อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหานี้ และมีการแก้ไขปัญหาหลายครั้ง รวมถึงมีการชดเชยให้กับเกษตรกรที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบายประกันรายได้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนท่านประธานในกรณีโครงการ การประกันรายได้ อยากจะเรียนกับทางเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานว่า นโยบาย การประกันรายได้นี่ต้องการที่จะให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนได้รับประโยชน์ก็คือ มีหลักประกันในเรื่องของรายได้ของเกษตรกร โดยหลักที่ใช้ในการทํานโยบาย ก็คือเกษตรกรซึ่งมาขึ้นทะเบียนหลังจากที่ได้ดําเนินการเพาะปลูกก็จะมีสิทธิว่าจะได้รับ รายได้ขั้นตํ่า ซึ่งก็หมายถึงว่าจะต้องขึ้นอยู่กับราคาในตลาด ถ้าราคาในตลาดนั้นคํานวณ ออกมาแล้วเท่ากับว่าได้รายได้ขั้นตํ่าแล้วก็จะไม่มีการชดเชย แต่ว่าถ้าหากว่าไปขาย ผลผลิตได้ราคาตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ประกันรายได้ก็จะได้รับการชดเชย โดยรัฐบาลนั้น จะมีการประกาศราคาที่ใช้อ้างอิงในการซื้อขายในตลาด โดยคํานวณจากราคา ที่ซื้อขายจริง และกระทรวงพาณิชย์ก็จะมีมาตรการในการที่จะไปดูแลว่าเป็นราคา ที่สะท้อนความเป็นจริงทุก ๑๕ วัน ปัญหาที่เกิดขึ้นที่จังหวัดลําพูนและในบางจังหวัด ก็ขอกราบเรียนว่าเป็นปัญหาที่เราติดตามครับ ไม่ได้ละเลย เฉพาะที่จังหวัดลําพูน ก็กราบเรียนว่าเพื่อน ส.ส. ของท่าน คือ ส.ส. ขยันก็เป็ นคนที่มาติดตามเรื่องนี้ ทั้งในที่ประชุมพรรคของผม ทั้งที่เวลาพบปะกับผมอยู่เกือบตลอดเวลา ผมก็ได้รับทราบปัญหาเช่นเดียวกับ อีกหลายพื้นที่ หลายจังหวัด ซึ่งก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไป คณะรัฐมนตรีแล้วก็ คณะกรรมการนโยบายข้าวก็ใช้หลักในการพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมกราบเรียนครับว่าพวกเราไม่มีใครไปตําหนิคนทํางานทั้งสิ้นครับ เราเข้าใจข้อจํากัดว่า ระยะเวลาที่กระชั้นแล้วก็เป็นเรื่องใหม่ แล้วก็การสื่อสารบางครั้งไม่สามารถไปได้ทั่วถึง แต่ว่าเมื่อเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเราก็จะมีหลักอย่างนี้ครับ หลักก็คือว่าถ้าเกษตรกร สูญเสียประโยชน์เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่ไปถูกจํากัดสิทธิ เช่น ทําสัญญาแล้วถูกระบุ ในสัญญาว่าต้องใช้สิทธิในวันนั้นวันนี้ ทั้งที่ความเป็ นจริงแล้ว ตามความเป็ นจริงแล้วก็ ตามนโยบายก็คือว่าเขาน่าจะมีโอกาสได้ใช้สิทธิในเวลาอื่น กรณีเช่นนี้รัฐบาลก็จะชดเชยให้ ก็จะมีมติคณะรัฐมนตรีที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เช่นช่วงแรกก็มีเกษตรกร จํานวนมากอยากจะใช้สิทธิในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ว่าก่อนหน้านั้นการทําสัญญา จะไประบุช่วงเวลาของการใช้สิทธิไปที่เดือนธันวาคม ต่อมาคณะรัฐมนตรีก็เห็นว่า ควรจะใช้สิทธิได้เลย ก็มีมติในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนว่าถ้าทําสัญญาแล้วให้ใช้สิทธิได้เลย เนื่องจากว่ากระบวนการการทําสัญญามันช้ากว่าเป้ำหมายที่เคยกําหนดไว้อย่างนี้เป็นต้น ต่อมาก็มีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไปทําสัญญาเอาช่วงเดือนธันวาคม แต่แท้ที่จริงแล้ว ต้องการจะใช้สิทธิตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านั้น หรือมีเกษตรกรที่ไปทําสัญญา หรือถูกระบุให้ ใช้สิทธิช่วงปลายเดือนธันวาคม แต่ต้องการจะใช้สิทธิช่วงต้นเดือนธันวาคมอย่างนี้เป็นต้น สุดท้ายปรากฏว่าราคาข้าวในตลาดสูงขึ้นไป ทําให้เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวว่า ในช่วงวันที่ ๑๖-๓๐ ธันวาคม ไม่มีการชดเชยเลย คณะรัฐมนตรีก็เห็นว่ากรณีเช่นนี้ ก็ควรที่จะให้สิทธิกับเกษตรกรที่ความจริงแล้วอยากจะใช้สิทธิก่อนวันที่ ๑๖ ธันวาคม ให้ย้อนกลับไปใช้สิทธิได้ในราคา ๑-๑๕ ธันวาคม กรณีของจังหวัดลําพูนก็จะมี ๕,๖๐๐ ประทานโทษครับจะมีทั้งสิ้น ๕,๖๗๐ ราย ซึ่งได้ประโยชน์จากมติ คณะรัฐมนตรี ซึ่งแก้ไขตรงนี้ไปแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้ละเลยกับปัญหาเลย แล้วก็ มีเกษตรกรซึ่งได้รับประโยชน์จากการแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีในทางปฏิบัติไปแล้ว แต่ว่าขณะนี้กลุ่มที่เป็นปัญหาที่เหลืออยู่ของจังหวัดลําพูนประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าราย เป็นอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า ที่คณะรัฐมนตรีให้ย้อนกลับไปใช้ราคาในวันที่ ๑-๑๕ ธันวาคม ไม่ได้ช่วยในกรณีข้าวปทุมธานีกับข้าวเหนียวซึ่งต้องการที่จะไปใช้สิทธิในช่วงระหว่าง วันที่ ๑๖-๓๐ พฤศจิกายน ซึ่งเรื่ องนี้ก็มีการนําเข้ำสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการนโยบายข้าวแล้วก็คณะรัฐมนตรี แล้วก็ได้มีมติออกมา แต่ปรากฏว่า มติที่ออกมานั้นเป็นมติที่ครอบคลุมเกษตรกรที่ทําสัญญาในเดือนธันวาคม ก็ทราบว่ายังมี เกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งยังมีปัญหา ก็คือทําสัญญาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ว่าถูกระบุในสัญญาว่าให้ใช้สิทธิช่วงเดือนธันวาคม ไม่ทราบว่ามีมติคณะรัฐมนตรีว่า หลังจากวันที่ ๒๔ ให้ใช้สิทธิได้เลยซึ่งก็เลยยังไม่ได้ใช้สิทธิ กรณีนี้ผมได้รับทราบแล้ว ท่าน ส.ส. ขยันก็เอาตัวเลขเอาอะไรต่าง ๆ มาให้ผมดู ก็จะนําเข้าสู่การประชุมของ คณะรัฐมนตรีในครั้งต่อไป เพื่อที่จะแก้ให้เกษตรกรซึ่งทําสัญญาในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน แต่เข้าใจว่าตัวเองจะต้องรอใช้สิทธิเดือนธันวาคม และเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ปรากฏว่าส่วนต่างราคาไม่มี คือไม่ได้รับการชดเชยก็จะอนุโลมให้กลับไปใช้สิทธิ ในช่วงราคาของปลายเดือนพฤศจิกายนได้ เพราะฉะนั้นปัญหานี้ก็น่าจะได้รับการแก้ไข ครอบคลุมทุกกลุ่มแล้วครับ ส่วนกรณีอื่นก็ไม่น่าจะมีประเด็นแล้วเพราะว่าหลักที่เราใช้ ในการทําเรื่องนี้ก็ง่าย ก็คือว่าถ้าเป็ นกรณีที่เขาถูกจํากัดสิทธิโดยความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนไปหรือการสื่อสารไม่ถึงกัน จะด้วยเหตุใดก็ตามก็จะมีการเยียวยาให้ แต่ถ้าเป็นกรณีซึ่งเกษตรกรเลือกไม่ใช้สิทธิเองอันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะว่า เราถือว่าเมื่อไปขาย สมมุติไปขายสินค้าหรือผลิตผลในช่วงที่ราคาดีแล้วได้รายได้ ซึ่งสูงกว่าระดับที่ประกันไว้แล้วก็จะไม่มีการชดเชย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภายในสัปดาห์หน้า มติคณะรัฐมนตรีคงจะสามารถที่จะทําให้ครอบคลุมแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ลําพูนได้ครับ