สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ไพจิต ศรีวรขาน หารือเรื่องการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ถอยทหารออกจากสถานการณ์การชุมนุม และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต้องถือว่าวันนี้ ผมภูมิใจที่พรรคมอบหมายให้ผมทําหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นักเรียนนอก หุ่นดี และเป็นความหวัง ของสภา แต่ว่าเสียใจครับ วันนี้ผมต้องให้ท่านอยู่ไม่ได้ ผมต้องไม่ไว้วางใจท่าน แล้วก็ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคเป็นแม่งานหลัก ในสงครามในการปราบปรามประชาชน ท่านประธานครับ การทําหน้าที่อันนี้ถือว่า เป็ นตัวแทนของปวงชนชาวไทย พี่น้องประชาชนเฝ้ำมองแล้วติดตามเรื่องนี้ ด้วยใจจดใจจ่อ เราวิกฤติอยู่ ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ วิกฤติประชาธิปไตยที่รุนแรงที่สุด ในรอบ ๒๐ กว่าปีที่ผมเป็นผู้แทนราษฎร บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย มีการซื้อการขาย เขาเรียกว่าฉกฉวยช่วงชิงตําแหน่ง มีโสเภณีการเมืองหลายเรื่อง วิกฤติในเรื่อง ประชาธิปไตยเท่านั้นยังไม่พอ มีวิกฤติในเรื่องของความยุติธรรม ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการชุมนุมของพี่น้องที่มาชุมนุม ตลอดช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ผมได้สัมผัสแล้วได้ศึกษาโดยใกล้ชิด เป็นการเติบโต ทางด้านความคิดเรื่องประชาธิปไตย ทางด้านความเป็นธรรมที่เขาได้สัมผัสตลอดช่วงเวลา ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนมาจนถึงยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่แหละครับ มันเกิดวิกฤติที่รุนแรง ประชาธิปไตยเสียหาย ความเป็นธรรมไม่มีมาตรฐาน หลายเรื่อง ที่มาถึงยุคอย่างนี้ ความจริงผมเสียดายประโยคที่ท่านบอกว่าวันที่ ๑๘ เย็น ท่านสมาชิก วุฒิสภาเขาทําหน้าที่เพื่อจะเชื่อมไม่ให้มีการปราบ ฆ่า ประชาชน ผมก็เฝ้ำหวังว่าจะได้ ยุติกันให้ได้ เอาใจช่วย ท่านประธานครับ ท่านก็ต้องทราบว่าเขาเจรจากัน ฝ่ายแกนนําบอก ยินดีอย่างยิ่งที่จะยุติการชุมนุม ท่านประธานวุฒิสภาก็ดีได้มอบหมายให้คณะทํางานไป ท่านประธานครับ นั่นเวลาหกโมงเย็นของวันที่ ๑๘ แต่ก็น่าเสียดายว่าท่านเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีบอกว่าหมดเวลา หมดเวลาแล้ว ๑๘.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๑๘ แปลว่า ได้เตรียมการที่จะปราบ ฆ่า ประชาชนไว้แล้วใช่ไหมถึงบอกว่าหมดเวลา ยังเหลืออีกตั้ง ๑๒ ชั่วโมง กระสุนยังไม่ได้ออกมา การกระชับก็กระชับด้านนอกครับ ยังไม่ได้เข้ามา ถึงเลือดถึงเนื้อกันเท่าไรนัก ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ดลใจให้ความอํามหิตโหดเหี้ยมที่มีอยู่ ในจิตในใจของท่านนายกรัฐมนตรีวันนั้น ผมว่าเราจะไม่เสียใจกันถึงวันนี้ ถ้าท่านบอกว่า เดินหน้าปรองดองเจรจา นั่นคือรูปธรรมที่ผมเสียดาย ไม่คิดว่าจะได้ยินบอกว่าเวลา การปรองดอง เวลาการเจรจาหมดแล้ว หมดตั้งแต่เหลืออีก ๑๒ ชั่วโมงที่ทหารเตรียม ยุทโธปกรณ์ทั้งหมดมา เตรียมที่จะปราบ ฆ่า การชุมนุมของพี่น้องประชาชน ผมเสียดาย เวลาแบบนั้นครับ ประชาธิปไตยและความยุติธรรมมันมีหลายมาตรฐาน นี่ฟังจากเขามา เขาเข้าใจหมดแล้วครับท่านประธาน เรื่องเขายายเที่ยงที่คนมีอํานาจบาตรใหญ่ยึด เขาเรียกว่าต้นนํ้าภูเขาแล้วบอกว่าไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนา ขณะที่คนจนจําคุก ๑๐ ปีอยู่ตีนเขา ยอดเขาบอกขาดเจตนา คนเขารับประทานข้าวเหมือนกันกับพวกเรา เขาก็คิดได้เขาไม่ได้กินหญ้า สังคมไม่มีมาตรฐาน ยึดสนามบิน ๒ ปีไม่มีการจับกุมคุมขัง ท่านมารายงานอยู่เรื่อยว่าสอบอยู่สอบแล้วสอบอีก แต่ว่าพอ นปช. ยึดถนนราชดําเนิน ไปแล้วเป็นผู้ต้องหา ๓ รอบ ๘ รอบ มันเป็นสิ่งที่คาใจคนทั้งหมด เขาแถลงนโยบาย อยู่ที่สภา รัฐบาลนี้ก็ไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ผิดอีก อยากทําอะไรก็ได้ ขอให้มีอํานาจแล้วทําได้ ผมถึงบอกว่าการมาชุมนุมที่ล้นหลามวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ยังใส่ร้ายดูหมิ่นเขาว่ารับจ้างมา การมาชุมนุมของคนส่วนหนึ่งที่มาจากทั่วทุกสารทิศ มากันแบบคนยากคนจนที่เสียสละมามหาศาลมาก แล้วก็เป็นความสมัครใจที่มา เพื่อต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ผมอยากกราบเรียนว่าถ้ามองโจทย์นี้ ไม่ออกก็คิดแต่ว่าเขารับจ้างมาทําเพื่อคนคนเดียวอยู่นั่น แล้ววันนี้ต้องเสียใจกัน ผมเสียดายว่าตรงนี้ต้องให้เข้าใจนะครับว่าเขามาแล้วก็ตลอดเวลามีด่านกั้นไม่รู้กี่ด่าน เข็มสักเล่มเดียวไม่มี ไม่มีอาวุธ แต่ที่ไปเอามาโชว์ไม่รู้ไปจัดหามาอย่างไร แต่ว่าเขามีมา เขาเรียกว่าข้าว มีอุปกรณ์เครื่องครัว เสื้อผ้าตัวสองตัว มาด้วยความตั้งใจ บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีขา อยากให้ยุบสภาเสีย อํานาจที่ท่าน ฉ้อฉลปล้นไปคืนให้เป็นอํานาจของประชาชนเท่านั้นแหละครับ ให้ก็ให้ ไม่ให้ก็อย่าเอาปืน ไปยิงเขา มันก็จบ ไม่เสียหาย ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าการชุมนุม โดยสงบและสันติ นั่นคือเสน่ห์ของระบอบประชาธิปไตย แต่วันนี้รัฐบาลภายใต้การนําของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เหิมเกริม ลุแก่อํานาจ ลุแก่อํานาจอย่างไร ท่านประธานครับ พยายามจะจัดสถานการณ์ ให้มันรุนแรงแล้วใช้กําลัง ใช้กฎหมายที่เข้มขึ้น เข้มขึ้น และเข้มขึ้น ผมฟ้ องตรงนี้เพราะว่า ผมเป็นคนยื่นกระทู้ถามว่าอย่าได้ทําอีก เอา พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรแล้ว ประกาศเอาสภา เอาบริเวณรอบ ๆ ซึ่งเป็นที่ใกล้ที่ประทับของ พระเจ้าอยู่หัวเป็นเขตควบคุมตาม พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ไม่เคยมีนะครับว่าเอาลวดหนาม เอาทหารมาล้อมสภา ๓-๔ กองร้อย กองพัน ผมเอาอันเก่ามาเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าวันที่ผมถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีเจ้าภาพใหญ่ นี่แหละมาตอบผมในสภา ไม่มี ทําตามกฎหมายความมั่นคง ผมบอกนี่แปลว่าจะทํา สถานการณ์ให้รุนแรงใช่ไหม ผู้แทนจะเข้ามาประชุม เขามีการประชุมรัฐสภา ก็เอาลวดหนาม เอาบังเกอร์ คอนกรีต เอาอะไรมากีดมากันมีทั้งหมดเลย ผ่านเฉพาะ ครม. ส.ส. ส.ว. นี่สถานการณ์ไม่มีอะไรนะครับ แต่พยายามยกระดับขึ้นมา วันที่เราประชุมสภาคือวันที่ ๗ ที่มีการประกาศยกระดับจาก พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็น พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตอนบ่าย ตอนเช้ามีการประชุม ครม. กันที่นี่ ที่ห้องงบประมาณนี่ท่านประธาน ผมก็ต่อว่าไปแล้ว ที่อื่นมีเยอะแยะ ประชุม ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ ก็ประชุมไปสิ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีชอบกรมทหารราบที่ ๑๑ ทําไมต้องมาประชุมที่สภาเช้า เพื่อยั่วยุ เพื่อให้พวกเสื้อแดงซึ่งอยู่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ มาล้อม มันก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันลําบาก ท่านประธานครับ ขณะที่เราประชุมอยู่ ท่านประธาน ก็อยู่ในห้องประชุม แล้วก็บอกว่าวันนี้มีการล้อมสภาแล้ว ผมก็ยังบอกว่า เอ๊ะ มาได้อย่างไร ขณะที่มาล้อมสภาโดยคนเสื้อแดง เขาโกรธเรื่องไปตัดสัญญาณพีเพิล แชนแนลโทรทัศน์ ที่เขาสื่อถึงประชาชนอยู่ ก็เลยอยากถามเท่านั้นแหละ มาตามกรอบวิธี ไม่ได้มีความรุนแรง อะไร ก็มีการสร้างสถานการณ์ ผมเดาว่าที่มาประชุมยั่วยุอยู่ตรงนี้เพื่อสร้างสถานการณ์ ให้มันวิกฤติ ที่สุดแล้วก็จริง ๆ ได้เรื่อง มีพวกเตรียมการมาโยนระเบิดขึ้นไปในรถประชาสัมพันธ์ ตรงนี้คือคุณอริสมันต์ถือระเบิดมาโชว์ ผมขออนุญาตแล้วท่านประธาน ไม่ได้มีอาวุธเลย คนถืออาวุธกลายเป็น ส.ส. พรรคท่านนายกรัฐมนตรี อาวุธสงคราม พวกผมไม่ค่อยมีความรู้ มันเป็นอูซี่ (UZI) เขาว่าอย่างนั้นนะครับ อูซี่ ไม่รู้อะไรหรอกครับ แต่ว่าอาวุธสงครามร้ายแรง แน่นอน แล้วไม่เคยมี ส.ส. เอาอาวุธเข้ามาในสภา