองค์กรขึ้นมาใหม่เปรียบเหมือนกับสถาบัน พระปกเกล้า แต่ว่าอยู่ภายใต้ของรัฐสภาให้งานนั้นเดินไปด้วยความถูกต้องและแม่นยําและได้ บุคลากรที่มีความสําคัญเข้ามาช่วยงานรัฐสภา ให้เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ ส.ส. ใหม่ที่เข้ามา ทําหน้าที่ใหม่ ไม่ต้องไปเรียนรู้กับใครครับ เข้าไปศึกษาในคณะนี้ได้ทันทีเลย และสามารถ ที่จะทํางานได้ทันทีด้วย ต่อเนื่องด้วย โดยไม่ต้องใช้เวลาในการศึกษา ในการร่างกฎหมาย หรือไปศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายอื่นใดที่มันมีความผูกพันกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน หรือจะแก้กฎหมายอื่นใดที่มันเกี่ยว เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนได้รับการ ช่วยเหลือได้มากขึ้น เราเป็นองค์กรนิติบัญญัติ มีหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหาร กฎหมายทุกฉบับ ในประเทศไทยจะต้องผ่าน ล่าสุดกฎหมายของ ป.ป.ช. เองต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เลยว่า องค์กรอิสระคุณไปขึ้นเงินเดือนของคุณเองไม่ได้ โดยใช้อํานาจของคุณเองก็ไม่ได้ ถ้าคุณจะทําได้ต่อเมื่อคุณไปวางกรอบและไปออกพระราชบัญญัติให้ผ่านสภานิติบัญญัติ ซึ่งคานอํานาจกันอยู่ เห็นชอบก่อน แม้ว่าหน่วยงานองค์กรอิสระจะมีอํานาจในการบริหาร งบประมาณแผ่นดินเอง หน่วยงานองค์กรอิสระมีอํานาจในการบริหารเรื่องบุคลากรเอง ปรับแต่งเงินเดือน จะให้เงินเดือนขึ้น อย่าง กกต. จะให้เงินเดือนขึ้นมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของหน่วยงานอื่น คนของ กกต. เองก็ได้รับคนของรัฐสภาเข้าไปอยู่ใน กกต. มากพอสมควร เพราะเงินจูงใจ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นมา ก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่ กกต. ก็หลายท่าน สิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้น แต่ของเรานี่นะครับ ถ้าจะทําอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ถ้ามาตรา ๓๔/๑ ที่เพิ่มขึ้น ถ้าจะออกมาโดย ก.ร. เป็นคนกําหนด งานที่ทําไปนะครับ มันจะประสงค์ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเคยดําริเอาไว้หรือไม่ แต่ถ้าเกิดเห็นด้วยก็ไม่ได้ขัดข้องครับ ก็หมายถึงว่าเราจะเริ่มต้นก่อนให้เป็นอย่างนี้ แต่ผมยัง เห็นว่าเรื่องนี้ควรจะรอบคอบ ท่านประธานครับ ถ้า ๗ วันไปทํามาให้มันถูกต้อง และไม่ให้ เกิดความเสียหาย ผมว่ายังเป็นประโยชน์ แล้วถ้าจะออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อรองรับ ตามมาตรา ๖ วรรคสาม เพื่อจะทําให้มันถูกต้องก็ยังทําได้ ผมยังเห็นว่าเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขมา ก็เป็นสาระสําคัญ แล้วเป็นเรื่องที่สนับสนุน เพียงแต่ว่ามันมีรายละเอียดที่จําเป็นจะต้อง พูดจากันให้รอบคอบ ผมเกรงว่าเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าออกไปแล้วมันกลายมาเป็นปัญหา กับเราอีกทีหนึ่ง แล้วมีปัญหาคือเรื่องนี้เขาตีความว่า เป็นการใช้อํานาจเกินขอบเขต ผมเข้าใจว่าฉบับนี้นะครับ ถ้ายังไม่จบ อัตราเงินเดือนก็ยังทําไม่ได้ ถ้าฉบับนี้ผ่านไป มาตรา ๓๔/๑ ผมว่าอัตราเงินเดือนทางวุฒิสภาก็จะวางกรอบเรื่องอัตราเงินเดือนให้ได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถ้าคุณจะทําได้ก็ต้องผ่านสภานิติบัญญัติ ก็คือเราเองไปพิจารณากฎหมายตัวเราเองด้วย แต่ต้องทําให้ถูกต้อง ถ้าไม่มีกรอบอัตรา เงินเดือนตรงนี้ไปวางไว้ในกรอบของอัตราเงินเดือนที่ยังอยู่ในวุฒิสภา ที่ท่านประธานบอก เหลืออีก ๑ ฉบับ ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจจะต้องค้างอยู่นิดหน่อย ยกเว้นว่าเราไม่เอา ก็มีปัญหา ก็คือว่าเขาใช้ร่างเดิมทั้งหมด แต่ถ้าเกิดเราจะเอาตรงนี้กรอบอัตราเงินเดือนต้องแก้ เพราะมันเป็นกรณีพิเศษขึ้นมา แต่ผมเห็นด้วยว่าจําเป็นต้องใช้นักกฎหมายพิเศษที่มีศักยภาพ ในการมาช่วยเราทํางาน และเป็นหัวใจของพวกเราครับฝ่ายนิติบัญญัติ ผมขอทั้งสนับสนุน แล้วก็ขอท้วงติงว่าบางเรื่องจําเป็นจะต้องขอทบทวนให้เกิดความรอบคอบครับ ขอบคุณครับ