สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในระยะหลัง และชี้แจงภาพรวมของเหตุการณ์ พร้อมขอใช้ภาพฉายประกอบการอภิปราย เขายืนยันว่าไม่เคยละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระผมขออนุญาตท่านประธานใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้อภิปรายเป็นระยะเวลากว่า ๑ วันแล้ว แม้ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ จะได้ชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เป็นรายละเอียดและการปฏิบัติการ ผมคิดว่ามีความจําเป็ นที่ผมจะต้องได้ชี้แจงถึงภาพรวมของเหตุการณ์ที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าจําเป็ นจะต้องใช้ภาพฉาย ทั้งที่เป็ นภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งได้มีการนําเสนอต่อคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อกล่าวหาที่สมาชิกฝ่ายค้านได้กล่าวหาผม ได้กล่าวหาท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ บางครั้งก็กล่าวหาไปถึงคณะรัฐมนตรีหรือกองทัพ เป็นข้อหาที่ร้ายแรงมากครับ เป็นข้อหาซึ่งหากเป็นจริงแน่นอนที่สุดพวกกระผมก็ไม่ควร ที่จะยืนอยู่ตรงนี้ และการกล่าวอ้างสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแนวความคิด แนวทาง การทํางานทางการเมือง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ผมถือเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก สําหรับนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เฉพาะแต่ท่านหรอกครับ ถ้าผมเป็น อย่างที่ท่านพูด ผมก็ไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงซึ่งผมขอยืนยันได้ว่า ตลอดระยะเวลาของการทํางานทางการเมืองที่ผ่านมาของผม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่มีความยากลําบากที่สุดในการตัดสินใจ ในการบริหารราชการแผ่นดินของผมผมตระหนักเสมอว่าสิ่งสําคัญที่สุดก็คือเราต้องรักษา หลักการของบ้านเมือง ชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทําได้ ผมจําเป็น ที่จะต้องเท้าความกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นภาพว่าสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่อง ของเหตุการณ์นี้ บางทีถ้าเรามาตัดตอนอยู่เฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเราอาจจะ มองไม่เห็นภาพที่แท้จริง บางครั้งก็มีการพูดถึงเฉพาะเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม หรือเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน หรือกรณีใดกรณีหนึ่ง แต่ผมต้องยืนยันว่าเมื่อรัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน นั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งลุกลาม มาจนถึงปัจจุบันนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นานพอสมควร อยู่ที่ ความเห็นของแต่ละฝ่ำยว่ามันเริ่มต้นที่จุดไหน อย่างไร บางฝ่ำยก็ขุ่นข้องหมองใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เพราะเกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งพรรคการเมืองและนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยนั้นย่อมไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน แต่บางฝ่ายก็มองว่าความขัดแย้งทางการเมืองก็เกิดขึ้น ก่อนหน้านั้นจากการที่มีรัฐบาลหรือผู้นําซึ่งก็ได้มีการละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในหลายต่อหลายเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่มีการอภิปรายกันในครั้งนี้ก็คือเรื่อง สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของประชาชนในหลายต่อหลายกรณี มีการกล่าวหาผมรุนแรง ถึงขนาดที่ว่าเป็นผู้นําประเทศในยุคซึ่งประชาชนต้องมาเสียชีวิตมากที่สุด ผมก็กราบเรียนว่า การเสียชีวิตของประชาชนนั้นผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถามว่าแต่ละยุคแต่ละสมัย มีปัญหาเช่นนี้ไหม มีครับ ถามว่าก่อนการปฏิวัติ รัฐประหาร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเช่น ที่ตากใบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรือเซะ ถามว่าเป็นการปฏิบัติการของรัฐบาลโดยตรงหรือไม่ ประชาชนเสียชีวิตหรือไม่ ไม่นับอีกเป็นพันศพนะครับ จากนโยบายฆ่าตัดตอนซึ่งได้มี การศึกษาแล้วก็ยังมีแนวทางของการดําเนินการตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้จะผิดจะถูกก็ต้องมีการพิสูจน์กัน เกิดเหตุการณ์ที่ตากใบนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นคือนายกรัฐมนตรีทักษิณก็พูดชัดเหมือนกันบอกว่าในมุมมองของท่าน ท่านบอกว่าท่านรักษากฎหมาย จะผิดจะถูกก็ต้องตรวจสอบ แล้วท่านก็บอกว่าท่านก็ไม่แสดง ความรับผิดชอบโดยการลาออกหรือการตัดสินใจทางการเมืองโดยเด็ดขาด อันนี้ก็อยากจะ กราบเรียนให้เห็นว่าทุกยุคทุกสมัยก็จะมีเรื่องในทํานองนี้ แต่กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนของการชุมนุมของพี่น้องประชาชนก็มีการไป เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม ๑๗ พฤษภาคม ผมให้ความสําคัญกับ เหตุการณ์เหล่านี้ในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด แล้วผมก็เห็นตรงกับที่ท่านเห็นครับว่า ถ้ารัฐมีเจตนาในการที่จะใช้กําลัง แล้วคิดว่าการใช้กําลังนี่จะเป็นวิธีการในการเอาชนะคะคาน ทางการเมือง สามารถที่จะปราบปรามประชาชนแล้วนําไปสู่ความสงบได้ มันเป็นไปไม่ได้ หรอกครับ ผมทราบดี ผมตระหนักดี และผมกล้ายืนยันว่าถ้าเหตุการณ์ตั้งแต่ เดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาไม่มีกองกําลังที่ติดอาวุธ ผมมั่นใจครับว่า จะไม่มีการสูญเสียชีวิต ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธานในรายละเอียดต่อไป แต่ก่อนจะลําดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เห็นผมต้องยํ้าอีกครั้งว่าความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้น ในทางการเมืองนั้นมันมีมาตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ รัฐประหาร หลังปฏิวัติ รัฐประหาร แล้วต่อมา ก็มีรัฐบาลที่มาจากสภาชุดนี้อีก ๒ ชุด นายกรัฐมนตรีอีก ๒ ท่าน ก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมืองเช่นเดียวกัน วันที่ผมเข้ามารับตําแหน่งนี่ครับ ยังไม่ทันรับตําแหน่งเลยครับ เพียงแค่ลงมติในสภาแห่งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลหลายท่านจะออกไป จากสภาแห่งนี้หลังการลงมติยังต้องเผชิญกับมวลชนซึ่งมีความพยายามที่จะทําร้าย โดยการขว้างปาสิ่งของ แม้กระทั่งที่จะจุดไฟเผารถที่ออกไปจากสภาแห่งนี้ ผมถึงทราบ ตั้งแต่วันแรกครับว่าปัญหาเรื่องความแตกแยกเป็นปัญหาใหญ่ และผมก็ได้พยายาม ทุกวิถีทางในการที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าหลายครั้งหลายหน แม้กระทั่ง ในหลายกรณีซึ่งทําให้ถูกตําหนิติติงจากหลาย ๆ ฝ่าย รัฐบาลชุดนี้ถูกตําหนิว่าไปแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา แต่ไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ถามว่าทําไมเราตัดสินใจอย่างนั้น ก็เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้ากับมวลชนซึ่งขณะนั้นมาชุมนุมอยู่รอบ ๆ รัฐสภา พยายามหลีกเลี่ยงอย่างนี้มาโดยตลอดครับ แต่ในที่สุดท่านก็จะเห็นครับว่า มีการปลุกเร้ามวลชน ใช้เงื่อนไขหลายเงื่อนไขผสมผสานกันไป บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า มีเหตุมีผลโดนใจพี่น้องประชาชน เขาก็เป็นมวลชนที่มาสนับสนุนกลุ่มมวลชนที่เรียกว่า นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง หลายคนชื่นชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ พึงพอใจกับ นโยบายหลายนโยบาย เช่น กองทุนหมู่บ้าน รักษาพยาบาล ๓๐ บาท พักหนี้เกษตรกร หรือโครงการอื่น ๆ อยากจะให้นายกรัฐมนตรีทักษิณกลับมามีอํานาจก็มาชุมนุม เพื่อสนับสนุน อันนี้เราก็เข้าใจครับ เพราะผู้นําทางการเมืองทุกคนก็ย่อมมีผู้สนับสนุน แต่ว่าการชุมนุมในทางการเมืองนั้นก็กลับปรากฏว่าเริ่มมีปัญหาของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งเกินเลยไปกว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แล้วก็นําไปสู่ความเสียหายมากมาย ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ประชุมอาเซียนที่พัทยาในที่สุดก็ต้องยกเลิกไป ผมคิดว่า หลายท่านก็จําได้ แล้วการปลุกเร้าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้วที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี มีการวิดีโอลิงค์ (Videolink) โฟนอินเรียกร้อง แล้วก็พูดไปถึงขั้นว่าอย่ากลับบ้านมือเปล่า พูดไปถึงว่าอาจจะต้องมีการปฏิวัติประชาชน สงครามประชาชนอะไรต่าง ๆ มากมาย ก็นําไปสู่เหตุการณ์ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว เกิดสภาพที่เรียกว่าเป็นการจลาจลหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ดินแดง ถนนเพชรบุรี ถนนนางเลิ้ง สุดท้ายก็ต้องมีการประกาศพระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วเหตุการณ์ก็จบลงได้ เหตุการณ์ที่จบลงไปนั้นผมยังจําได้เลยครับว่า หลายคนพยายามจะบอกว่ามันเป็นชัยชนะหรือมันเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ำยหนึ่งฝ่ายใด หรือไม่ ผมก็กลับมายืนอยู่ตรงนี้ในสภาแห่งนี้ครับว่าผมไม่มองว่ามันเป็นเรื่องของชัยชนะ ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เป็นเรื่องที่สภาก็ต้องมาทําความเข้าใจกัน มาหาทางในการสมานฉันท์ ปรองดอง มาตรวจสอบเหตุการณ์ แล้วก็หยิบยกเอาประเด็นข้อเรียกร้องต่าง ๆ เช่นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือข้อเรียกร้องอื่น ๆ ทางการเมืองเข้ามาพิจารณา สุดท้ายคณะกรรมการประมวลเหตุการณ์ก็ได้ทําเอกสารกันออกมาอาจจะ ไม่สามารถมีข้อยุติได้หรอกครับ เพราะว่าสมาชิกของแต่ละฝ่ำยพูดกันตรง ๆ ก็เห็น ไม่ตรงกันหรอกครับว่าจะสรุปว่าเป็ นอย่างไร แต่ก็ได้มีการประมวลเหตุการณ์ มีการรายงานต่อผม ต่อคณะรัฐมนตรี ตามลําดับ ส่วนข้อเสนอในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมก็ได้เชิญวิปทุกฝ่ำยเข้าไปปรึกษาหารือก็บอกว่าแม้ ๓ ฝ่ำยนี้ไปเป็ นกรรมการ แล้วเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมา ๖ ประเด็น แต่ผมก็บอกว่าปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนภายนอกจํานวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไป เพื่อประโยชน์ของฝ่ำยการเมืองฝ่ายเดียว ถ้าเราเดินหน้าโดยไม่มีการตรวจสอบกับ ความต้องการของประชาชนอาจจะเกิดปัญหาความขัดแย้งที่ลุกลามออกไปสู่ท้องถนนอีก ผมก็เสนอทางออกว่าทําประชามติสิ ผลออกมาอย่างไรเรา ๓ ฝ่ายก็ดําเนินการตามนั้น วันที่ไปที่ทําเนียบรัฐบาลทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันครับ แต่หลังจากนั้นมาประมาณวันสองวัน ทางพรรคฝ่ำยค้านก็ตัดสินใจว่าจะไม่ดําเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยมีการย้อนกลับ ไปยังข้อเรียกร้องเดิมว่าถ้าจะทําประชามติหรือจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ให้ไปยกเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทั้งฉบับกลับมาใหม่ ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ช่องโหว่ช่องว่างก็มากมาย จนกระทั่ง ทุกพรรคการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๙ ก็เคยเสนอว่าต้องมีการรื้อปรับครั้งใหญ่เหมือนกัน สุดท้าย มันก็เดินไม่ได้ สิ่งสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือว่าตลอดระยะเวลาที่เราพยายามหาทางออก ทางการเมือง ตรงนี้ก็มีการหยิบยกเงื่อนไขว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ซึ่งก็ได้มีการชี้แจงกันไปหลายครั้งว่ารัฐบาลนี้ก็มาตามกระบวนการของการลงมติ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ และแม้กระนั้นก็ตามเมื่อมีผู้คนติดใจเห็นว่า เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง ท่านก็จะสังเกตครับว่าแม้แต่ต่อผู้สนับสนุนผมและรัฐบาล ชุดนี้พยายามจะบอกว่าอยู่ให้ครบวาระ ยังไม่เคยมีครั้งใดเลยครับที่ผมไปลั่นวาจา กับผู้สนับสนุนของตัวเองหรือกับสาธารณะว่าผมจะต้องอยู่ครบวาระ เพราะผมถือว่า การดํารงตําแหน่งครบวาระมันไม่สําคัญเท่ากับการมีทางออกที่เหมาะสมทางการเมือง และบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมมีการเสนอเงื่อนไขมาหลายครั้งว่าพร้อมที่จะยุบสภา ถ้าการยุบสภานั้นจะเอื้ออํานวยให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศเดินได้ ผมเคยพูดหลักการกว้าง ๆ ๓ หลักการว่าถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวชัดเจน ถ้ากติกา เป็นที่ยอมรับ ถ้าบรรยากาศทางการเมืองนั้นทําให้เรามั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเป็น การเลือกตั้งที่สงบ สันติ เป็นธรรม ก็ยุบสภาได้ ตอนที่ตกลงกันในเรื่องการทําประชามติ รัฐธรรมนูญ ผมก็ยังบอกเลยว่าดูภาวะเศรษฐกิจแล้ว แล้วถ้าหากว่ากระบวนการประชามติ ดําเนินไป บ้านเมืองสงบเรียบร้อยในกระบวนการประชามตินั้นผมก็ยังบอกเลยว่าแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสร็จยุบสภาได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ว่าเป็นแนวทางที่ผมได้พยายามเสนอหาทางออกทางการเมือง มาตั้งแต่ก่อนที่มีการชุมนุมเรียกร้องในครั้งนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่หลายฝ่าย ก็พยายามที่จะแสวงหาทางออกในที่นี้ และผมก็ต้องขอเรียนยืนยันว่าสมาชิกฝ่ายค้านเอง หลายคนก็ให้ความร่วมมือกับกระบวนการนี้เป็นอย่างดี ก็มีสมาชิกบางส่วนซึ่งคงไม่ค่อย สนใจนักในเรื่องของการที่จะสร้างกระบวนการปรองดองและหาคําตอบทางการเมือง ในแบบนี้ และผมได้เห็นได้ประสบด้วยตัวเองจากเหตุการณ์ที่ผมคงต้องหยิบยกขึ้นมาพูด อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็คงต้องใช้โอกาสนี้ในการตอบคําอภิปรายของ ส.ส. จตุพรที่จะบอกว่า เงื่อนไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมันมีความพยายามสร้างด้วยการบิดเบือนความจริง หลายครั้งหลายหนมาโดยตลอด เดือนเมษายนปีที่แล้วหลายคนก็คงจําได้ว่าวันที่ ผมไปประกาศเพื่อแถลงข่าวในเรื่องของการที่จะใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กลุ่มมวลชนที่เข้ามาทําร้าย พยายามเข้ามาทําร้าย ทุบรถ ภาพปรากฏต่อสื่อมวลชนทั่วไปชัดเจน หนึ่งในแกนนําพามาคือนายสุพร อัตถาวงศ์ เวทีใหญ่รับรู้ครับ ผมก็เคยแปลกใจว่าความเกลียดชังมันมากมายอะไรขนาดที่ว่า มีการกระทําในลักษณะที่จะรุมทําร้ายกันขนาดนั้น ผมมาทราบภายหลังครับว่าในบริเวณ กระทรวงมหาดไทยนั้นมวลชนที่จะเข้ามาทําร้ายจริง ๆ ช่วงแรกคงมีไม่มาก คืออาจจะ เตรียมกันมาก็มีอยู่บ้าง แต่ว่าที่ได้ผลมากก็คือว่าจะมีคนคอยไปพูดกับมวลชนว่ารถยนต์ ของนายกรัฐมนตรีได้ชน ได้ทับ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงบ้าง รปภ. ของนายกรัฐมนตรีไปยิง เสื้อแดงบ้าง ทําให้เกิดความโกรธแค้นแล้วก็เป็นภาพที่ปรากฏขึ้นมา สุดท้ายเหตุการณ์ ผ่านพ้นมาได้ สิ่งที่เราได้รับรู้รับทราบอีก ๒ อย่างก็คือว่า

ประการที่ ๑ มีความพยายามในการที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง แม้กระทั่ง ที่จะบอกว่าผมไม่ได้อยู่ในรถยนต์ในกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ทําโดยคนใดคนหนึ่งหรอกนะครับ ทําเป็นขบวนการผลิตซํ้า สร้างความเข้าใจที่ผิดตลอดเวลาแล้วก็อ้างว่าเป็นการสร้างฉาก ลวงโลก

ประการที่ ๒ นอกจากจะบอกว่าไม่ได้อยู่ในรถแล้ว เมื่อเกิดการกระทํา ความผิดต่าง ๆ ก็มีการผลิตถ้อยคําที่บอกว่าแดงเทียม แม้แต่การเจรจาที่ถ่ายทอดสด เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่นายจตุพรยังกล้าพูดสิ่งที่เป็นเท็จ เช่น เลขาธิการ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ได้ถูกทําร้าย คนเสื้อแดงไปช่วยจากการที่รถชนกําแพง อย่างนี้เป็นต้น ถ้านี่ไม่ใช่ความจงใจในการสร้างความเกลียดชังที่เกิดขึ้น ผมก็ไม่ทราบว่า มันคืออะไร ยิ่งไปกว่านั้นการพยายามที่จะสร้างความเกลียดชังนี่ทําได้ทุกรูปแบบ ถ้าบังเอิญคดีที่เกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยและหลายเหตุการณ์ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทําเร็วนะครับ ท่านก็จะต้องบอกอีกว่ากลั่นแกล้งเสื้อแดง แต่คดีของพันธมิตรช้า ความจริง ขณะนี้คดีในเดือนเมษายนหลายเรื่องก็คืบหน้าไปช้ากว่าคดีของพันธมิตรอีก แต่พอช้านายจตุพรก็บอกว่าไม่กล้าดําเนินคดีเพราะว่าเดี๋ยวรู้ ว่าเป็ นแดงเทียม จะเป็นอย่างนี้ตลอดครับท่านประธาน ผมก็ถือว่าเรื่องใดที่ผมใช้สิทธิทางกฎหมาย ผมก็ทํา เบื่อแล้วครับที่จะฟ้ องร้อง เฉพาะกับ คุณจตุพรหลายคดีมาก รวมทั้งเรื่องที่กล่าวหาว่าผมหนีทหาร ผมก็ฟ้ องร้องแล้ว ไม่ใช่ ไม่ฟ้ อง เหตุการณ์ที่ ๒ ที่ทําให้ผมมองเห็นว่ามันมีคนบางกลุ่มซึ่งต้องการสร้าง ความแตกแยก ความเกลียดชังจริง ๆ ก็คือการเอาเหตุการณ์ในเดือนเมษายนแล้วก็ ไปสร้างเรื่องผ่านการตัดต่อคลิปเสียงจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยของผม ๒ ครั้ง แล้วก็ ไปทําเป็นคลิปเสียงที่บอกว่าผมนี่สั่งฆ่าประชาชน สั่งให้มีการสร้างสถานการณ์ เขาพิสูจน์ แล้วครับ เขาเอาคลื่นเสียงคําพูดของผมในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยไปดูว่ามันตรงกับ คลื่นเสียงที่ถูกนําไปตัดต่อในคลิปเสียงดังกล่าวหรือไม่ พบว่า ๗๐ กว่าจุดที่ยกไปจาก รายการเชื่อมั่นประเทศไทย ตอนแรกผมก็คิดว่าก็คงจะเป็นคนที่นึกสนุกกระมังครับ มีทักษะ มีความสามารถสูง ในการที่จะตัดต่อคลิปเสียง แล้วตอนหลังก็สังเกตว่ามันไม่ใช่ เพราะแม้ว่าจะมีการแถลงจากหลายฝ่ายแล้วว่ามีการตัดต่อ แต่ก็มีการใช้คลิปเสียงนี้ ในการที่จะไปสร้างความเกลียดชังอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ ผมเห็นเรื่องนี้ชัดเจน ก็คือว่าในช่วงของการชุมนุมเรียกร้ องแรก ๆ ในเดือนมีนาคม ผมเดินทางไป ที่จังหวัดหนองคายก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมต่อต้าน ผมก็ได้ฟังครับ พยายามฟังว่า ความคับแค้น ความอัดอั้นตันใจ ความเกลียดชังมันมาจากไหน ผมเห็นสิ่งที่เขาตะโกน ได้ฟังสิ่งที่เขาพูด มันก็มาจากคลิปเสียงอย่างนี้ละครับ ผมยังเคยพูดในสภาแห่งนี้เลยว่า ถ้าผมมีพฤติกรรมพูดจาอย่างคลิปเสียงนั้นจริง ผมเป็นประชาชนผมก็จะมาร่วมชุมนุม ต่อต้าน เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมยํ้าเสมอว่า การเคลื่อนไหวการชุมนุมต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมันมีความสลับซับซ้อนเป็นพิเศษ และผมยํ้า ตลอดว่ารัฐบาลนี้จะไม่มองประชาชนที่มาเรียกร้องด้วยความสุจริตใจเป็ นศัตรู โดยเด็ดขาด การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ได้เพิ่งมาเริ่มมีนาคมนี้ หลังเมษายนปีที่แล้ว เป็นต้นมาก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และในภูมิภาค มาตรการในการดูแลเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้ อยก็มีครับ บางช่วงก็สามารถที่จะดูแลได้โดยกฎหมายปกติ แต่หลายช่วงในที่สุดก็ต้องใช้ การประกาศพื้นที่ความมั่นคงตามกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเพิ่งออกมาเมื่อปี ๒๕๕๑ เพื่อที่จะสามารถบูรณาการให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ทํางานด้วยกันได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น เพราะผมก็ยอมรับว่าทางฝ่ายตํารวจเองก็ยังมี ความไม่มั่นใจเกี่ยวกับเรื่องของการควบคุม เรื่องของมวลชนและการชุมนุมหลังจากกรณี วันที่ ๗ ตุลาคม มีการฟ้ องร้องไปที่ ป.ป.ช. และมีการวินิจฉัย อีกส่วนหนึ่งก็คืออํานาจ ตามกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรก็ทําให้เราได้พยายามที่จะ ตรวจตราในเรื่องของอาวุธและเรื่องอื่น ๆ ให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะเป็นช่วง ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงหลายต่อหลายครั้ง ท่านจะเห็นครับว่าการใช้สิทธิในการชุมนุมก็ยังสามารถที่จะทําได้เป็นปกติ ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนซึ่งอาจจะ นิยมชมชอบท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอาจจะไม่พอใจ เดือดร้อนจากความเหลื่อมลํ้า ที่มีอยู่ในสังคม ซึ่งอาจจะเป็ นคนจํานวนมากหรือส่วนใหญ่ กําลังมีคนบางกลุ่ม หรืออีกหลายกลุ่มเข้ามาแทรกเข้ามาซึม เห็นไหมครับ ในกลุ่มของคนเสื้อแดงเองยังมี กลุ่มแดงสยาม ซึ่งก็มีเรื่องของความคิดอุดมการณ์อีกแบบหนึ่งไปไกลกว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง ตามปกติ วิพากษ์วิจารณ์สถาบันหลัก แล้วก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง นั่นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีก็มาเคลื่อนไหวด้วย บางทีก็แยกตัวออกไป แกนนําบางคน เช่นนายอริสมันต์พูดชัดเจนขึ้นครับว่าการขับเคลื่อนมวลชนคนเสื้อแดงต่อไปจะมี องค์ประกอบอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องคือพรรคการเมืองในสภาและกองกําลังติดอาวุธ นี่ละครับคือที่มาของความยุ่งยาก ความซับซ้อน ไม่นับว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเอง ซึ่งมีบทบาทในการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยง แม้กระทั่งการเป็นผู้นําก็เป็นเงื่อนไขในหลาย ๆ เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวชุมนุม ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้มีการตัดสินในเรื่องของการยึดทรัพย์ก็มีปฏิกิริยา จากมวลชนรวมไปถึงปรากฏการณ์ที่เราเริ่มเห็นในเรื่องของการก่อวินาศกรรมหรือการก่อเหตุ รุนแรง เช่นการปาระเบิด มีเป้ำหมายเช่นธนาคารกรุงเทพสาขาต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งก็มี การจับกุมคนที่กระทําความผิดได้ในบางกรณี

ผมกราบเรียนเล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกครับว่านั่นคือเงื่อนไขซึ่งมันแตกต่าง ไปจากหลายเหตุการณ์ในอดีต วันนี้มีหลายคนซึ่งเคยอยู่ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม หรือแม้กระทั่ง ๑๗ พฤษภาคม แยกย้ายกันไปมากนะครับ คนเดือนตุลาคม เสื้อเหลืองก็มี เสื้อแดงก็มี ไม่เป็นทั้งเสื้อเหลือง ไม่เป็นทั้งเสื้อแดงก็มี ผู้นํานักศึกษา สมัยเดือนพฤษภาคมปัจจุบันมาเป็นสื่อมวลชน เพิ่งเขียนบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ต่างประเทศด้วย ชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมเคลื่อนไหวมันมีพัฒนาการมันมีความแตกต่างมาก ตุลาคม พฤษภาคม ในอดีตไม่มีระบบการ์ดหรอกครับ ไม่มีเรื่องของกองกําลังติดอาวุธ อย่างแน่นอน และนั่นคือความยากลําบากของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่รัฐบาลนี้เข้ามา และต้องบริหารสถานการณ์ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ท่านประธานจะเห็นว่าหลักแรก ที่รัฐบาลใช้ในการจัดการกับการชุมนุมในเดือนมีนาคมนั้นก็คือยึดเอาหลักคําวินิจฉัย ของศาลเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งเคยมีการวินิจฉัยมา ตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ แล้วก็มาตอกยํ้าอีกครั้งในวันที่ ๕ เมษายนของปีนี้ครับว่า สิทธิซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้ในการชุมนุมนั้นนอกจากจะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธแล้ว กรณีที่สร้างความเดือดร้อนหรือไปละเมิดสิทธิของคนอื่น ที่เป็นการชุมนุมสาธารณะก็จะมีการกําหนดขอบเขตเอาไว้ เช่น เมื่อมีการยึดพื้นที่ สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ยึดพื้นที่ราชประสงค์ ศาลก็มีคําวินิจฉัยชัดเจนนะครับว่ากรณี ที่เป็นการไปปิดเส้นทางคมนาคมที่สําคัญหรือกระทบกระเทือนต่อการประกอบธุรกิจ และการดําเนินชีวิตของคนปกติทั่วไปอย่างมีนัยสําคัญ ก็ถือว่าเกินเลยขอบเขตของ การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้สิทธิรับรองไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาล หรือรัฐบาลมองว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะเข้าไปสลายชุมนุมตามใจชอบด้วยวิธีการใดก็ได้ ไม่ใช่ครับ ผมถึงได้เรียนครับว่าที่ท่านอ้างคําพูดของผมในอดีตผมเอามาปฏิบัติ ชุมนุม ๑ คน ๑๐๐,๐๐๐ คนต้องฟังเสียง ผมก็พยายามมาโดยตลอดที่จะรับฟังข้อเรียกร้อง เรื่องรัฐธรรมนูญก็พยายามหาคําตอบแล้วถูกปฏิเสธ เรื่องความเหลื่อมลํ้าในสังคม รัฐบาลนี้ก็พยายามครับ นโยบายใดซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งพี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจเราก็ต่อยอดเพิ่มเงินให้กับกองทุนหมู่บ้านอย่างนี้เป็นต้น โครงการในเรื่องของการรักษาพยาบาล