วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในเรื่องการสั่งทหารใช้อาวุธสงครามปราบปรามประชาชน ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย และการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเมือง โดยวิพากษ์วิจารณ์การใช้กำลังในการสลายการชุมนุมและผลที่ตามมา และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหาตัวผู้ที่ยิงน้องเกษมาให้ได้
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ วันนี้สภาแห่งนี้กําลังอภิปรายเพื่อซักฟอกรัฐบาล โดยทําหน้าที่ ในการถอดถอนสิ่งที่รัฐบาลได้กระทําต่อประชาชนและสิ่งที่รัฐบาลได้เคยกล่าวอ้าง ในการแถลงนโยบายไว้ ขออนุญาตนะครับท่านประธาน ก่อนที่ผมจะเข้าสู่เนื้อหา ผมเองเรียนว่าส่วนตัวนั้นกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์รู้จักกันมาก็เป็นเวลานานครับ ตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์ แล้วท่านเองก็รู้นิสัยผมว่าทําอะไรแล้วก็ทําจริง พูดจริง ส่วนท่านเองนั้นผมก็ชื่นชมท่าน เพราะตัวท่านเองนั้นเติบโตมาในชาติตระกูลที่สูงส่ง แล้วก็ ทํางานด้านการเมืองเป็นความโชคดีของท่าน ผมเคยพูดเอ่ยครั้งหนึ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็ นนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ท่านรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี แล้วท่านจะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี ในอดีตที่ผมพูดนั้นในขณะที่ไปงานพระราชทานเพลิงศพที่จังหวัดนนทบุรี ขออนุญาตนะครับ ตรงนั้นท่านก็ยังจําได้ แล้วพอมาวันนี้สิ่งที่ผมเคยบอกกับท่านไว้ว่าการกระทําบางสิ่งบางอย่าง ที่ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวนั้นท่านเองไม่ได้กระทําอย่างที่ผมกล่าวไว้ และผมเองก็ไม่ได้มี สิ่งที่จะต้องไปอาฆาตแค้นกับท่าน แต่ผมขอใช้เวลาและเวทีตรงนี้ในฐานะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทําหน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขออนุญาตท่านประธาน ผมขอกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีในข้อกล่าวหา จากข้อ ๒ ท่านละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอย่างร้ายแรง การสั่งทหารให้ใช้ อาวุธสงครามปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ และมีผู้เสียชีวิตตอนนี้ ๙๐ ศพแล้วครับ บาดเจ็บอีกจํานวน ๑,๘๘๕ คน
อีกข้อหนึ่งคือลุแก่อํานาจ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเมืองของตนเอง โดยไม่สุจริตและเลือกปฏิบัติเช่นการประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่มีเหตุผลและเงื่อนไข
อีกข้อหนึ่ง ปิ ดความผิดจากการสลายการชุมนุมเข้าไปสู่คดีพิเศษ โดยโยนความผิดทั้งหลายให้กับบุคคลอื่น
ที่กล่าวมานั้นขออนุญาตท่านประธานครับ ผมจะลําดับเหตุการณ์ แต่ท่านประธานครับ เมื่อกี้นี้มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าการสื่อสาร การปิดกั้นสื่อขณะอภิปรายนี้ สื่อที่เคยตกลงกันว่าจะถ่ายทอดรู้สึกว่าค่อนข้างมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธาน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและผู้รับผิดชอบให้ช่วยดูสื่อสักนิดหนึ่งครับ
ท่านประธานครับ การกระทํานี่ทุกคนทราบ คนที่ได้รับผลกระทําวันนี้ ทั้งคนตาย คนเจ็บ เห็นชัดครับ ผมเรียนว่าสภาแห่งนี้มีการประชุมกันหลายครั้ง ก่อนที่จะ มีการชุมนุมที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมาในปีนี้เรามีการพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ ตั้งแต่วันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒ แล้วก็ขอใช้สภาแห่งนี้ในการแก้ไขปัญหา แต่ผลปรากฏว่าสภาก็ไม่ได้รับในสิ่งที่พวกเราต้องการ และมิหนําซํ้าการกระทํา บางอย่างนั้นดูเหมือนว่าลูบหน้าปะจมูก ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒ ท่านประธานทราบไหมครับว่าคณะกรรมการชุดหนึ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองขอให้มีการพูดอภิปรายในสภาจนไปสู่การตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อดูแลในเรื่องของการสลายการชุมนุม ผมพยายามทวงถามครับว่าเอกสารเหล่านี้ ที่ผมถืออยู่นี้เป็ นเรื่องของการรวบรวมและพิจารณาถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น พวกเราถกเถียงกันครับว่าเหตุการณ์จริงหรือไม่จริง เหมือนวันนี้ละครับ ที่กําลังพูดว่าจริงหรือไม่จริง กําลังหักล้างกัน แต่สมาชิกที่เป็นคณะกรรมการ รวมถึง กลุ่มคนที่เป็นอิสระในคณะกรรมการชุดนี้ได้ทําหน้าที่ในการจัดการชําระในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏชัดครับว่าสภานี่ผมทวงถามว่าจะรายงานได้อย่างไร ไม่มีคําตอบครับ มีแต่คําตอบจากประธานชัยว่าท่านส่งหนังสือเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่บอกให้บรรจุก็ไม่มีสิทธิที่จะบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้ามา นี่เป็น เนื้อหาที่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ทั้งในเรื่องเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในส่วนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ดินแดง ที่ทําเนียบรัฐบาล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏชัด รวมถึงการเอารถแก๊สเข้ามา การเผารถเมล์ ล้วนแล้วแต่มีการสืบเสาะหลักฐาน แล้วก็มีบางส่วนที่เป็นพยานในเรื่องของ การตาย มีถึงเอกสารในเรื่องของการเสนอแนะวิธีการแก้ไขกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่เป็นประการแรกครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้ให้ความสําคัญสนใจอย่างเต็มที่ อย่างที่ท่านแถลงไว้ว่าจะทําให้เกิดความสมานฉันท์ในประเทศนี้
ส่วนต่อมาครับท่านประธาน การเกิดเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๒ จนถึงวันนี้ แล้วมีการสลายการชุมนุมวันที่ ๑๙ พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าวันที่มีการชุมนุมนั้นทุกคนมาชุมนุมด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ หวังให้ประเทศนี้ มีระบอบประชาธิปไตยที่ดี หวังให้มีมาตรฐานเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่มีทั้งคนในกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัด วันนั้นถ้าจะเปรียบเทียบว่าคนเหล่านี้สวมใส่เสื้อแดงมาชุมนุมกัน ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เพราะการชุมนุมที่ผ่านมานั้นไม่มีแม้แต่อาวุธที่ปรากฏชัดเจน ในรายงาน แต่ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันไม่มีใครที่พกพาอาวุธมา ผมพูดได้เลยครับกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศอยู่ ๆ มีการชุมนุมภายใต้ การประกาศ พ.ร.บ. ของท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในมาตรฐาน อย่างที่ท่านว่า แต่ปรากฏชัดว่าประชาชนเองนั้นไม่ได้ทําอะไรเลยครับ ท่านไปขอใช้กําลัง เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน อยู่ ๆ ก็บอกว่าใช้กําลังแล้วครับ จะใช้พื้นที่ จะขอพื้นที่คืน ผมอยู่ในเหตุการณ์ในช่วงนั้น ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าจากภาพที่เห็นนี่นะครับ นี่เป็นภาพของการชุมนุม จะเห็นว่าภาพนี่ประชาชนไม่ได้บ่งบอกเลยว่ามีความรู้สึกอย่างไร มีการพูดคุยกัน มีการสันทนาการกัน และมีสิ่งที่ตอบรับคือประชาชนส่วนใหญ่นั้น ในกรุงเทพมหานครเห็นกับคนที่ชุมนุม แต่เมื่อมีการสลายการชุมนุมวันที่ ๑๐ เมษายน เกิดขึ้นปุ๊ บ ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีการใช้กําลังเข้ามา มีการเจรจากันอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวบอกว่าใช้แบบวิธีการมาตรฐานในการสลายการชุมนุม ใช้จากเบา ไปหาหนัก ผมไม่ทราบหรอกครับ หรือใช้จากหนักไปหาเบาไม่ทราบ เพราะว่าต้องใช้ นํ้าฉีดก่อน แต่เดี๋ยวนี้ยิงก่อนแล้วใช้นํ้าฉีดทีหลัง มันกลายเป็นว่ากลับหลังกัน เอาหนัก แล้วไปหาเบา ขออนุญาตท่านประธานว่าขณะที่มีการสลายการชุมนุมบอกได้เลยครับยังมี คนเจ็บ มีคนตาย ๒๖ ศพ ที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ บริเวณสี่แยกคอกวัว บริเวณถนนตะนาว บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันบอกไม่ได้หรอกครับว่าคนที่ตายวันนี้ตายไปแล้ว พูดไม่ได้หรอกครับ คนตายพูดไม่ได้ แต่คนที่อยู่นี่ต้องทําความจริง ต้องมาทวงถาม ความจริง นี่คือภาพที่ชุลมุนกันครับ เฮลิคอปเตอร์ท่านบอกว่าไม่ใช่ บินสูง บินตํ่า ผมไม่ทราบ แต่บินแล้วทิ้งระเบิดเพลิงหรือจะเรียกว่าระเบิดอะไรก็ตามแต่มีควัน ผมอยู่ในเหตุการณ์ ผมต้องวิ่งเอาตัวรอดพร้อมกับผู้สื่อข่าว ซึ่งจริง ๆ แล้วภาพนี้ปรากฏ ออกไปทั่วแล้ว แต่ที่เอามาชี้ชัดให้เห็นว่ามาตรฐานหรือครับ มาตรฐานอันแรกที่ท่านบอกว่า เป็นการสลายการชุมนุมอย่างถูกต้องตามหลักสากล ส่วนคนที่ตายตายเพราะกองกําลัง ที่ผมกําลังถืออยู่นี่ ท่านเห็นไหมครับ ภาพรถถังที่เคลื่อนกําลังออกมา ภาพอาวุธ ประชาชนมาห้อมล้อมรถถังขอร้องอย่าไปทําอะไรคนที่ชุมนุม แล้วก็มีการจับอาวุธ มีภาพอาวุธต่าง ๆ ที่จับออกมาแล้วเอามาคืนให้กับตํารวจที่ขอคืนไปให้กับฝ่ายทหาร รวมถึงรถยานเกราะที่ถูกถอดเป็นชิ้น ๆ
ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมากับการกระทําที่เรียกว่ารัฐบาลเอง เป็นคนกําหนดหรืออย่างไร ภายใต้ที่ท่านเรียกว่า พ.ร.บ. ของท่าน สิ่งหนึ่งนั้นผมเชื่อว่า ประชาชนเองคงคาดไม่ถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองมาจากประชาชนเหมือนกับผม แต่ท่านกล้าทํา ผมชมเชยท่านครับว่าท่านมีความกล้ามากกว่าสมัยที่ผมรู้จักกับท่าน ท่านดูครับ รถถัง อาวุธที่ยึดมาได้และคืนกลับไปให้กับตํารวจเพื่อส่งมอบให้กับทหาร มันก็เป็นเงินภาษีของประชาชน สิ่งนี้จะบอกว่าไม่ใช้อาวุธไม่ได้ ทหารออกมาจํานวนกี่กองพล กองกําลังเท่าไร พื้นที่ที่ปิดล้อมมีเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิต ผมขออนุญาต บอกกล่าวครับว่าการกระทําอย่างนี้ไม่ชอบ แล้วก็เป็นวิธีการกระทําที่ไม่ควรในประเทศ ที่เขาเจริญแล้ว มีประชาธิปไตย ท่านเห็นไหมครับ ถืออาวุธปืน นี่ทหารทั้งนั้นนะครับ หรือไม่ใช่ ชายชุดดําหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมมองว่าเป็นกองกําลังติดอาวุธ ทหารทั้งนั้น อาวุธเอามาทําไมครับ อาวุธมาสู้กับประชาชนหรือ ท่านนายกรัฐมนตรีเองบอกว่า จะไม่ทําร้ายประชาชน แต่ท่านพูดบอกว่าจะเอาชัยชนะ คําว่าเอาชัยชนะนี่เอาชัยชนะ กับใครครับ ท่านพูดตอนหนึ่ง ผมยังสงสัยว่าเอาชัยชนะกับผู้ชุมนุมหรือกระทําอะไร เป็นประเด็นปัญหานะครับส่วนนี้ ส่วนหนึ่งนั้นเมื่อมีคนตายญาติพี่น้องเขาคิดอย่างไรครับ ถ้าญาติพี่น้องของทุกคนที่เสียชีวิตไปจากการชุมนุมเขาคงไม่สบายใจ รวมถึงคนที่ตาย แล้วไม่สามารถที่จะพูดได้ว่าใครเป็นคนยิง แล้วก็ยังมีผู้ที่บาดเจ็บอีกจํานวนมาก ถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคิดอย่างไร ผมตอบแทนไม่ได้หรอกครับ เพราะคนละสมอง คนละความคิด แต่ผมจะเรียนว่าก่อนหน้านี้ที่จะมีการตายนี่ท่านตรึกตรองหรือยัง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะนําเรียนผมมีความพยายามนะครับที่จะบอกกล่าวว่า ได้พยายามติดต่อไม่ให้เกิดการสลายการชุมนุมอย่างที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายน เพราะคนที่ตายผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไปรับศพ พ่อแม่พี่น้องเขาเสียใจมาก คนที่บาดเจ็บ ผมไปเยี่ยมเขาก็ไม่อยากให้เกิด บางคนทุพพลภาพไปแล้ว ท่านประธานครับ ภาพต่าง ๆ มันสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนและสิ่งที่เกิดขึ้นผมพยายามติดต่อกับคนในฝ่ายของ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ผมติดต่อกับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสุขุมพันธุ์ ก่อนที่จะ ติดต่อกับท่านนั้นได้โทรศัพท์ติดต่อถึง ๒-๓ รอบ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นคนดีจริง ๆ ครับ ไม่ใช่มาแกล้งชมนะครับ ท่านถือว่าประชาชนคนกรุงเทพมหานคร กับคนที่มาชุมนุมนั้นจะมาจากต่างจังหวัดก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ท่านให้เอารถสุขา เอานํ้า เอาสิ่งที่อํานวยความสะดวกแม้แต่เวชภัณฑ์ยาไปดูแล ผมชื่นชมท่านตรงนั้น แต่วันก่อนนี้มีคนมาทวงบอกว่าสิ่งที่เสียหายไปกับการชุมนุมเป็นตัวเลขสูง ผมชักมองว่า การชุมนุมกับการสูญเสีย ในเรื่องของการมาช่วยบริการท่านบอกตัวเลขได้ครับ แต่ตัวเลข ต้องเป็ นข้อเท็จจริงนะครับ ผมขออนุญาตนะครับ ผมจะเปิ ดเผยตรงนี้ครับว่า ความพยายามของผม ผมได้พูดคุยกับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสุขุมพันธุ์ จนกระทั่งท่านเองลงไปอยู่ในพื้นที่ของการชุมนุม นี่ครับภาพท่านสุขุมพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายนท่านไปอยู่หลังเวทีการชุมนุมไปดูไปสอบถามกับแกนนําว่ามีอะไรไหมที่เป็นปัญหา เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครแต่ไม่เกี่ยวกับการดูแลในเรื่องของกําลังต่าง ๆ หรืออํานาจ ในเรื่องของการปกครองตรงนั้นเพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่เหมือนกับเป็นแม่บ้านละครับ สิ่งหนึ่ง ณ วันนั้นก็ได้มีการบอกกล่าวขอบคุณท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งได้บอกให้ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครช่วยสื่อไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่อยากให้เกิดปัญหา ซํ้าซ้อนเหมือนครั้งที่แล้วในเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน แล้วบอกว่า ช่วยดูแลประชาชนด้วย อย่าให้มีการเสียชีวิต ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับเรื่องไปครับ
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ก็มีการนัดหมายครับ ที่โรงแรมโฟร์ ซีซัน (Four Season) ขออนุญาตนะครับ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ผมก็นัดณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปพูดคุยกัน ก็ได้มีการคุยกันแล้วบอกว่าจะรับข้อเสนอ ดังกล่าวจากเมื่อวานนี้ที่ไปหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี แต่ยังรู้สึกไม่สบายใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะว่าอย่างไร เพราะช่วงนั้นยังไม่ถึงกับว่าจะมีการเชื่อมกันได้โดยตรง แต่ก็จะรับข้อเสนอในเรื่องของวิธีการที่จะทําอย่างไรให้สถานการณ์ดีขึ้นและสามารถ ที่จะคลี่คลายไปสู่ภาวะปกติ นั่นก็คือการทําแผนโรดแมพ (Roadmap) นี่คือคําพูด ในวันที่ ๒๒ ที่รับไป พอมาครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายนก็ได้รับการติดต่อมาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเรียนว่าไปพบที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม เพราะใช้สถานที่ที่โรงแรมไม่ได้แล้วครับ เพราะเป็นสถานที่ปิดล้อม โรงแรมต่าง ๆ ปิดหมดครับ แล้วก็มีการอยู่บนตึกเต็มไปหมดครับ ทหาร หรือมือปื น หรือนักแม่นปื น อะไรก็ตามครับแล้วแต่จะเรียก เราก็ไปคุยกัน ที่วัดปทุมวนาราม การเจรจาตรงนั้นเริ่มดีขึ้นครับ ก็มีการพูดคุยกันแล้วบ่งบอกเวลาว่า จะหารือเรื่องเวลาหลังจากพูดเรื่องรายละเอียด ทางณัฐวุฒิก็บอกว่าจะฝากเวลา ที่เหมาะสมในการยุบสภาไปให้ แล้วไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรีคือ ๑ เดือนยุบสภา บวกกับการเลือกตั้งไม่เกิน ๖๐ วันก็คือภายใน ๓ เดือน โดยท่านนายกรัฐมนตรีเองถ้ารับ เงื่อนไข ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อยู่ในช่วงรักษาการเวลาเลือกตั้ง เท่านั้นเองครับ การเมืองก็จะคลี่คลายออกไปได้ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็รับเรื่องไปแต่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะฝากไปยัง นปช. ว่าให้ขยับแนวร่นที่บริเวณ รั้วอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖ ร่นเข้าไปจนถึงถนนใกล้ ๆ คือถนนสารสิน ทางณัฐวุฒิก็รับเรื่องไป จากนั้นผมมาหลังเวทีก็มีพวกทูตานุทูตมาเยี่ยม คุณวีระ มุสิกพงศ์ ขึ้นไปแถลงข่าวว่า ทูตต่าง ๆ มาเยี่ยมเพราะความเป็นห่วงกลัวเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมทั้งบอกกล่าวว่า ในช่วงนี้ได้เสนอเงื่อนไขให้กับทางรัฐบาล เพราะทูตเขาถามว่าช่วงไหนเหมาะสม ก็บอกว่า ๑ เดือนถ้ายุบสภา บวกอีก ๒ เดือนในระหว่างการจัดการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมก็ตกใจเหมือนกันครับ เกรงว่าสิ่งที่เจรจานั้นมันกลายเป็นการไปบอกกล่าวอยู่บนเวทีของ นปช. กลัวว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองนั้นไม่อยากจะพิจารณาข้อเสนอนี้ นี่ผมคิดไปเองนะครับ พอมาครั้งที่ ๔ วันที่ ๒๔ เมษายน ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็นัดมาอีกทีหนึ่ง เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ นาฬิกา ผมจําได้ว่าวันนั้นท่านไปเข้าเฝ้ำมา แล้วท่านก็บอกว่า มีข่าวมาบอก ท่านณัฐวุฒิเองก็บอกว่าเป็นข่าวดีหรือเปล่า แต่ส่วนของณัฐวุฒิเองนั้น บอกว่าจะรับไปร่นแนวร่นนั้น ท่านบอกว่าจะดําเนินการให้ ข่าวที่ว่าคือข่าวอะไรครับ ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบอกว่าไม่สามารถที่จะติดต่อประสานงานในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองสั่งให้ชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วปรากฏออกมามี เมสเสจ (Message) ขึ้นครับ ถ้าใครรับเมสเสจ ท่านเลขาธิการกอร์ปศักดิ์บอกว่า ไม่รับเจรจาในเรื่องดังกล่าวเพราะมีคนที่ดําเนินการเจรจาแทนอยู่แล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องแปลก การต่อรองย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เมื่อไม่มีคนเจรจาก็แสดงให้เห็นว่ามีการตัดขาด ในเรื่องดังกล่าว ผมเองมีความพยายามครับ เคยโทรหาท่านศิริโชค โสภา ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านอยู่ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ ท่านนายกรัฐมนตรีประชุมอยู่ ผมบอกว่าท่านศิริโชคมีใครไหมพอที่จะเชื่อมตรงนี้ เดี๋ยวบอกจะเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วจะต่อกลับ ไม่ได้ต่อกลับ ผมคุยกับท่านกอร์ปศักดิ์ถึงประเด็นปัญหานี้เขาบอกว่ามีคน ทําเรื่องนี้อยู่แล้วไม่เป็นไร แต่ก่อนหน้าวันที่ ๒๑ เมษายนนี่ผมพบกับท่านนายกรัฐมนตรี กําลังรับประทานอาหารอยู่ เวลาประมาณบ่ายโมงเศษ ๆ ผมบอกว่าขอเวลาท่านนายกรัฐมนตรี สัก ๕ นาที พบเป็นการส่วนตัว ผมเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีตรง ๆ วันโน้น ท่านครับ ท่านมีความรู้สึกอย่างไรกับการตายของประชาชน ท่านใช้การสลายการชุมนุม มีใครสั่งท่านหรือเปล่า ท่านบอกไม่มี ผมบอกว่ามีใครบงการหรือเปล่า ท่านบอกไม่มี แต่ผมขออนุญาตว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นผมไม่เชื่อ ท่านประธานครับ ขณะวันนี้มีผู้ตาย มีผู้บาดเจ็บ การประสานงานค่อนข้างแย่ การต่อรองเรื่องเวลาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมไม่สบายใจ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีใครหรอกครับที่บอกว่าสถานการณ์อย่างนี้ นี่ประชาชนเองเป็นเครื่องมือหรือเปล่า นปช. พูดเองครับว่าถ้ามีการสลายการชุมนุม แล้วมีการพูดคุยกันก็สามารถที่จะพูดคุยกันได้ ท่านเองเป็นรัฐบาลเองท่านมีอํานาจ เวลาท่านต่อรองท่านจะตัดเชือกโดยไม่อยากให้เขาพูดต่อ และท่านมักจะบอกว่าเดี๋ยว นปช. เปลี่ยนไปวัน ๆ หนึ่ง แต่ผมมองว่าการที่รัฐบาลเองได้กระทําบางสิ่งบางอย่างนั้น มีการพูดคุยกันหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่สิ่งหนึ่งในสภาแห่งนี้ผมได้ตั้งกระทู้ถามสด ๓ ครั้ง เพื่อสอบถามการตายเมื่อวันที่ ๑๐ ท่านก็ไม่ตอบ โดยอ้างเหตุ ครม. ว่าเป็นการประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็ไม่สมควรที่จะมาตอบเพราะอาจจะ มีเรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิธีการ ส่วนคุณหมอชลน่านขออนุญาตเอ่ยนามได้ยื่น ญัตติด่วนเหมือนกัน เพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาดูในเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้รับคําตอบ บอกว่าไม่อยากใช้สภาหรือไม่ทราบ เพราะการกระทําอย่างนั้นมันก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน คือรัฐบาลเองไม่พยายามที่จะใช้สภา ไม่พยายามที่จะใช้อะไรเลย แม้แต่เครื่องมือที่มีอยู่ มิหนําซํ้าวันที่ ๑๙ ไปยื่นหนังสือกับ ส.ว. แล้วนี่ ก็บอกให้หยุดเถอะครับอย่าเพิ่ง เข้ากระชับวงล้อมเลย อย่าเพิ่งขอพื้นที่เลย ท่านก็ไม่ฟัง จนเป็นเหตุให้เกิดการตาย ณ วันนี้ ๙๐ ศพกับคนอีกจํานวน ๑,๘๘๕ คน
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตคนที่ตายพูดไม่ได้ ญาติพี่น้องเขาก็ บอกว่าช่วยหาข้อเท็จจริงในการตาย ขนาดผมเอาศพไปสวดนี่ย้ายจากอนุสาวรีย์ไปสู่วัด วัดยังไม่ปลอดภัยเลยครับ วัดหัวลําโพงนี่สวด ๆ อยู่ยังต้องขอย้ายเลยครับไปเก็บอีกทีหนึ่ง ศพเหล่านี้ญาติพี่น้องเขาไม่เชื่อหรอกครับว่าการชันสูตรพลิกศพจะกระทําโดยความชอบ หรือไม่ชอบ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่เขาระแวง มีคนที่ตายเป็นจํานวนมาก แล้วบอกว่า ตายด้วยอาวุธสงครามหรือไม่ ผมขออนุญาตท่านประธาน เช่น นายสวาทเขาบอกว่า ถูกยิงศีรษะด้านบนข้างขวาทะลุขมับซ้าย คุณวัฒนชัย ผมไม่อ่านนามสกุลถูกยิงหน้าอกซ้าย ทะลุหลัง คุณทศชัยถูกยิงหน้าอกซ้ายทะลุหลัง คุณจรูญถูกยิงเข้าไขสันหลังด้านหลังตาย คุณวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า นี่คือคนตายผมไม่อ่านหมดหรอกครับ แต่บอกว่าเขาตายโดยอาวุธกระสุนปืนทั้งหมดที่ได้รับรายงานจากสถาบันนิติเวชวิทยา ซึ่งก็ถือว่าเชื่อถือได้ แต่คนที่อยู่ล่ะครับตอนนี้ถูกดําเนินคดี แล้วมีคนเจ็บอีกจํานวนมาก ขออนุญาตท่านประธานครับ ไม่ได้ลบหลู่คนที่ตาย ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านทราบไหมคนที่ตายพ่อแม่พี่น้อง ญาติเขา คนรู้จักเขา รู้สึกอย่างไรกับการตายของเขา ผมไม่ได้ลบหลู่แต่ขออนุญาตตรงนี้เพื่อบอกกล่าวว่าคนที่ตาย เช่น นายวสันต์ ภู่ทอง เกิดเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๑๔ อายุ ๓๙ ปี มีภรรยาชื่อ นางสาวอุ้มพร กาญจน์เพียร มีบุตร ๒ คน ชื่อ นายสนธยา ภู่ทอง อายุ ๑๗ ปี และนายสราวุธ ภู่ทอง อายุ ๑๕ ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๑๖๑ หมู่ที่ ๖ ตําบลแพรกษา อําเภอเมืองจังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรของนายไสว นางเจริญ ภู่ทอง มีพี่น้อง ๗ คน ชาย ๓ คน หญิง ๓ คน นายวสันต์ เป็นบุตรคนที่ ๖ และเรียนจบ ม. ๖ ที่บ้านตําหรุ ถามว่าภาพนี้ คุณวสันต์ที่เสียชีวิตไป อาศัยอยู่กับแม่และพี่สาวมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า มีรายได้เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นหลักของครอบครัว และจะต้องเลี้ยงดูให้การศึกษากับบุตรอีก ๒ คน นายวสันต์ เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านคลองสาม เป็นรองประธานประชาคม หมู่ที่ ๖ อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายวสันต์เป็นคนอ่อนน้อม ไม่ชอบความรุนแรง แต่สนใจการเมือง ได้ร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยมาโดยตลอด วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกา นายวสันต์ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงที่ศีรษะและร่างกายอีก ๒ จุด ซึ่งถูกยิงที่ศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้าด้วยอาวุธปืนสงครามเสียชีวิตทันที ซึ่งก่อนที่จะ ถูกยิงนั้นเขาก็ยังพูดคุยกับคนใกล้ชิด นี่คือสิ่งที่เห็นกับความรู้สึก
อีกคนหนึ่งขออนุญาตท่านประธานครับ นางสาวกมลเกษ อรรถฮาร์ท อายุ ๒๕ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๐๕/๑๘๗ หมู่ที่ ๔ คลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นเขตเลือกตั้งของผมครับท่านประธาน น้องเกษเป็ นคนขยัน จากคําให้การของมารดาว่าน้องเกษเป็นบุตรคนโตจาก ๓ คน บิดาทํางานรับราชการ มารดามีอาชีพค้าขาย น้องเกษเป็นเด็กขยัน อัธยาศัยดี โอบอ้อมชอบช่วยเหลือคนอื่น และเป็นคนรับผิดชอบต่อสังคม จบ ม. ๓ โรงเรียนสตรีพร้อมพรรณวิทยา ดินแดง ต่อมาเรียน กศน. ม. ๖ และเข้าเรียนผู้ช่วยพยาบาลที่โรงเรียนรามบริรักษ์ หลังจากนั้น เข้าทํางานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่โรงพยาบาลกรุณาพิทักษ์ ประจําอยู่ห้องผ่าตัด ต่อมาโรงพยาบาล แห่งนี้เลิกกิจการไป มาช่วยพ่อแม่ค้าขาย พอเกิดการชุมนุมเขาเข้าไปช่วย ปรากฏว่า น้องเกษเข้าไปช่วยดูแลคนเจ็บคนป่วยที่ถูกกระสุน แล้วก็ไปช่วยดูแลจนกระทั่งวันที่ ๑๙ มีการชุมนุมทางการเมืองที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ เขาก็เข้าไปดูแลอีกครับ เพราะว่าเขาเป็น พยาบาลอาสา และทราบว่าขณะนี้ขาดบุคลากรในด้านการแพทย์เขาจึงเสนอตัวเข้าไป คนที่ได้รับบาดเจ็บและเพื่อนของน้องเกษที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าในขณะที่น้องเกษ ถูกยิงเสียชีวิตนั้น น้องเกษใส่ชุดพยาบาลติดปลอกแขนกาชาดด้วย ขณะนั้นกําลังไปช่วย ยกร่างของผู้ที่ถูกยิงบาดเจ็บในฐานะพยาบาล แต่กลับถูกยิงด้วยอาวุธความเร็วสูง และทหารก็ห้ามไม่ให้ความช่วยเหลือและยิงปืนเข้ามาตลอดเวลา ทําให้ไม่สามารถที่จะ ช่วยเหลือชีวิตไว้ได้ จึงต้องสูญเสียชีวิตอย่างทรมาน ขออนุญาตครับว่าก่อนตายนี่น้องเกษยังโทรศัพท์พูดคุยกับคุณแม่ของน้องเกษ แล้วก็ บอกกล่าวว่าไม่เป็นไรนะคะ ยังไม่มีอะไร ยังปลอดภัยอยู่ กําลังดูแลคนเจ็บ ท่านประธานครับ ภาพจากหนังสือพิมพ์ขณะที่เขายังแต่งกายเพื่อช่วยเหลือคนนี่ แล้วใส่เสื้อคลุมกาชาด ผมถามว่าคนที่ยิงนี่เขาไม่เห็นหรือครับ ทหารที่เมื่อกี้บอกอยู่บริเวณด้านบนของบีทีเอส ชั้น ๒ ใช่ทหารหรือเปล่าครับ แล้วถ้าหมุนไปยิงจุดบริเวณการตายนี่อยู่ในวัดปทุมวนาราม นี่คือจุดที่ทหารอยู่ นี่ครับ เสื้อของน้องเกษ ขออนุญาตท่านประธานเลือดยังเปื้อนอยู่ ผมขออนุญาตคุณแม่เขาแล้ว เขาบอกเอามาเถอะท่าน ส.ส. เสื้อตัวนี้เขาใส่เพื่อที่จะ ไปช่วยเหลือคนและบอกว่าเขาเป็นหน่วยที่ดูแลคนเจ็บคนป่ วย แต่คนที่อยู่ข้างบน ยิงลงมาจะเป็ นใครก็ตามท่านนายกรัฐมนตรีต้องหาตัวมาให้ได้ แต่ดูเสมือนว่า จุดที่ตายนี่อยู่ในวัด เพราะบริเวณที่เขาตั้งเต็นท์อาสาอยู่บริเวณชั้น ๒ ของบีทีเอสถ้ามอง ให้เห็นนะครับ อยู่ด้านหลังถ้าใครเข้าไปในวัดร้านสหกรณ์มีเต็นท์อยู่ คนที่ตายจุดนี้มี ๓ คน