สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓ มีนาคม ๒๕๕๔

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. นี้ โดยแสดงความกังวลใจในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อตรวจสอบและยืนยันความเหมาะสมของการเพิ่มเติมตําแหน่งนักวิชาการรัฐสภา

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจดีว่า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติตัวอื่น ที่ประกอบกัน ขณะนี้ ๒ ฉบับเราโอเคไม่มีประเด็นที่เป็นปัญหา แต่โดยเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... นี้ วุฒิสภามีการแก้ไขอยู่ ๔ ประเด็น ใน ๔ ประเด็นนี้ถ้ามองผิวเผินก็เหมือนกับไม่มีอะไร แต่ผมคิดว่าถ้าดูให้ละเอียดนิดหนึ่ง ผมอยากให้เราวางระบบของประเทศให้ชัดเจน เนื่องจากว่ารัฐสภาเป็นองค์กรสูงสุดทางด้าน นิติบัญญัติ ถ้าเราให้ผ่านไปเฉย ๆ แล้วอาจจะเป็นประเด็นปัญหาในอนาคตต่อไปได้ ผมจะสรุปใน ๔ ประเด็น ที่ทางวุฒิสภาได้มีการแก้ไขแล้วก็ข้อห่วงใยในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีข้อกังวลใจดังนี้

ประเด็นที่ ๑ คือมาตรา ๑๓ ว่าด้วยคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา ซึ่งตรงนี้วุฒิสภาได้มีการแก้ไขจํานวนสมาชิกที่เป็นผู้แทนของข้าราชการรัฐสภาสามัญขึ้นไป คือเท่าที่ทราบโดยปกติแล้วคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาสามัญมี ๑๕ คน มีจํานวนที่เป็น ผู้แทนข้าราชการรัฐสภาสามัญมาจากสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน และมาจาก สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ๑ คน ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มขึ้นเป็นฝ่ายละ ๒ คน ถ้าถาม ความเห็นส่วนตัวผม ผมเฉย ๆ นะครับในประเด็นนี้ ถ้ามติส่วนใหญ่คิดว่าควรจะมีผู้แทน ของเพื่อนข้าราชการรัฐสภาสามัญ ๔ คน ใน ๑๗ คน ถ้าเสียงส่วนใหญ่คิดว่าโอเค ผมไม่ติดใจ แต่ถ้าสัก ๒ คน ใน ๑๕ คนนี้ ผมเชื่อว่าโดยเจตนาของกฎหมายที่ต้องการให้มีผู้แทน ข้าราชการรัฐสภาสามัญเข้ามา เพื่อให้เข้ามาเป็นปากเป็นเสียงแทนส่วนของสํานักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และอีกคนหนึ่งแทนส่วนของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา การขึ้นมาถึง ๔ คน ก็คือฝั่งละ ๒ คน มันจะมากเกินไปหรือไม่ แต่อันนี้ผมก็ยังไม่ติดใจ

ประเด็นที่ ๒ ที่มีการแก้ไขก็คือมาตรา ๑๖ ว่าด้วยตําแหน่งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งที่ผ่านมาในกฎหมายที่เสนอจากสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้มีการตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม กําหนดไว้ว่าจะต้อง ดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระมิได้ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับว่าวุฒิสภามีการแก้ไข ในประเด็นเหล่านี้ เพราะถือว่าขณะนี้มันเป็นกระแสของสังคมครับ คณะกรรมการต่าง ๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒิไม่ควรจะให้มีการดํารงตําแหน่งเกินติดต่อกัน ๒ วาระ อันนี้ผมเห็นด้วย ประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ที่ถือว่าเป็นประเด็นที่ ส.ส. มีการถกกันพอสมควร คือมาตรา ๒๖ ว่าด้วยตําแหน่งของข้าราชการรัฐสภาสามัญ ผมขออนุญาตปูพื้นให้กับ เพื่อนสมาชิกบางท่านที่ไม่เคยรับราชการ ตลอดจนพี่น้องประชาชนที่ฟังรายการถ่ายทอดสดอยู่ว่า ในระบบของรัฐสภานี้ ระบบของการบริหารข้าราชการได้แบ่งเป็นแท่งทั้งหมด ๔ แท่ง แท่งที่ ๑ คือตําแหน่งประเภทบริหาร ก็ถือว่าเป็นผู้บริหารระดับสูง เงินเดือนเยอะหน่อย แท่งที่ ๒ คือแท่งประเภทอํานวยการ ซึ่งลดหลั่นกันมา แท่งที่ ๓ คือแท่งวิชาการ และแท่งที่ ๔ คือตําแหน่งประเภททั่วไป ก็คือแท่งทั่วไป ก็คือมี ๔ แท่ง บังเอิญวุฒิสภา ได้มีการแก้ไขปรับแท่ง จากตําแหน่งที่เรียกว่า หัวหน้าส่วนราชการในระดับสํานัก คือตําแหน่งหัวหน้าส่วนราชการในระดับสํานักนี้จะอยู่ในแท่งอํานวยการ วุฒิสภาได้มีการ แก้ไขให้ปรับหัวหน้าส่วนราชการในระดับสํานักมาอยู่ในตําแหน่งประเภทของแท่งบริหาร ก็จะเท่ากับว่าในระดับบริหารของรัฐสภานี้ ซึ่งแต่เดิมในกรอบที่ศึกษาอยู่ มีประมาณ ๑๕ คน ถ้ามีการปรับตําแหน่งหัวหน้าส่วนราชการในระดับสํานักขึ้นมา ก็เท่ากับว่าในระดับบริหาร เราจะเพิ่มจาก ๑๕ คน บวกอีกประมาณ ๓๙ คน ก็คือ ๓๙ ท่าน จาก ส.ส. ประมาณ ๒๑ ท่าน ส่วนของสภาผู้แทนราษฎร และส่วนของวุฒิสภาอีกประมาณ ๑๘ ท่าน มันก็ทําให้ ภาพว่าขณะนี้ระดับบริหารจะเหมือนระดับรองอธิบดีขึ้นไป จนถึงอธิบดี จนถึงปลัดกระทรวง เราจะมีถึงประมาณเบ็ดเสร็จรวมแล้วเกือบ ๆ ๓๙ ท่าน บวก ๑๕ ท่าน ก็ประมาณ ๕๐ กว่าท่าน ผมไม่มั่นใจว่าตําแหน่งนี้มันจะหัวโตมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งผมกังวลใจตรงนี้ เขาก็จะมองว่า รัฐสภาจะมีข้าราชการระดับรองอธิบดี อธิบดีค่อนข้างจะเยอะมาก ประมาณ ๕๐ กว่าคน เหมือนกับกระทรวงมหาดไทยที่มีระดับอธิบดีคือผู้ว่าราชการจังหวัดค่อนข้างจะเยอะมาก แต่อันนั้นโดยสายการบังคับบัญชาเขามันมีความชัดเจน

ประเด็นถัดมาที่ท่านวิรัตน์ได้มีการพูดเช่นกัน ในกรอบของระเบียบ ข้าราชการรัฐสภาสามัญในตําแหน่งประเภทบริหารซึ่งมีตําแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการ สังกัดรัฐสภา แต่ทางวุฒิสภาได้มีการตัดตําแหน่งนี้ออก คําถามจึงถามว่ามันจะเป็น ความขัดแย้งของกฎหมาย ๒ ฉบับหรือไม่ ในเมื่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. .... ยังมีตําแหน่งนี้อยู่ แต่ร่างพระราชบัญญัติตัวนี้ที่ผมพูดถึงได้ถูกตัด ตําแหน่งนี้ออกไป คําถามก็เลยกังวลใจว่ากฎหมาย ๒ ฉบับนี้จะความขัดแย้งกันหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ ๓ ที่ได้มีการพูดถึง

และประเด็นสุดท้ายคือมาตรา ๓๔/๑ ซึ่งทางวุฒิสภาได้มีการเพิ่มเติมเข้ามา วุฒิสภาได้มีการเพิ่มเติมเข้ามาอยู่ ๒ ตําแหน่ง ตําแหน่งที่เรียกว่า นักกฎหมายนิติบัญญัติ และอีกส่วนหนึ่งคือตําแหน่งที่ชื่อว่า นักวิชาการรัฐสภา หัวใจที่สําคัญก็คือว่านอกจาก มีการเพิ่มเติมตําแหน่ง ๒ ตําแหน่งนี้ขึ้นมาแล้วยังกําหนดอัตราเงินเดือน เงินเพิ่มชัดเจนว่า จะต้องมีอัตราเงินเพิ่มไม่ต่ํากว่าอัตราค่าตอบแทนของนักกฎหมายกฤษฎีกา ก็เท่ากับว่า วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม ๒ ตําแหน่งนี้ และเขียนไว้ชัดเจนว่า ๒ ตําแหน่งนี้ต้องมีเงินเพิ่ม ไม่น้อยกว่ากฤษฎีกา กฤษฎีกาขณะนี้มีเงินเพิ่มโดยเฉลี่ยประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท ถึง ๔๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราดูในรายละเอียด ๒ ตําแหน่งนี้นะครับ ก็คือตําแหน่งที่ ๑ ใช้คําว่า นักกฎหมายนิติบัญญัติ ตําแหน่งที่ ๒ ใช้คําว่า นักวิชาการรัฐสภา นักกฎหมายนิติบัญญัติ กําหนดกรอบคร่าว ๆ ใน พ.ร.บ. นี้มีอยู่ ๓ ข้อ ก็คือต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านนิติศาสตร์ อันนี้เราเห็นด้วย ประเด็นที่ ๒ ต้องมีประสบการณ์ในเรื่อง การร่างกฎหมาย เราเห็นด้วย ประเด็นที่ ๓ คือต้องมีประสบการณ์ในการให้ความเห็น ทางกฎหมาย อันนี้เราเห็นด้วย และผมเชื่อว่าประเด็นนี้ในการกําหนดกรอบอัตราตําแหน่ง นักกฎหมายนิติบัญญัติผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนเห็นด้วยว่าจะต้องมีตําแหน่งนี้ ขึ้นมา และเขาควรจะมีค่าตอบแทนหรือเงินเพิ่มเทียบเคียงกับกฤษฎีกา เหมือนกับว่ารัฐสภาเรา จะเปิดสํานักกฤษฎีกาขึ้นมาของตนเอง ซึ่งผมว่าจําเป็นจะต้องมีนะครับท่านประธาน เพราะว่าเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติโดยตรง แต่ข้อกังวลใจคือตําแหน่งที่ ๒ ครับท่านประธาน คือตําแหน่งนักวิชาการรัฐสภา ถ้าดูกรอบคุณสมบัติในกฎหมายที่เขียนไว้ คือจะต้องเป็นคนที่ มีความรู้ มีประสบการณ์ทางด้านระบบนิติบัญญัติ คําถามถามว่าระบบงานนิติบัญญัติ กว้างมาก มันดูเหมือนกับเป็นตําแหน่งลอย ๆ ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถมากเหมือนกับ ตําแหน่งที่ชื่อว่า นักกฎหมายนิติบัญญัติ คําว่า ระบบงาน มันกว้างมาก จับอะไรไม่ถูก ใครก็ได้ที่เข้าใจระบบงาน ประเด็นที่ ๒ คือต้องมีประสบการณ์เรื่องรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ มันก็กว้างมากอีกเช่นกันที่ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะ และส่วนที่ ๓ คือจะต้องมี ประสบการณ์ทางด้านการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ยิ่งกว้างไปกันใหญ่ คือผมจึงเกิดความวิตกกังวลว่าการที่วุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมคําว่า นักกฎหมายนิติบัญญัติ มีเงินเพิ่มเทียบเท่ากฤษฎีกาเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เขียนว่า เพิ่มเติมตําแหน่งนักวิชาการรัฐสภา มีเงินเพิ่มเท่ากับกฤษฎีกา แต่ภาระการคัดเลือกคนเหล่านี้เข้ามาดูคุณสมบัติ ไม่ค่อยมีความชัดเจนเท่าไร ผมก็เลยมีความกังวลใจในตําแหน่งนี้ครับ ก็คือตําแหน่ง นักวิชาการรัฐสภา ดังนั้นในกรอบที่วุฒิสภามีการแก้ไขมาทั้ง ๔ ประเด็น จุดส่วนตัวผมเอง ผมมีข้อข้องใจอยู่ ๒ ประเด็น ก็คือในเรื่องการย้ายแท่งไปสู่ตําแหน่งบริหาร กับตําแหน่ง นักวิชาการประจํารัฐสภา ซึ่งมีความกังวลใจตรงนี้ จึงคิดว่าสภาอย่าเพิ่งใจร้อนที่จะผ่านตรงนี้ ไปเลยครับ ผมเชื่อว่าตั้งคณะกรรมาธิการประชุมร่วมสักครั้งหนึ่งแล้วเข้ามาอาจจะ ๓ วาระ เข้ามายืนยันอีกครั้งก็น่าจะจบครับ จึงคิดว่าสนับสนุนท่านวิรัตน์ว่าควรจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกัน ขอบคุณครับ