ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แยกแยะเรื่องการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อตนเองตามกฎหมายและพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและแสดงความกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติในมาตรา 14 ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือความขัดแย้ง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ตามระเบียบวาระนี้ ที่ท่านประธานได้กรุณานําบรรจุระเบียบวาระการประชุมนั้น กระผมอยากจะแยกแยะ เพราะว่า
ประการที่ ๑ จากข้อเท็จจริงที่เห็นต่อสาธารณะที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมานั่งเถียงกันว่าใครมีอํานาจ ใครไม่มีอํานาจ ก็สร้าง ความกังวลใจให้กับตัวกระผมซึ่งวังวนอยู่ในแง่ของกฎหมายและในแง่ของการตรา พระราชบัญญัติ
ประการที่ ๒ มันก็เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าในการตราพระราชบัญญัตินั้น จะยึดเอาบทบัญญัติตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๒ หรือมาตรา ๑๔๐ ค่อนข้าง จะเถียงกันไม่ตกฟาก ในขณะที่สังคม ในขณะที่บ้านเมืองเราต้องการกฎหมาย ยอมรับว่าใช่ แต่ต้องเปึนกฎหมายที่ใช้บังคับได้ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือมีปัญหา ด้านอื่น ๆ มันก็จะมีปัญหาในสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเคยกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๙ ถ้าหากกฎหมายยังคาอยู่ ผู้มีอํานาจ ผู้มีสิทธิ ผู้มีหน้าที่ ในการเสนอกฎหมายไม่ว่าคณะรัฐมนตรี ส.ส., ส.ว. หรือผู้ใดก็ตาม ไม่สามารถที่จะ เสนอกฎหมายที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันเข้ามาได้ มันจะก่อให้เกิดปัญหา ปัญหาในทางปฏิบัติที่เรามีอยู่เปึนข้อถกเถียงว่าในการที่ ส.ว. ที่ลงมติเห็นชอบ ที่ท่าน อาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ (๒) นั้น ท่านก็มีความเห็นว่าไม่ถึงจํานวนที่จะประกาศใช้ เปึนกฎหมาย ท่านก็ส่งคืนมายังสภาผู้แทนราษฎร พอส่งมาแล้วเกิดการตีความ อย่างหลากหลาย บางคนก็บอกว่าต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๒) หรือไม่ เราก็เกิดมีการตีความกันค่อนข้างจะมีความเห็นอย่างหลากหลาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าชี้ชัดในกรณีอย่างนี้ เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งเรื่องเข้าไป ทําให้เกิดการตีความ ซึ่งมี ส.ว. เข้าไปให้ความเห็นเพิ่มเติมจํานวนหนึ่ง ผมกราบเรียน ท่านประธานว่ากระบวนการตรากฎหมายนั้นเราจําเปึนจะต้องให้ความร่วมมือ เพราะบ้านเมืองมีความจําเปึนในการที่จะมีกฎหมายจริง แต่กฎหมายนั้นก็คงจะต้อง ใช้บังคับได้ กระผมยังไม่อยากให้คิดว่าเราเคยมีการให้ความเห็นชอบหรือไม่มีการให้ ความเห็นชอบ ซึ่งจํานวน ๑๓๑ คนที่ไม่ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งก็ตาม ในวาระที่สาม ก็ตามนั้น ที่สภาแห่งนี้ก็คงจะมีป้กฝัืงผมไม่ให้ความเห็นชอบ แต่ ณ ที่วันนี้กับวันนั้น จะเอามาเปรียบเทียบกันมันคงจะต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน ท่านประธานครับ เมื่อมีการให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง ดังที่ท่านประธานได้บรรจุเข้ามา กระผมใคร่อยากจะขอ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อผมอ่านเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๔ ว่าด้วยอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น (๒) บอกว่า ให้คําปรึกษาแก่ประธานรัฐสภาเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการและเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ผมถามท่านประธานสักนิดหนึ่งว่า ท่านประธานอยู่ในองค์กรในอํานาจอธิปไตยในฝ์ายนิติบัญญัติ ท่านประธานจะไปขอ คําปรึกษาอะไรกับทาง สตง. ทางผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน การเขียนกฎหมายทํานองนี้ถ้าตีความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ ผิดครับ มันไม่ได้เกี่ยวข้องเลยที่ท่านจะให้คําปรึกษากับท่านประธานรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเรียน ต่อไปว่า ในมาตราดังกล่าวใน (๓) บอกว่า ให้คําแนะนําแก่ฝ์ายบริหารในการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการควบคุมเงินของรัฐ เมื่อได้รับคําร้องขอจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือเมื่อคณะกรรมการเห็นสมควร ท่านประธานจะเห็นว่านอกจากจะก้าวล่วงมาในฝ์ายนิติบัญญัติแล้ว ยังก้าวล่วงมา ในอํานาจหน้าที่ของฝ์ายบริหาร ถ้าจะพูดอย่างภาษาตลาดว่าถ้านายกรัฐมนตรีไม่มีปัญญา เกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าก็ไม่ควรเปึนนายกรัฐมนตรีต่อไป หรือถ้ามีปัญหากันจริง ๆ นายกรัฐมนตรีก็ย่อมที่จะขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเปึนที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลได้ ท่านประธานอ่านไปอย่างไม่ค่อยละเอียดมากนัก ใน (๙) มาตรา ๑๔ บอกว่า ออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดจ้าง และการกําหนดค่าจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ สําหรับการปฏิบัติงานของสํานักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๒๕๓ ตามอํานาจหน้าที่ ของท่านมี ท่านไม่ได้หมายความว่าท่านวิเศษวิโสว่าจะทําอะไรก็ได้ ไปออกระเบียบอะไร ในการจัดจ้างอะไรก็ได้ตามใจชอบของท่าน มันมีระเบียบการว่าด้วยการนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินหรืออยู่ในหน่วยงานอื่นก็ตาม ท่านก็ต้อง ปฏิบัติตามนั้น ท่านไม่สามารถที่จะมาออกกฎหมายที่จะแปลความรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ ให้อํานาจล้นฟัาล้นแผ่นดินแก่ท่านได้ ไม่ว่าในวงเล็บอื่น ๆ ก็เช่นกัน ในมาตรา ๑๔ ไม่ว่าออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตรวจสอบสืบสวน แต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระตามมาตรา ๑๙ ออกระเบียบว่าด้วยวินัยการเงิน การคลัง และ งบประมาณ ท่านประธานเห็นไหมครับ สตง. มีหน้าที่ออกระเบียบว่าด้วยวินัยการเงิน การคลัง และงบประมาณเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่ครับ มันไปก้าวล่วงฝ์ายบริหารเขาไปหมด ใน (๑๕) พิจารณาคําร้องของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ที่ขอให้ ตรวจสอบหน่วยรับตรวจเปึนกรณีเฉพาะราย อย่างนี้เปึนต้น ที่กระผมยกตัวอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเวลากับสภาแห่งนี้ว่าจะสะท้อนภาพให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ มันเปึนการแปลความมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ แต่แปลความเข้าข้างตัวเอง ที่จะให้อํานาจล้นฟัาล้นแผ่นดิน ในมาตรา ๘๙ บอกว่า การตรวจสอบสืบสวนให้ ดําเนินการในกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) เรื่องที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี ขอความร่วมมือให้ตรวจสอบตามมาตรา ๑๔ (๑๕) และคณะกรรมการเห็นชอบ ให้ดําเนินการสืบสวนสอบสวน ท่านประธานครับ ความเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และความเปึนสมาชิกวุฒิสภานั้นมีข้อจํากัด เราจะต้องมีการตีความว่าเราไปก้าวก่าย ในอํานาจหน้าที่ตรงที่อื่นที่มีบทบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๖ หรือไม่ ตรงนี้ยังเขียนช่องทางบอกว่าขอได้แต่ต้องมีมติคณะกรรมการ ท่านประธานตามผมต่อไป อีกสักนิดหนึ่ง ใน (๓) เรื่องที่ผู้ว่าการสั่งการให้ตรวจสอบสืบสวนเปึนกรณีพิเศษ เขียนแล้วก็ดูดี จะเปึน นาย ก นาย ข นาง ก นาง ข ผมไม่สนใจหรอกครับว่าคนคนนั้น ก็คงจะเปึนปุถุชนที่รู้ร้อน รู้หนาว รู้รัก รู้เกลียด รู้ชัง เหมือนกัน ถ้าในกรณีที่เขียนกฎหมาย ทํานองนี้บอกว่าเรื่องที่ผู้ว่าสั่งการให้ตรวจสอบ ท่านประธานเห็นไหมครับ มันจะตรวจสอบไปทุกเรื่องที่เปึนฝ์ายตรงข้ามที่เขาไม่ชอบ ผมไม่ได้หมายความว่าในปัจจุบันผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในอนาคต แต่ถ้าเขียนกฎหมายทํานองนี้ไร้ขอบเขตครับครอบจักรวาล มันสุ่มเสี่ยง ต่อการเสียหายของประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ท่านประธาน มีข้อห้ามมิให้รับเรื่อง บางเรื่องด้วย แล้วมาตรการอื่น ๆ ที่เปึนอํานาจหน้าที่ที่แปลความจากรัฐธรรมนูญแล้ว ผมยืนยันว่าล้วนแล้วแต่ค่อนข้างจะเปึนการสุ่มเสี่ยงเสียทั้งสิ้น ผมจะชี้ให้ท่านประธาน และท่านสมาชิกได้เห็นว่ามาตรา ๑๐๒ บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ มีมติให้เปึนความผิดทางอาญา ให้ประธานกรรมการส่งสํานวนการตรวจสอบสืบสวน และเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ท่านเห็นไหมครับ ต่อไปเราจะต้อง ทําการแก้ ป.วิ.อาญา กระบวนการพิจารณาความไปเสียทั้งหมด ท่านตรวจสอบ เฉพาะเรื่องทุจริต สุจริต ความมีอยู่จริงหรืออื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ แต่ท่านบัญญัติในกฎหมาย ท่านให้ท่านเปึนคนที่จะฟัองเองไปได้ เพราะบัญญัติไว้ว่า เพื่อดําเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยให้ถือว่าสํานวน การตรวจสอบสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการเปึนสํานวนของการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับรับฟัองไว้ พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ท่านประธานครับ ผมเปึนคนเรียนกฎหมายมา ผมก็รู้ว่าวิธีพิจารณาความอาญาเปึนอย่างไร ในกระบวนการเปึนอย่างไร เขียนกฎหมาย บังคับไม่ให้ศาลชี้ ๒ สถาน พอสํานวนออกไปแล้วจากคณะกรรมการ คตง. ถือว่า เปึนสํานวนตาม ป.วิ.อาญา แล้วบังคับให้ศาลไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ไม่ต้องชี้ ๒ สถาน ให้ประทับรับฟัองอย่างเดียว เปึนไปได้ไหมครับท่านประธาน ในวรรคสอง เมื่ออัยการสูงสุดได้รับสํานวนการตรวจสอบสืบสวนและหลักฐานพร้อมทั้งความเห็น จากคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งแล้ว เห็นว่าสํานวนการตรวจสอบสืบสวนและเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นที่คณะกรรมการส่งไปยังไม่สมบูรณ์พอเพียงที่จะดําเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งคณะกรรมการเพื่อดําเนินการต่อไป โดยระบุข้อความที่ไม่สมบูรณ์นั้น ให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ให้คณะกรรมการและอัยการสูงสุดตั้งคณะทํางาน ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ์าย จํานวนฝ์ายละเท่ากันดําเนินการเพื่อรวบรวม พยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดฟัองคดีต่อไป นี่ก็พอทําเนาครับ แต่ท่อนสุดท้ายเขียนว่า ในกรณีที่คณะทํางานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดําเนิน ฟัองคดีได้ ให้คณะกรรมการมีอํานาจฟัองคดีเองหรือแต่งตั้งทนายฟัองแทน ท่านประธานครับ ไปไม่ไหวหรอกครับ กฎหมายฉบับนี้ถึงแม้ว่าจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในขณะที่ กระผมยังไม่เข้ามาก็ตาม ผมก็เคารพท่าน ความคิดเห็นของท่าน แต่เมื่อวันนี้มาอ่านแล้ว ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้หรอกครับ ผมคิดว่าก็คงจะต้องระงับยับยั้งที่จะต้องยับยั้งให้ กฎหมายตรงนี้ตกไปไม่ให้เปึนเสี้ยนเปึนหนามไปทิ่มแทงที่จะต้องตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๙ ผมคิดว่าเมื่อตกไปแล้ว ถ้าหากเขียนว่า คณะรัฐมนตรี ส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอื่นใดที่จะเสนอเข้ามาได้ก็อาศัยเสียง ๑ ใน ๑๐ เสนอเข้ามาใหม่ เพื่อให้มี ความเหมาะสมกับสภาพที่จะบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญต่อไปครับท่านประธาน