ฐิติมา ฉายแสง พูดถึงพฤติกรรมและการบริหารงานที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เธอถามถึงความสามารถของนายกรัฐมนตรีในการปฏิบัติตามคำพูดของเขา และแสดงความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีไม่รักษาคำพูด เธอยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงคำพูดของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และถามถึงการกระทำของทหารที่ยิงผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม
ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้ข้อมูล ที่ดิฉันจะนําเสนอนั้นจะเป็ นเรื่องที่พูดถึงพฤติกรรมและการบริหารงานที่ผิดพลาด แบบขาด ๆ เกิน ๆ ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านบริหารราชการแผ่นดิน เสียจนนําความเสียหายมาสู่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ข้อมูลหลายประการนั้น ดิฉันเชื่อว่าบางคนอาจจะไม่เคยได้รับรู้รับทราบมาก่อน แต่ว่าก็คงได้มาเห็นภาพอยู่ใน การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะว่าพี่น้องประชาชนนั้นได้รับข้อมูลข่าวสาร เพียงด้านเดียวค่ะท่านประธาน รัฐบาลชุดนี้มีความสามารถพิเศษเหนือใครที่จะทําให้ ทั้งโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นดี สเตชัน (D Station) หรือพีเพิล แชนแนล หรือวิทยุ หรือเว็บไซต์ ต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะนําเสนอข้อมูลเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อมูลจาก ฝั่งตรงข้ามของรัฐบาลเอามาเปรียบเทียบกับข้อมูลของรัฐบาลได้เลย ดิฉันจึงอยากจะ ขอร้องผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าในวันนี้นั้นได้โปรดตั้งใจฟัง แล้วก็ตั้งใจชม ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบข้อมูลที่ดิฉันนําเสนอในการอภิปรายครั้งนี้ด้วยค่ะ
ท่านประธานคะ ท่านประธานได้ฟังมาก่อนหน้านี้ว่าผู้อภิปรายมีหลายท่าน ที่พูดถึงที่มาที่ไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วจนมา ๑๒ มีนาคม ของปีนี้นะคะ การชุมนุมของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันเรียกว่า สผ ๒/๒๕๕๓ (วิ.) เป็นพิเศษ กุลนที ๒๑๗๒ เกือบล้านคนเลยทีเดียว จนถึงโศกนาฏกรรมที่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมาก และมากกว่าครั้งใด ๆ ในประวัติศาสตร์ด้วยซํ้า ท่านประธานคะ ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นคน มีความจําทางการเมืองยาวสักนิดหนึ่ง จําได้ว่ามีคนเขาพูด มีคนเขาเตือน เตือนให้ คุณอภิสิทธิ์ระวังไว้ก่อนหน้านี้ และคําเตือนของคุณอภิสิทธิ์เองด้วยที่เตือนคนอื่นเอาไว้ ในขณะที่เป็นผู้นําฝ่ำยค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าคุณอภิสิทธิ์จําได้และเห็นด้วย เรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ความรุนแรง ความสูญเสียต่าง ๆ ของประเทศชาติ ของชีวิต ทรัพย์สิน ของผู้คนจะไม่เกิดขึ้น แต่ในบางครั้งดิฉันก็อดสงสัยไม่ได้นะคะว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนมี ความจําทางการเมืองสั้นหรือว่านิสัยดั้งเดิมท่านเป็นคนไม่อยู่กับร่องกับรอยกันแน่ ดิฉันจําได้ว่าดิฉันเองอภิปรายไปในช่วงเดือนเมษายนปี ที่แล้ว ซึ่งท่านประธานก็คงจะ ได้ชมการอภิปรายของดิฉัน ดิฉันนําซีดีคําพูดที่ว่าไม่ว่าประชาชนจะ ๑ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลนั้นพิจารณาตนเอง ไม่ได้ขัดกับ หลักการประชาธิปไตย จนกระทั่งคําพูดนี้มันเป็นวลียอดฮิต (Hit) ที่พูดกันสั้น ๆ ว่าจะ ๑ คน หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คน คําพูดตรงนี้เป็นคําพูดของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงที่เป็น ผู้นําฝ่ำยค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่เตือนท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ว่าให้รัฐบาลนั้นมีความสํานึกรับผิดชอบทางการเมืองแล้วก็ยุบสภา แต่เมื่อถึงคราวตนเอง ท่านไม่ปฏิบัติตามที่ท่านพูดไว้เลย มันเหมือนคําพังเพยที่ว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง และเป็นมากกว่าด้วยซํ้า เมื่อมีคนยกเรื่องจะ ๑ คนหรือ ๑๐๐,๐๐๐ คนที่ยอดฮิตนี้ขึ้นมาโจมตีท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ออกมาแก้ตัวว่ามันคนละสถานการณ์กัน ท่านประธานคะ เหตุการณ์ในช่วงกลุ่มพันธมิตรออกมาชุมนุมเรียกร้องกับเหตุการณ์ในช่วงของ กลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุมเรียกร้องมันต่างอะไรกันคะ มันต่างกันแค่เพียง ๑๐๐,๐๐๐ คน ของกลุ่มพันธมิตรออกมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่เกือบล้านคนของคน เสื้อแดงออกมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา คืนอํานาจให้กับประชาชน ให้มีการเลือกตั้งใหม่มันต่างกันแค่นี้ แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังสามารถ พูดออกมาได้ว่ามันคนละสถานการณ์กัน ท่านประธานดูนะคะว่าดิฉันเองอยากจะถาม ท่านประธานว่ารู้จักศรีธนญชัยไหมคะ ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนปกติเหมือนคนอื่นเขา คือเมื่อได้รับคําเตือนหรือว่าคนออกมาชุมนุมเรียกร้องเกือบล้านคนแบบนี้ คุณอภิสิทธิ์เอง ก็จะต้องยุบสภา ทําตามแนวทางที่เคยให้ไว้กับคุณสมัคร สุนทรเวช ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ป่านนี้ประเทศไทยก็คงจะก้าวเดินตามระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ไม่ต้องมา สูญเสียอย่างทุกวันนี้ แต่นี่ท่านมีพฤติกรรมที่เฉพาะตัวจริง ๆ ค่ะ นั่นคือเป็นเด็กดื้อ เอาแต่ใจตนเอง ต้องการเอาชนะคะคาน มันเลยทําให้ประเทศชาติล่มจมอยู่ ณ ทุกวันนี้ ท่านประธานคะ การแก้ปัญหาการเมืองมันต้องแก้ด้วยการเมืองไม่ใช่แก้ด้วยการปราบ ด้วยวิธีการทางทหารอย่างที่ทํา แต่รัฐบาลจะเรียกการปราบนี้ว่าอะไรก็ตามทีเถอะ มันก็คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด เป็นการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง มีคนเตือน ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมก็เตือนว่าอย่าใช้กําลังรุนแรงนะ อย่าใช้ทหารมาปราบ ผู้ชุมนุมนะ อย่าใช้อาวุธสงครามนะ อย่าทํานะอภิสิทธิ์ถ้าทําแบบนั้นจะเป็นทรราชตั้งแต่ อายุยังน้อย เขาก็เตือนแล้วเตือนเสมอก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมนี้ด้วยซํ้า เตือนแล้วเตือนอีก และเป็นอย่างไรคะ สุดท้ายผู้บริสุทธิ์ต้องมาบาดเจ็บล้มตาย ท่านประธาน ทําไมดิฉันถึงพูดว่า ผู้บริสุทธิ์รู้ไหมคะ ดิฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และโรงพยาบาลราชวิถี ผู้บาดเจ็บเขาถูกยิงตรงช่วงที่ดินแดงกับซอยรางนํ้า คนที่บาดเจ็บนั้น บางคนเป็ นคนขี่จักรยานขายลอตเตอรี่ อย่างเช่นชื่อคุณธนศักดิ์ถูกยิงที่หลัง ต้องตัดม้ามทิ้งในขณะที่ทําอะไร ขี่มอเตอร์ไซค์จะไปรับแม่กลับบ้าน หรือบางคน เป็นผู้หญิงกําลังรอรถเมล์อยู่ ท่านประธานคะ ดิฉันเองไปปลอบใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ บอกว่าเสียใจด้วยนะคะที่ถูกลอบยิง เขาตอบดิฉันว่าอะไรรู้ไหมคะ เขาบอกว่าไม่ได้ลอบยิง ทหารยิงตรง ๆ เลย ทําไมต้องทําอย่างนี้ เขาร้องไห้ เขาบอกทําไมต้องทําอย่างนี้กับเขาด้วย เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย พวกนี้เป็นไม่กี่คนในหลายสิบคนที่ดิฉันไปเยี่ยม ซึ่งไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลยค่ะท่านประธาน มันเกิดคําถามว่าทําไมทหารถึงยิงคนทั่วไป ทําไมทหารถึงยิงผู้ชุมนุมอยู่ในเขตอภัยทานที่วัดปทุมวนาราม ดิฉันอยากจะถาม ท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกันว่ารู้ไหมคะว่าทําไม แต่ดิฉันมีคําตอบ ที่เขายิงเพราะทําให้ คนบาดเจ็บล้มตายมากแบบนี้ ทหารเขาเป็นแบบนี้ก็เพราะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นปลุกพวกเขาจนได้ที่ ปลุกเขาเอาไว้ด้วยการออกข่าวปลุกปั่น บิดเบือนใส่ร้ายผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้ายโดยใช้สื่อของรัฐฝ่ายเดียวปลุกให้คนทั่วไป และทหารนั้นเกลียดชังผู้ชุมนุม ทหารจึงกล้าและไม่ลังเลใจเลยที่จะยิงผู้ชุมนุม ที่มีมือเปล่า โดยไม่สนใจแม้กระทั่งว่าคนคนนั้นจะเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือไม่ นี่คือผลลัพธ์ของการออกสื่อที่บิดเบือนใส่ร้ายของรัฐฝ่ำยเดียว แล้วมันไม่ต่างกับ เหตุการณ์ในช่วง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งรัฐบาลใช้สถานีวิทยุยานเกราะออกข่าวปลุกปั่น ประชาชนให้เกลียดชังนักศึกษา กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งประชาชน กลุ่มกระทิงแดง ทหาร ตํารวจ บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทําร้ำย และฆ่านักศึกษา ทําให้เกิดความแตกแยกในสังคมซึ่งในช่วงนั้นยากที่จะลืมเลือนจริง ๆ ค่ะ ท่านประธาน ดิฉันอยากจะฝากบอกท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะคะว่าท่านจะปล่อยให้ สังคมไทยนั้นแตกแยกมากไปกว่านี้หรือคะ ท่านรู้ไหมคะว่ามีผู้คนกล่าวว่าสังคมในช่วงที่ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งอยู่เป็นสังคมที่แตกแยกมากที่สุด รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย หลังจากที่ท่านปราบปรามผู้ชุมนุมไปแล้วจนได้พื้นที่ ราชประสงค์คืนไปแล้ว ท่านก็ยังไม่หยุดดําเนินการนะคะ ท่านยังไล่ล่าแถมตั้งข้อหา ตามใจชอบ ดังนั้นสังคมไทยมันจึงแตกแยกมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น มันไม่เป็นไปตาม คําที่ท่านพูดพรํ่าอยู่เสมอว่าต้องการปรองดองหรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ ให้แตกแยกมากขึ้นคะ หรือยังคงแตกแยกอยู่คะ เพราะยิ่งแตกแยกความรุนแรงในสังคม มันก็ยิ่งมากขึ้น มันแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสีกันมากขึ้น คนที่เชียร์ท่านหรือสนับสนุนท่าน ก็เร่งเร้าให้ท่านปราบปรามอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านก็จะหาเป็นเหตุผลในการปราบว่ามีคนมา สนับสนุนท่านแบบนี้ เพราะท่านต้องการอะไร ท่านต้องการเป็นผู้ชนะ ชนะแล้วจะได้ ทุกอย่างตามที่ต้องการเลย เลือกตั้งก็เลื่อนวันได้ งบประมาณท่านก็เสวยสุขกันไป แล้วก็ โกงกินกันเสียเต็มที่ได้เลย
วันก่อนค่ะท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบชี้แจงการอภิปราย ของดิฉันเรื่องเกี่ยวกับการจัดทํางบประมาณประจําปี ๒๕๕๔ ท่านยืนยันแผนปรองดอง และกําหนดวันเลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายน ในวันนั้นท่านพูดไว้คือวันพุธที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แต่หลังจากนั้น ๒ วันเองความจําทางการเมืองของท่านก็หายไปอีกแล้ว ท่านพูด กับนักการทูต เอกอัครราชทูตหลาย ๆ ประเทศ ท่านบอกว่าการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในปีนี้ คงเป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้ความแตกแยกในสังคมร้าวลึกเกินไป ดูสิท่านประธาน เป็ นคนมีความจําทางการเมืองสั้นขนาดไหน เพิ่งอาทิตย์ที่แล้วเอง ๒ วันเองท่านก็ไม่อยู่ กับร่องกับรอยแล้ว การกระทําของท่าน การตัดสินใจของท่าน มันช่างต่างกัน และตรงข้ามกันกับคําพูดที่ท่านเคยพูดไว้ มันเหลือเชื่อจริง ๆ เหลือเชื่อที่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ประเทศไทยมีผู้นําที่ไม่รักษาคําพูดได้มากมายขนาดนี้ เอาละค่ะ ดิฉันมีภาพประกอบ ในเรื่องข้อมูลของท่านนายกรัฐมนตรีที่เคยพูดไว้นะคะท่านประธาน