สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องการท่าอากาศยานไทย โดยเรียกร้องการชี้แจงเกี่ยวกับการใช้พื้นที่เกินของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด และพบว่ามีข้อความที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าตอบแทนและเงินชำระค่าผลประโยชน์ รวมถึงการขาดหายไปของเงิน ๗๗๖ ล้านบาทจากการที่บริษัทไม่ได้เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ตามข้อตกลง
ท่านประธานครับ ที่จริงแล้ว กรณีนี้เนื่องจากบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ได้ถูกการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บอกว่าให้บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด จ่ายพื้นที่ส่วนเกิน ๙๐๐ กว่าล้านบาท ตามที่มันเป็นข่าวเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๒ ไม่ว่าจะเป็นเดลินิวส์ ไทยรัฐ กรุงเทพธุรกิจ ลงข่าว ทุกคนก็คงจะเข้าใจว่าเมื่อปรับ ๙๐๐ ล้านบาท ในการใช้พื้นที่ ดิวตี้ ฟรีเกินสัญญาไป ๖,๐๐๐ ตารางเมตร ทุกคนก็คงคิดว่าจบแล้วเพราะว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้เงินค่าปรับเรียบร้อย แต่ผมในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ผมมีข้อสงสัย ขึ้นมาทันที เพราะผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านต้องการให้เปิดสนามบิน สุวรรณภูมิตั้งแต่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๘ แต่บังเอิญในช่วงนั้นเกิดปัญหาขึ้นมา ก็มาเปิด เอาได้ในปี ๒๕๔๙ ผมจําได้ครับว่าถ้ามีการใช้พื้นที่เกิน มันก็ควรที่จะรู้ตัวตั้งแต่สัญญา เริ่มต้น แต่เหตุไฉนถึงได้ปล่อยให้ล่วงเลยมาถึงเกือบ ๓ ปี แล้วการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยถึงไปคิดค่าปรับกับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด อันนี้คือข้อสงสัย ผมเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญปลัดกระทรวงการคลัง เชิญ ผอ. สํานัก คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เชิญประธานกรรมการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เชิญกรรมการผู้อํานวยการใหญ่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเข้ามาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ แต่เป็ นที่น่าเสียใจครับ ไม่มีใครมาชี้แจง โดยเฉพาะการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยไม่ได้ส่งคนมาเลย กระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้มา ให้ตัวแทนมาครับ ผมก็ได้ศึกษาสัญญาที่ได้มี การลงนามกันไว้ สัญญาที่อยู่ในมือผมเป็นหลักฐาน เป็นสัญญาอนุญาตให้ประกอบ กิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูมิภาค ระหว่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) กับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ลงนามกันเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๗ สัญญานี้ ทสภ. ๑-๐๗/๒๕๔๗ สัญญาระบุไว้ว่าอนุญาตให้ประกอบกิจการจําหน่ายสินค้า ปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูมิภาค สัญญาทําขึ้น ระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยกับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด สัญญานี้มีกําหนดระยะเวลา ๑๐ ปี เริ่มตั้งแต่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ แต่บังเอิญสัญญาไปเริ่มต้นได้เมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ คือหลังจากที่มีการปฏิวัติ ในรัฐบาลท่านสุรยุทธ์ สัญญามันมีประเด็นที่สําคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ไปให้พี่น้องประชาชนได้รับฟัง ตลอดจนเพื่อนสมาชิกถ้าเปิดใจกว้างฟังนะครับ
สัญญาข้อ ๔.๒ บังเอิญเขียนไว้ว่า ค่าตอบแทนชําระค่าผลประโยชน์ให้แก่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจะคิดในอัตราร้อยละ ๑๕ ของยอดจําหน่ายสินค้า ปลอดอากรทั้งหมดในรอบเดือน อันนี้จะใช้อัตรานี้เป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๓ หมายความว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจะได้รับเงิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในแต่ละเดือนของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด คําถามมันเกิดขึ้นในใจผมว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจะรู้ได้อย่างไรว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ขายได้แต่ละเดือนเท่าไร จําไว้นะครับท่านประธาน อันนี้คือคําถามที่เกิดในใจผม
ทีนี้มาดูสัญญาข้อ ๔.๓ ก็เขียนไว้ค่อนข้างจะดีครับท่านประธาน บอกว่า ถ้าผลประโยชน์ตอบแทนของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ถ้าตกลงชําระให้ตาม ข้อ ๔.๒ คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เกิดว่าเดือนไหนขายได้น้อยกว่ามันก็มีค่าตอบแทนขั้นตํ่า กําหนดไว้ กําหนดไว้ในแต่ละปีเลยครับ อย่างปี ๒๕๔๙ กําหนดไว้เป็นเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเดือนละ ๑๐๐ ล้านบาท ถ้าเดือนไหนบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ขายไม่ถึงก็ต้องจ่าย ๑๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๔๙ มันก็ไล่กันไปอย่างนี้ แต่ประเด็น ที่สําคัญที่สุด ข้อ ๔.๔ อันนี้ต้องฝากไว้ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีฟังทั้ง ๒ ท่านนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีฟัง
สัญญาข้อ ๔.๔ เขาบอกอย่างนี้ครับ ถ้าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นตํ่า ตามข้อ ๔.๓ กําหนดจากจํานวนพื้นที่จําหน่ายสินค้าผู้รับอนุญาตเข้าประกอบกิจการภายใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรวมกันไม่ตํ่ากว่า ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ที่สุวรรณภูมิก็จะต้องเสียผลประโยชน์ตอบแทนขั้นตํ่าตามที่ตัวเลขเมื่อกี้ผมได้กล่าวไว้ ทีนี้มันมีในสัญญาข้อ ๔.๔ วรรคสอง เขาบอกว่าหากปรากฏว่าในวันที่สัญญานี้มีผล ใช้บังคับ พื้นที่จําหน่ายสินค้ามีจํานวนเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่กําหนดไว้ในวรรคแรก คือมีเนื้อที่เกินกว่า ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ทอท. การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สงวนสิทธิในการพิจารณาเพิ่มค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นตํ่าได้ใหม่ตามที่เห็นสมควร เดี๋ยวผมจะพาท่านประธานไปกับพี่น้องประชาชนที่ฟังว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยนั้น มีการใช้พื้นที่จริงๆ เท่าไรนับแต่วันที่สัญญาเริ่มต้น ผมนี่เป็นคนที่พอเชิญเขามาก็สอบถาม ขอหลักฐานต่าง ๆ บังเอิญที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการของผมทํางานอยู่ที่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็เลยได้ข้อมูลมาครับ ข้อมูลของผมเป็นหลักฐาน อยู่ในมือครับ เดี๋ยวผมจะมอบให้ท่านประธานด้วย เพราะทุกอย่างที่ผมอภิปรายในวันนี้ ผมนําหลักฐานมาแสดง ไม่ได้กล่าวเท็จ พูดความจริงทั้งหมดครับท่านประธาน ในฉบับนี้ มันเขียนไว้ว่าเป็นหลักฐาน ทอท. ที่ ๑๐๘๙๖-๑๐๘๙๗/๔๙ ทสภ. ที่ ๒๕๕๕-๒๕๕๖/๔๙ เรื่องการรายงานข้อมูลพื้นที่ประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรและการบริหาร จัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ณ อาคารโดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เรียนผู้อํานวยการ ทสภ. หนังสือฉบับนี้ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ท่านประธานจําได้ สัญญาเริ่มวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรีทักษิณไม่อยู่แล้วนะครับ รัฐบาลสุรยุทธ์เปิดสนามบิน ท่านประธาน วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ มีการไปตรวจและมีข้อสรุปมาว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ไปตรวจวัดพื้นที่ตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ พบอย่างนี้ครับ พบว่า พื้นที่ร้านค้าปลอดอากรแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกคือ คอมเมอร์เชียล (Commercial) หรือที่ค้าขายพูดง่าย ๆ ๙,๕๓๘ ตารางเมตร พื้นที่เอ็มอี (ME) หรือ เมนเทนแนนซ์ (Maintenance) เก็บระบบอะไรก็สุดแล้วแต่ ๘๐๙ ตารางเมตร พื้นที่สโตร์ (Store) หรือเข้าใจว่าเป็นที่เก็บสินค้า ๑,๔๗๑ ตารางเมตร รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด ๑๑,๘๒๐ ตารางเมตร อันนี้รู้เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย รู้ว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ใช้เนื้อที่ร้านค้าปลอดอากรเกินกว่าที่ตกลงไว้ ในสัญญาตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๔๙ สัญญาเริ่มเดือนกันยายน ๒๕๔๙ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ก็รู้ว่าตนเองใช้เนื้อที่เกินสัญญาเพราะไปร่วมกันตรวจวัดพื้นที่ กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ท่านประธาน ท่านมาดูนี่ครับ แผ่นนี้เดี๋ยวต้อง อธิบายสักเล็กน้อย อดทนนิดเดียวท่านประธาน คืออย่างนี้ครับ พื้นที่ตามสัญญา ถ้า ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ปี ๒๕๔๙ เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ การท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยจะต้องได้รับตามขั้นตํ่า ตามที่เมื่อกี้ผมได้บอกไว้สัญญาข้อ ๔.๓ ปี ๒๕๔๙ จะได้รับ ๒๙๔ ล้านบาท ปี ๒๕๕๐ ๑,๑๙๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ๑,๒๕๔ ล้านบาท ถ้าใช้เนื้อที่ ๕,๐๐๐ ตารางเมตร แต่ปรากฏว่าถ้าเป็นตามที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไปวัดเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผมบอก ๑๑,๘๒๐ ตารางเมตร คํานวณง่าย ๆ เลย บัญญัติไตรยางศ์ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจะได้รับ ๖๙๖ ล้านบาท ในปี ๒๕๔๙ ๒,๘๒๙ ล้านบาทในปี ๒๕๕๐ ๒,๙๖๔ ล้านบาทในปี ๒๕๕๑ ท่านประธาน บังเอิญวันที่ ๙ กันยายน ผมเชิญการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมาชี้แจง การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับล่าง พร้อมทั้งเอกสารฉบับนี้ เป็นตารางการจ่ายเงินค่าเช่าพื้นที่และการปรับ ๙๐๐ กว่าล้านบาทที่เป็นข่าวว่าตัวเลขนั้น มาอย่างไร เดี๋ยวผมจะมอบให้ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมเอามาสรุปในนี้ คิดคํานวณจากพื้นที่ที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมาทําเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ ปรากฏว่าไปตรวจวัดพื้นที่ไปตรวจวัดครั้งใหม่แทนที่จะเป็น ๑๑,๘๒๐ ตารางเมตร ไปวัดได้ ๑๑,๒๘๑ ตารางเมตร แล้วก็คํานวณว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด จะต้องจ่ายในส่วนที่ใช้พื้นที่เกินในปี ๒๕๔๙ ๕๒๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๐ ๒,๒๔๙ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ๒,๓๕๘ ล้านบาท โดยในพื้นที่ส่วนนี้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เขาชี้แจงว่ามีการขอคืนเพื่อไปทําเป็ นห้องนํ้า พื้นที่บางส่วนเอาไปทําเป็ นพื้นที่ โครงการหลวง แล้วยังมีบอกว่าเอ็มอีหรือสโตร์ พื้นที่ในส่วนนั้นที่จัดระบบเอ็มอี หรือเก็บสินค้านั้นถือว่าไม่ใช่ร้านค้า อันนี้คือเจ้าหน้าที่เขาชี้แจง แต่อย่างไรก็ตามผมก็เอาตัวเลขที่ผมคํานวณโดยใช้พื้นที่ที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย วัดเมื่อ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ เอามาลบกับจํานวนเงินที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย มาคิดเมื่อ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ ท่านประธาน ตัวเลขมันแตกต่างกันครับ ในปี ๒๕๔๙ เงินมันหายไป ๑๗๔ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๐ หายไป ๕๗๙ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๑ หายไป ๖๐๕ ล้านบาท เบ็ดเสร็จมันหายไป ๑,๓๕๙ ล้านบาท เห็นไหมครับจากที่ว่าปรับกันแล้ว เพราะว่าเวลาไปคิดค่าปรับนั้นการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยบอกว่าไปดูจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เพราะยอดขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด มันเกิน คํานวณออกมาในแต่ละเดือนมันเกินรายได้ขั้นตํ่าเกินยอดนี้จาก ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ก็ต้องชดเชยค่าปรับ ๙๐๐ ล้านบาท แต่ยังหายไปอีก ๑,๓๐๐ กว่าล้านบาท ผมเอง ผมก็ไม่อยากจะไปปรักปรํา ผมมีข้อสังเกต ๒ ประเด็นที่ผมสงสัย
ประเด็นที่๑ การตรวจวัดพื้นที่ที่ดําเนินการเมื่อ ๑๒ ธันวาคม ที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยนําส่งคณะกรรมาธิการ มีพื้นที่ไม่ตรงกัน ๑๑,๘๒๐ ตารางเมตร และ ๑๑,๒๘๑ ตารางเมตร เราไม่ว่ากัน เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ ให้ท่านประธานเห็นว่ามันยังมีหน่วยงานกลางที่จะให้ความจริงแก่เราได้นะครับ ท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมสงสัยคือการแจ้งยอดขายสินค้าที่การท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยจะต้องตรวจสอบยอดขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด เพื่อจะได้เรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนในแต่ละเดือน ทําไมรู้ไหมครับท่านประธาน เรื่องนี้ผมเคยเชิญการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เชิญมาชี้แจงเรื่องพอยท์ ออฟ เซล (Point Of Sale) หรือพีโอเอส (POS) เนื่องจากในสัญญา ข้อ ๔.๒ ที่ผมได้มามันระบุชัดเจนว่าเวลาทําบัญชี เมื่อมียอดการขายแล้วจะต้องเชื่อมคอมพิวเตอร์จากบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ไปยังการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพื่อให้ระบบมันเชื่อมกันจะได้ไม่เกิดการโกง เพราะเวลาขายของไม่รู้ว่ายอดตัดสต็อก (Stock) ไปเหลือเท่าไร ปรากฏว่าการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยไม่ได้ให้บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด เชื่อมโยงระบบ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยบอกว่าเวลาจะคิด ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากยอดขายก็ไปดู จากรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชีถ้าท่านประธานเคยทําธุรกิจจะเข้าใจ ถ้าห้างร้านใหญ่ ๆ เขาจะบอกผู้ตรวจสอบว่าคุณตรวจตามนี้เถอะจะได้ไม่ต้องเสียภาษีเยอะ จะได้โกงได้ ทุจริตง่าย อย่างนี้ไม่ได้ท่านประธาน และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ก็บอกกับผมว่ายอดขายแต่ละเดือนเดี๋ยวทางบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด เขาจะรวบรวมส่งมา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด เขาขาย ไปได้เท่าไรในแต่ละเดือน ถ้าไม่มีการเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์หรือพอยท์ ออฟ เซล เวลาบาร์ โค้ด (Bar code) ท่านประธานเคยไปโลตัส (Lotus) ไปร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เวลารูดปุ๊ บมันจะตัดสต็อกทันทีเห็นไหมครับ ตัวดํา ๆ ขีด ๆ อันนั้น เขาเรียกพอยท์ ออฟ เซลนะครับ เพราะฉะนั้นมันส่อไปให้เห็นว่าน่าจะมีการเอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกันไหม รวมหัวกันทุจริตไหมระหว่างการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด บังเอิญโชคดีครับ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน พอนึกถึงสินค้าปลอดภาษีนึกถึง ศุลกากรทุกที ศุลกากรบังเอิญอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะครับ ผมก็เชิญกรมศุลกากรมา มาเมื่อต้นปีนี้แหละครับ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ โชคดีครับท่านรองอธิบดีมา พร้อมทั้งเอกสารฉบับนี้เอามามอบให้ผมครับ ผมอยากจะอ่านให้ท่านประธานได้เห็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ
เรื่องแรก เรื่องการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ ปรากฏว่าในข้อตกลงระหว่าง บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด กับกรมศุลกากร เรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับร้านค้า ปลอดอากร ที่ ๒๐/๒๕๔๙ ท่านประธานผมขออนุญาตอ่านนะครับ ข้อ ๒.๖ เขียนไว้ว่า ร้านค้าปลอดอากรต้องมีระบบควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ เช่นมีระบบบัญชี และการควบคุมการรับจ่ายและตรวจเช็กของคงเหลือสต็อกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรตามรูปแบบที่กรมศุลกากร กําหนดเป็นต้น เพื่อจะได้ตรวจสอบว่ายอดขายสินค้าปลอดอากรเหลือเท่าไรและขายไป เท่าไร แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจอีกครับ กรมศุลกากรบอกผมว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ก็ไม่ได้เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์มาที่กรมศุลกากร ท่านประธาน เหมือนกับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ไม่ได้เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์ไปที่การท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันเป็นที่สังเกต เห็นไหมท่านประธานโอกาสทุจริตเกิดขึ้นได้ เราถึงเห็นว่ามีสินค้าลักลอบออกมาขายในตลาดมืด มาขายให้เศรษฐีซื้อไวน์ทีเป็นลัง ๆ ได้ ท่านประธาน ทีนี้ประเด็นที่สําคัญที่สุดครับ มันมีแบบคําขอจัดตั้งร้านค้าปลอดอากร ที่กรมศุลกากรมอบให้ผม เดี๋ยวผมจะมอบให้ท่านประธานนะครับ แบบ กศก. ๔๐ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ เขียนที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด เพราะบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ทําหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน ในวันที่ ๔ ขอมา ๙,๙๒๕ ตารางเมตร ขออนุญาตท่านประธานโชว์แผ่นนี้ครับ อันนี้คือ ข้อสรุปที่ผมทํามา กรมศุลกากรได้รับแบบฟอร์มขอจัดตั้งจากบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด วันแรก ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ อย่างที่ผมได้อ่านไป ๙,๙๒๕ ตารางเมตร วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๙ ๘๖๐ ตารางเมตร ผมเอาแค่ ๒ ตัวเลขนี้เพราะสถานที่ในการเปิด สนามบินสุวรรณภูมิมา ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ เพราะฉะนั้นบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด รู้อยู่แล้วว่าตัวเองใช้พื้นที่ ๑๗,๘๖๕ ตารางเมตร และกรมศุลกากรก็ได้ตัวเลขนี้ เพราะเอกสารนี้ไปอยู่ที่กรมศุลกากร เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดง่าย ๆ เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรม เดี๋ยวจะหาว่าผมกล่าวหาข้าราชการไปโกงกินหรือรัฐมนตรีไปรู้เห็นเป็นใจ ท่านประธานครับ ผมก็คํานวณเอาพื้นที่ที่กรมศุลกากรอนุมัตินี่แหละครับ เทียบบัญญัติไตรยางศ์เพื่อจะได้หาว่าถ้าใช้พื้นที่เกินตามที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ขออนุญาตไปกรมศุลกากร ๑๐,๗๘๕ ตารางเมตร จะต้องเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไร ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด จะต้องจ่ายให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย คูณออกมาครับ ปี ๒๕๔๙ ได้ ๖๖๓ ล้านบาท ปี ๒๕๕๐ ได้ ๒,๕๗๖ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ได้ ๒,๖๙๘ ล้านบาท ท่านประธาน เมื่อเอาไปลบกับสิ่งที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย คิดเมื่อ ๑ กันยายน และส่งมาให้ผมนั้นเอาลบกันครับ มันขาดหายไปในปี ๒๕๔๙ ๑๑๑ ล้านบาท ปี ๒๕๕๐ ๓๒๕ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ๓๓๙ ล้านบาท เป็นทั้งหมด ๗๗๖ ล้านบาท อันนี้มันหายไปเฉยเลยครับท่านประธาน มันก็เป็นตัวเลขที่ผมได้เกริ่น ในตอนต้นว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด จ่ายเงินเพิ่มเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยไป ๙๐๐ ล้านบาทนั้นยังขาดเงินที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด ต้องจ่ายเพิ่มอีก ๗๗๖ ล้านบาท ถ้าเป็นพื้นที่ที่แจ้งต่อกรมศุลกากร พื้นที่นี้ไม่ได้บอกว่าเป็นสโตร์หรือเป็นเอ็มอี เพราะว่า กรมศุลกากรไปวัดตามมาตรฐานกรมศุลกากรเลย เขารายงาน เขายืนยัน ผมมีคําถอดชวเลข ของรองอธิบดีครับ แล้วถ้าคิดตามตัวเลขที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเอง วัดเมื่อ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ การจัดเก็บค่าพื้นที่ก็น้อยกว่าไปถึง ๑,๓๕๙ ล้านบาท สิ่งที่ผมนําเสนอในวันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าได้หลักฐานเอกสารจาก เจ้าหน้าที่ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยและกรมศุลกากรที่มีความชัดเจน อยู่ในตัวเอง ผลประโยชน์ที่รัฐต้องสูญเสียไปนั้นอาจจะไปตกอยู่ในกระเป๋ำผู้บริหาร ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่เห็นแก่ได้ โกงบ้านโกงเมือง ทุจริต อย่างไร้ยางอาย ที่สําคัญที่สุดโกงประชาชนที่ถือหุ้นอยู่ใน การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมเชื่อว่า ประชาชนฟังการอภิปรายในครั้งนี้น่าจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนและแจ่มแจ้ง โดยผมเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายโสภณ ซารัมย์ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๑๕๗ มีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ซึ่งผมอยากจะให้ท่านประธาน ได้เห็นครับว่าความสัมพันธ์ของรัฐมนตรีที่มีแกนนํามีความสนิทสนมกับเจ้าของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จํากัด บังเอิญวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ลงภาพนี้บอกว่า