อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคนชุดดำกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. และกล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายนไม่ใช่การก่อการร้ายของรัฐบาล แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความเข้าใจผิดและความเกลียดชังที่ถูกปลุกเร้า และเรียกร้องให้มีการค้นหาข้อเท็จจริง และหารือเรื่องการชุมนุมและการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ และการเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่านประธานครับ ภาพเคลื่อนไหวเมื่อสักครู่เป็นเพียงการยืนยันว่ามันมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งติดอาวุธปะปนอยู่กับ ผู้ชุมนุม และเห็นได้ชัดว่าผู้ชุมนุมหลายคนไม่รู้ว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่ แต่บางคนก็รู้ นอกจากนั้น ก็มีภาพนิ่งอีกหลายภาพนะครับ ผมจะไปเร็ว ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มีชายชุดดําที่มีอาวุธจะเป็นเอเค ๔๗ (AK47) เอ็ม ๑๖ หรืออาวุธอื่น ๆ เยอะแยะ แล้วบางคน ก็แต่งกายซึ่งมีการบ่งบอกถึงการเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ภาพเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมได้ยืนยันว่าที่ท่านกล่าวหาว่ารัฐบาลอยู่ดี ๆ ไปอ้างกลุ่มคนชุดดํามีอาวุธ กระทําการก่อการร้าย ทําร้ายทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา รัฐบาลไม่ได้แต่งขึ้นมา ภาพเหล่านี้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ปรากฏออกมาต่อสาธารณะแล้ว นั่นเป็นเหตุผลครับว่าทําไมในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน นอกจากความสูญเสีย ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าจํานวนมากหรือเกือบทั้งหมด หรืออาจจะทั้งหมด เป็ นประชาชนที่บริสุทธิ์แล้ว เป็ นครั้งแรกที่มีการสูญเสียของฝ่ำยเจ้าหน้าที่มาก เช่นเดียวกัน ทั้งที่บาดเจ็บ ทั้งที่เสียชีวิต การปะทะกันของเจ้าหน้าที่ทหารกับประชาชนนั้นจะมา เกิดขึ้นในช่วงหลังครับ หลังจากที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้อธิบายไปแล้วว่าพยายาม จะถอนกําลัง แต่ว่ามีการห้อมล้อมอยู่ในพื้นที่ที่ปิด แล้วมีการยิงเอ็ม ๗๙ ลงมา เอ็ม ๗๙ นี่ผมต้องยํ้านะครับว่าเป็นระเบิดซึ่งทางการไม่ได้ใช้เลยในการปฏิบัติการทั้งหลายตั้งแต่ ช่วงต้นจนถึงปัจจุบัน และช่วงที่อาจจะมีการปะทะต่อสู้กันบ้างก็คือหลังจากที่ทหาร บางส่วนได้รับบาดเจ็บ หรือมีคนเจ็บ แล้วมีความพยายามที่จะลําเลียงคนเหล่านี้ออกไป เข้ารับการรักษาพยาบาล แต่ว่าถูกขัดขวางครับ ผมก็มีภาพเคลื่อนไหวให้เห็นสั้น ๆ กับสภาพที่เกิดขึ้นนะครับว่าเวลาที่มีความพยายามที่จะเอาคนเจ็บออกมาแล้วมันเกิดอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าไม่มีกลุ่มคนชุดดํา ถ้าไม่มีความเข้าใจผิดซึ่งเกิดขึ้น จากการปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง มันไม่เกิดหรอกครับ ผมไม่โทษพี่น้องคนเสื้อแดงซึ่งมาชุมนุม แล้วก็พบกับเหตุการณ์การปะทะกันที่เกิดขึ้น แต่ผมกราบเรียนอย่างที่ยํ้าตั้งแต่ต้นว่าเหตุแทรกซ้อนทั้งหมดนี้มันมาจากกลุ่มคนที่มี การใช้อาวุธแล้วก็เกิดความเข้าใจผิด แม้กระทั่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ผมก็เชื่อว่าโดยสภาพโดยธรรมชาติผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็คิดว่าน่าจะเป็ นจากฝี มือ ของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่างนั้นนะครับ แล้วคลิปต่อไปนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง ของกลุ่มคนที่อยู่ในที่ชุมนุมครับ เขาก็เห็นเหตุการณ์และเขาก็เห็นว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ เป็นผู้กระทํา ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมกราบเรียนครับว่าวันนี้เราอย่าเพิ่ง ที่จะมาปรักปรําแล้วก็บอกว่าคนนั้นคนนี้ทํา สถานการณ์มันสลับซับซ้อนกว่าที่คิด และจึงเป็นเหตุผลว่าทําไมผมเสนอว่าจําเป็นที่จะต้องมีการค้นหาข้อเท็จจริง ซึ่งผมจะได้ พูดต่อไปในเรื่องของแผนที่ได้นําเสนอในเรื่องของการปรองดอง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผ่านเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนไป ผมก็ทราบว่า สถานการณ์ก็ยิ่งยากลําบากมากขึ้น ประการหนึ่งก็คือว่าเมื่อมีกลุ่มคนที่ติดอาวุธกระทําการ ซึ่งเป็นการประทุษร้ายต่อประชาชน ต่อเจ้าหน้าที่ แล้วก็เข้าข่ายในเรื่องของการก่อการร้าย ก็ต้องมีการเดินหน้าสืบสวนสอบสวนเพื่อเอาคนเหล่านี้มาลงโทษในการกระทําความผิด มีการจับกุมกลุ่มคนซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ ไม่ใช่ไม่มี หนึ่งในนั้นคือนายเมธีครับ ซึ่งตอนแรกพวกเราก็บอกว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแกนนํา แต่อาจจะไม่ใช่ที่เรียกว่าแกนนํา ระดับสูงสุด อาจจะว่าเป็นแกนนําระดับ ๒ หรืออะไรก็แล้วแต่ นายเมธีถูกจับนั้นมีเรื่อง ของการที่ได้นําเอาอาวุธที่ได้ยึดไปจากทางทหาร แล้วก็มีการยอมรับว่าอาวุธเหล่านี้ มีการนําไปใช้เกี่ยวโยงกับใคร อย่างไรบ้าง แต่ทันทีที่เขาถูกจับแกนนําหลักบอกทันทีว่า นายเมธีนั้นนอกแถว ไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ยอมรับว่า เป็นกลุ่มคนซึ่งเคลื่อนไหวด้วยกัน ขึ้นเวทีด้วยกัน นี่คือสภาพข้อเท็จจริง ผมเองก็มี ความยากลําบากมากขึ้นว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นจะเดินหน้าในการที่จะเจรจากันอีก กับใคร อย่างไร กระผมก็กราบเรียนว่าก็ต้องใช้วิธีว่ามีคนกลางครับ ซึ่งเขาอยากจะมา ช่วยเหลือคลี่คลายสถานการณ์ มาพบผมบ้าง คนในรัฐบาลบ้าง ไปพบกับทางแกนนํา ผู้ชุมนุมบ้าง ดูสิว่ามันมีทางออกอย่างไรที่จะสามารถยุติเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ระหว่างนั้น ท่านก็จะเห็นนะครับว่าการยกระดับของการชุมนุมมันมีต่อเนื่อง กลุ่มที่ชุมนุมที่ราชประสงค์ ซึ่งชุมนุมมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แล้วก็ส่งผลกระทบค่อนข้างมากในทางเศรษฐกิจ นั่นไม่เป็นไรหรอกครับ เราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ความเดือดร้อนก็ไม่ใช่น้อย เริ่มมีการพูดว่า อาจจะเคลื่อนต่อไปที่ถนนสีลมหรือพื้นที่อื่น ๆ รัฐบาลก็ต้องส่งกําลังของเจ้าหน้าที่เข้าไป คุ้มกัน ก็มีกองกําลังทหาร ตํารวจ ไปอยู่ที่พื้นที่บริเวณสีลม ก็ขอกราบเรียนนะครับว่า พี่น้องประชาชนในพื้นที่สีลมจํานวนมากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อยู่ที่นั่นกับเขา แล้วก็ แสดงออกในการขอบคุณที่พี่น้องทหาร ตํารวจ เข้าไปดูแลเขาในพื้นที่ แต่เหตุการณ์มันก็ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้นครับ ๑ เหตุการณ์ซึ่งแทบจะไม่ได้ยินพูดกัน ในสภาในช่วงเมื่อวานนี้และวันนี้เลยครับ ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ เมษายน ที่มีการยิงเอ็ม ๗๙ ไปลงที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้ำศาลาแดง และถนนพระราม ๔ ต่อเนื่อง ถนนสีลมจนมีผู้เสียชีวิต ก็เป็นหนึ่งในชีวิตที่สูญเสีย แต่ชัดเจนเลยว่ากรณีอย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่แน่นอน และวิถีการยิงเอ็ม ๗๙ แม้ว่าจะยัง ไม่ได้ข้อยุติเสียทีเดียวก็ออกมาจากทิศทางของการชุมนุมที่มีอยู่ครับ แรงกดดันที่เกิดขึ้น มีทุกด้านเลยครับ ด้านหนึ่งแน่นอนก็ยังพยายามหาทางว่าทําอย่างไรที่เราจะหาทางที่จะมี แนวทางทางการเมืองเจรจาปรองดองกันได้ แต่อีกด้านหนึ่งประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วยกับ ผู้ชุมนุม เห็นการปฏิบัติการของชุดดําแล้วก็เรียกร้องออกมาต่อต้านการชุมนุมแรงขึ้น ผมก็กังวลว่าจะมีลักษณะของม็อบชนม็อบขึ้นมาเช่นเดียวกัน ก็บริหารจัดการ ด้วยความยากลําบาก วันที่ ๒๒ นั้นก็นึกว่าตํารวจ ทหาร ไปยืนกั้น ๒ ฝั่งถนนจะไม่เกิด การปะทะกัน ก็ปรากฏว่ากลับมีการยิงเอ็ม ๗๙ ออกมาจนเกิดการเสียชีวิตจนได้ ท่านประธานครับ ความเดือดร้อนเหล่านี้เป็นแรงกดดันอย่างมากที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลด้วย ในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย แม้แต่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมหลักคือบริเวณราชประสงค์นั้น พี่น้องประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยหรือทํางานที่นั่นก็ร้องเรียนเข้ามาว่าจะเข้าออกจากบ้าน ตัวเองต้องถูกตรวจจากด่านของการ์ด นปช. ก็มี ซึ่งก็เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็น แรงกดดันต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลอย่างมาก