วิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ พูดเรื่องการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ว่า ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. นั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ และให้อํานาจของ สตง. มากเกินไป แต่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการเขียนพระราชบัญญัติ และให้เหตุผลว่า สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอํานาจในการตรวจสอบการทุจริตอยู่แล้ว วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ยืนยันว่า ไม่ควรตรวจสอบก่อนว่ามันขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีส่วนช่วยในการสอบสวนและฟ้องคดีทุจริต และแสดงความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินี้น่าจะเป็นผลดีกับประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิในฐานะที่ผมเปึนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ความจริงแล้วก็มีข่าวตามสื่อมวลชนจากเพื่อนสมาชิกหรือว่าจากพรรคการเมือง บางพรรคก็เกือบจะเปึนที่แน่นอนว่ามติจะออกมาอย่างไร แต่ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมต้องขอใช้สิทธิตรงนี้ละครับเพื่อชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกว่าด้วยเหตุผลอะไรคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรจึงพิจารณาร่างออกมาในแบบนั้น มันมีประเด็นที่เปึนข้อโต้แย้ง กับคณะกรรมาธิการอยู่ ๒ ประเด็นครับท่านประธานครับ จะเปึนเหตุผลที่ไม่ยืนยัน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
ประเด็นแรกก็คือ ร่างพระราชบัญญัตินี้น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าให้อํานาจของ สตง. มากเกินไป
ผมขออนุญาตท่านประธานครับในประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะกรุณาดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ (๓) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธาน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ (๓) เขาบอกว่า ป.ป.ช. มีอํานาจ ผมเอาย่อ ๆ นะครับ เกี่ยวกับการไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการ ซึ่งดํารงตําแหน่งตั้งแต่ผู้อํานวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ หรือกระทํา ความผิดทุจริตต่อหน้าที่ การที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐธรรมนูญบอกว่าหน้าที่ ในการปราบปรามการทุจริตเปึนของ ป.ป.ช. อย่างเดียว คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณา เหมือนกันว่าถ้าเขียนอย่างนี้มันจะไปขัดรัฐธรรมนูญมาตรานี้หรือเปล่า คณะกรรมาธิการ เห็นว่าไม่น่าจะขัด เพราะไม่ได้ห้ามไว้
อีกประการหนึ่งก็คือว่าก็มีหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ท. ดีเอสไอ (DSI) หรือว่าพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตํารวจก็ทําเรื่องทุจริตเยอะแยะไปหมด ก็ไม่เห็นมีปัญหา ประกอบกับในระหว่างพิจารณาท่านประธานครับก็มีกรรมาธิการ ท่านหนึ่ง ท่านก็เปึนผู้เชี่ยวชาญกฎหมายครับ ผมต้องขอประทานโทษขอเอ่ยนามคือ ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านก็เปึนกรรมาธิการท่านหนึ่ง ปัจจุบันท่านก็เปึนกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ เปึนราชบัณฑิต เราก็ถามท่านว่าถ้าเขียนอย่างนี้มันจะมีปัญหาไหม ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา กรรมาธิการทําได้ แล้วท่านบวรศักดิ์นี่ท่านยังไปยกรัฐธรรมนูญ บอกว่าในมาตรา ๒๕๒ วรรคหก เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน คุณสมบัติ ลักษณะ ต้องห้าม และการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน รวมทั้งอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เปึนอันว่าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็เห็นว่าน่าจะมีอํานาจ ที่จะเขียน กอปรกับท่านก็ให้เหตุผลว่าน่าจะบัญญัติไปให้อํานาจของสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดําเนินการตรวจสอบการทุจริตเกี่ยวกับเงินแผ่นดินด้วย เพราะรัฐธรรมนูญ ให้อํานาจอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งที่กรรมาธิการเห็นว่าไม่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญก็คือว่า ตลอดเวลาพระราชบัญญัติตรวจเงินแผ่นดินทุกฉบับรวมทั้งฉบับป้ ๒๕๔๒ ป้ ๒๕๒๒ เขาจะมีมาตราอยู่มาตราหนึ่งครับ เขาเขียนว่าในกรณีที่ผลการตรวจสอบปรากฏว่า มีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเปึนการทุจริต ให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งต่อพนักงาน สอบสวนเพื่อดําเนินคดี ก็เปึนอันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็จะสอบสวนในเรื่องการทุจริตมาอย่างสม่ําเสมออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเดิมพอสอบสวน เสร็จก็ไปส่งให้พนักงานสอบสวน ร่างพระราชบัญญัตินี้คือดําเนินการต่อ ซึ่งผมจะชี้แจง ในลําดับถัดไป
ประการสุดท้าย กรณีที่อ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๑๔๑ วรรคแรก เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนนําทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งต้องกระทําให้แล้วเสร็จ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ท่านประธานครับ ผมก็ฝากไปถึงท่านที่ออกมา ให้สัมภาษณ์ทั้งหลายว่ามันขัดรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านไปเกี่ยวข้องอะไร กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ในเมื่อเขาบอกไว้แล้วถ้ามันขัดเดี๋ยวก็ต้องไปเจอด่านนี้อยู่แล้ว ไปชี้เสียก่อนแล้วว่ามันน่าจะขัด นี่ล่ะครับเปึนประเด็นที่ผมขอยกขึ้นมาโต้แย้งกับ ผู้เกี่ยวข้องที่มากล่าวอ้างว่าน่าจะขัดรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นหนึ่งครับที่มีการยกขึ้นมาโต้แย้งกับคณะกรรมาธิการก็คือว่า ให้อํานาจ สตง. มากไป ซึ่งก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ เรื่องครับ คือให้อํานาจ สตง. ไปใช้อํานาจเหมือนกับ ป.ป.ช. ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ เหตุผลที่คณะกรรมาธิการ ต้องเขียนอย่างนี้ก็เพราะว่า ที่ให้อํานาจ สตง. สามารถไปดําเนินการฟัอง สามารถให้ สตง. มีอํานาจสอบสวนแล้วส่งให้อัยการฟัอง ถ้าอัยการเห็นว่าสํานวนยังไม่พอฟัองก็มาตั้ง กรรมการร่วม แล้วถ้ากรรมการร่วมฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สตง. ก็สามารถจะฟัองเอง ก็คือใช้อํานาจ ป.ป.ช. เหตุผลที่ต้องทําอย่างนี้ก็เพราะว่าที่เราให้ สตง. มีอํานาจอย่างนี้ ก็เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณเท่านั้นนะครับ กรณีทุจริตงบประมาณเท่านั้น ซึ่งเปึนส่วนน้อยครับ มีประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช. เท่านั้น แล้วก็ ถ้า ป.ป.ช. เกิดมีความอยากจะทําในคดีที่ สตง. เขาเริ่มทําแล้ว ก็ทําหนังสือแจ้งไป สตง. ก็ต้องหยุดทํา ส่งมาให้ ป.ป.ช. ทํา แล้วประการที่สําคัญที่สุด ท่านประธานครับ วันนี้ สตง. ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ทั้งหมด ๗๔๘ เรื่อง จนบัดนี้ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ทําสํานวนสรุปมา แม้แต่เรื่องเดียว บางเรื่องอยู่ในระหว่างดําเนินการ บางเรื่องยังไม่ได้เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ถ้า สตง. จะมาช่วยแบ่งเบาภาระไปส่วนหนึ่ง ผมก็ว่าน่าจะดีขึ้น แล้วที่สําคัญที่สุดคือว่า พอ สตง. ส่งเรื่องไปแล้ว ป.ป.ช. ต้องไปเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ มันทําให้เสียเวลา ปัญหาการทุจริตในวันนี้มันก็เนื่องจากว่าเราไม่สามารถที่จะเอาตัวผู้กระทําผิดมา ได้อย่างเฉียบพลัน พอเรื่องมันช้า มันเกิดการทุจริต กว่าจะสอบสวนเสร็จ คนมันก็ ขาดความเกรงกลัว ตรงนี้ถ้าสมมุติว่าถ้าเราใช้วิธีนี้เรื่องมันก็จะทําให้ลุล่วง แล้วปัญหา การทุจริตก็จะลดน้อยลง
อีกประการหนึ่ง ที่มีการโต้แย้งกรณีที่ให้อํานาจ สตง. มากเกินไป อ้างว่า สตง. สามารถที่จะสอบสวนเองลงโทษเอง ก็คือว่าไปลงโทษทางวินัย ความจริงแล้วเรื่องนี้ ไม่น่าจะเปึนข้อโต้แย้งครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ วรรคแรกเขาให้อํานาจ สตง. ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้เลยนะครับ สตง. ตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงิน และการคลัง ซึ่งสามารถมีอํานาจที่จะสอบสวนทางวินัยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นร่างนี้ ก็ไปเขียนกระบวนการเท่านั้นละครับว่าจะต้องทําอย่างไรบ้าง แล้วก็มีสิทธิโต้แย้ง กันอย่างไร แล้วไม่ต้องกลัวว่าอํานาจมันจะมากเกินไป เพราะเมื่อคณะกรรมการ วินัยทางการเงินและการคลังของ สตง. เขาสั่งลงโทษแล้ว หน่วยตรวจรับหรือผู้ได้รับโทษ ไม่เห็นชอบ ก็สามารถใช้สิทธิทางศาลปกครองได้อีกขั้นหนึ่ง ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี่ ผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเปึนผลดีกับประเทศ เพราะว่า
ประการที่ ๑. ก็คือว่าถ้าเรามีหลาย ๆ หน่วยงานช่วยกันทํา แล้วก็แบ่งแยก หน้าที่กัน ใครมีอํานาจเหนือกว่าใคร มันก็จะเกิดการแข่งขัน แล้วก็เปึนการช่วยเร่งรัดคดี
ประการที่ ๒ ก็คือว่าในร่างพระราชบัญญัตินี้มันเคยผ่านรัฐสภา ไปครั้งหนึ่งแล้วครับคือในสมัยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ แล้วเหตุผลท้าย พระราชบัญญัติ เขาบอกชัดเจนครับว่าขณะนี้หน่วยราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต กันมาก ลําพัง ป.ป.ช. ไม่สามารถตรวจสอบได้หมด จึงเห็นควรให้มีหน่วยงานที่มาสร้าง ความเข้มแข็งในการตรวจสอบการทุจริต จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มา แล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จริง ๆ มันผ่าน สนช. ไปเรียบร้อยแล้ว เผอิญตอนหลัง มีการตีความเรื่ององค์ประชุมตลอดเวลาไม่ว่าจะเปึนการโหวตอะไรต้องอยู่ใน ห้องประชุมเกินกึ่งหนึ่ง ไม่นับคนที่เซ็นชื่อเหมือนที่เคยปฏิบัติมา ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็เลยตกไป
ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งก็คือว่าขณะนี้ ป.ป.ช. ไปอาศัยประกาศ ของ คมช. ฉบับที่ ๓๑ ข้อ ๖ คือให้อํานาจ ป.ป.ช. สามารถส่งเรื่องไปให้หน่วยงาน ต้นสังกัดสอบสวนเอง เพราะฉะนั้นการสอบสวนขณะนี้มันยกไปหมดละครับ เหลือที่รอด มาไม่กี่คดี
แล้วประการสุดท้ายครับ ขณะนี้ท่านประธานคงทราบดีว่าใน สตง. มีข้อขัดแย้งกันอย่างมโหฬาร เปึนปัญหาของการตรวจสอบระบบงบประมาณ ระบบการทุจริต กันอย่างรุนแรง ถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการยืนยันจาก สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ อย่างน้อย ๆ จะต้องใช้เวลาอีก ๓ เดือนถึงจะได้ตัวผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินตัวจริง แล้วถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องตกไปแล้วเสนอเข้ามาใหม่ กว่าจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ แล้วไปผ่านวุฒิสมาชิก แล้วผมก็ไม่มั่นใจว่าจะเกิด อุบัติเหตุเกี่ยวกับสภาหรือเปล่านะครับ ผมไม่มั่นใจว่าอีก ๑ ป้จะได้ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินหรือเปล่า ผมเกรงว่าถึงวันนั้นระบบการตรวจสอบมันคงไม่ได้เปึนอัมพฤกษ์แล้ว มันเปึนอัมพาตไปโดยสิ้นเชิง สุดท้ายจริง ๆ ครับ