สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ชี้แจงกรณีที่สมาชิกสภาใช้อำนาจปิดกั้นสื่อ โดยกล่าวหาว่าสมาชิกสภาใช้อำนาจปิดกั้นสื่อในบางกรณี แต่รัฐบาลใช้อำนาจตามกฎหมายในการปิดกั้นสื่อที่ปลุกระดมและบิดเบือนข่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตท่านประธานได้ชี้แจงกรณีที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายพาดพิงถึง การทําหน้าที่ของผมใน ๒ ส่วนด้วยกัน ซึ่งถ้าไม่ชี้แจงแล้วก็อาจจะเกิดความเสียหายได้

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปได้พาดพิงถึงผม และท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้มีดําเนินการในลักษณะที่เป็นการแทรกแซงสื่อสารมวลชนมากที่สุด มีการพาดพิง ถึงเรื่องของรัฐบาล รวมทั้งถึงเรื่องของการปิดกั้นสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก หลายท่านในฝ่ายค้านได้อภิปรายนับแต่ตอนเช้ามาแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ที่มีการพาดพิงถึงก็คือกรณีของช่อง ๑๑ ที่มีเพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ก็ลุกขึ้นมาพูดในทํานองว่ามีข้อความในทํานองที่ว่าอาจจะเป็นการไปให้ร้าย กับ ส.ส. พรรคเพื่อไทยว่าไปสร้างความแตกแยกเหล่านี้เป็นต้น รวมถึงกรณีเมื่อเช้านี้ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้ลุกขึ้นพูดว่าสัญญาณช่อง ๑๑ จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ไม่ดี และผมเองก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงกับสภานี้ว่าจะไปตรวจสอบ ซึ่งบัดนี้การตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงถือโอกาสนี้ที่จะต้องกราบเรียนชี้แจงเบื้องต้นในประเด็นที่ทําให้เกิดความเสียหาย โดยใช้เวลาสั้น ๆ ครับ

ประเด็นแรกสุด ก็คือกรณีที่ท่านกล่าวหาผมว่าไปปิดกั้นแทรกแซงสื่อนั้น ผมเรียนท่านประธานว่านโยบายของรัฐบาลนี้ตั้งแต่ต้นที่ประกาศมาก็คือการให้สื่อมีเสรี มีความสมดุล และมีความรับผิดชอบ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้ให้สื่อแต่ละช่อง หรือแต่ละแขนงนั้นได้ทําหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เขาเป็นวิชาชีพที่มี จรรยาบรรณและมีสํานึกในวิชาชีพและหน้าที่ของเขา รัฐบาลไม่เคยก้าวเข้าไปแทรกแซง หรือปิดกั้นสื่อสารมวลชนใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การปฏิบัติต่อสื่อสารของรัฐก็เช่นเดียวกัน ที่เพื่อนสมาชิกกล่าวหาว่ารายการช่อง ๑๑ ที่มีการใช้ภาษาถิ่นอย่างภาษาอีสานเคยไปดูบ้างหรือไม่ ผมกราบเรียนว่าทุกรายการนั้น ถ้ามีการใช้ข้อความที่เป็นเท็จแล้วก็ทําให้เกิดความเสียหายสามารถดําเนินการฟ้ องร้อง ทางกฎหมายได้ทุกรายการครับ และทุกรายการก็เป็ นความรับผิดชอบของผู้จัด ในการนําเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีต่อพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลได้ยืนยันว่าการนําเสนอ ข่าวสารทั้งหลายนั้นสื่อสารมวลชนของรัฐมีหน้าที่ในการที่จะเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง สู่พี่น้องประชาชน ก็ต้องยอมรับครับท่านประธานครับว่าเหตุที่สื่อของรัฐจะต้องทําหน้าที่ อย่างหนักในช่วงระยะเวลาทั้งก่อนการชุมนุมและเมื่อชุมนุมแล้วมีการประกาศ พระราชกําหนดออกไปนั้น ได้มีการใช้สื่อสารมวลชนบางแขนงเป็ นเครื่องมือ ในการปลุกระดมทางการเมือง มีทั้งการใช้ข้อความที่เป็นเท็จ มีทั้งการกระทบต่อ สถาบันเบื้องสูง มีทั้งการเรียกร้องคนให้มาดําเนินการไปเผาตรงนั้นไปเผาตรงนี้ หรือกระทั่ง หยิบอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เหล่านี้เป็นต้น รัฐบาลเองได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดําเนินการไปตามอํานาจหน้าที่มาโดยตลอด แต่กลุ่มบุคคลที่ใช้สื่อเหล่านั้นก็ยังไม่หยุดครับ ก็มีการใช้สื่อในการปลุกระดมมาตลอด จนกระทั่งช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วก็มีประกาศของ ศอฉ. ออกมา เป็นการใช้อํานาจ ตามกฎหมายก็คือตัวพระราชกําหนดที่กําหนดว่า ในสถานการณ์ที่เป็นการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นสามารถที่จะใช้อํานาจ ห้ามไม่ให้มีการเสนอข่าวสารที่ทําให้เกิด การปลุกปั่น บิดเบือน ปลุกระดม ทําให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรง ต้องยอมรับในขณะนั้นมีสื่อบางแขนงที่ไปถ่ายทอดเวทีการชุมนุม ที่ราชประสงค์ ซึ่งเป็นเวทีที่ศาลแพ่งก็มีคําสั่งว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและไม่ได้รับ การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบและได้รับความคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ ถ้อยคําหลายประการบนเวทีที่มีการถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะผ่านวิทยุชุมชน ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบางช่อง และผ่านทางสถานีโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ (UHF) ซึ่งเป็นระบบที่ผิดกฎหมายต้องขออนุญาต กทช. เท่านั้น มีถ้อยคําในลักษณะที่เป็น การปลุกระดม เช่น ตั้งค่าหัวนายกรัฐมนตรี ตั้งค่าหัวรองนายกรัฐมนตรี มีการถ่ายทอดสด การไปเทเลือดตรงนั้นตรงนี้ มีการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง หลายครั้งที่เป็นลักษณะ ของการที่ชี้นําให้มีการกระทําความผิด เช่น ไปเผาศาลากลาง หรือแม้แต่เข้าไปเผาในห้าง เหล่านี้เป็ นต้น เมื่อเหตุการณ์เป็ นเช่นนั้นอํานาจตาม พ.ร.ก. ก็สามารถที่จะใช้ ในการดําเนินการไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเช่นนั้นได้ แต่การกระทําลักษณะนี้ไม่มี การเลือกปฏิบัติว่าทําไมไม่ปิดของฝ่ำยนั้นไปปิดของฝ่ำยนี้ ท่านใช้คําว่าปิดเรียบนี่ ไม่ได้เป็นความจริงหรอกครับ ถ้าไม่มีการกระทําความผิดแล้วก็ไม่มีการดําเนินการหรอกครับ แต่ที่ทําเพราะมีการกระทําความผิด และเป็นความผิดตามกฎหมาย พระราชกําหนดนี้ ความจริงก็ผ่านในยุคซึ่งรัฐบาลที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั่นแหละเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ใช้อํานาจตามกฎหมายนั้น ซึ่งสภานี้ก็รับรองไปแล้วโดยทุกประการ และไม่มีการเลือก ปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น