สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแนวคิดการสร้างสํานึก รักชาติของคนไทย โดยการรับนักศึกษา วิชาทหารเข้าไปเรียน โดยไม่จํากัดจํานวน และขอให้รัฐบาลพร้อมทั้งการจัดสรรงบประมาณและนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุน นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการปรับปรุงหลักสูตรการฝึกทหาร โดยไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่ต้องเข้ารับการฝึกเตรียมพร้อมอย่างน้อยปีละครั้ง และเสนอให้นักเรียนชายและหญิงเข้าเรียนวิชาทหารโดยไม่มีข้อจำกัด

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ได้ชี้แจงถึงการรับนักศึกษาวิชาทหาร ในแง่มุมต่าง ๆ นะครับ แม้ว่าจํานวนนักศึกษาวิชาทหารที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ได้ดําเนินการฝึกปีละ ๓๑๐,๐๐๐ กว่าคนนี่นะครับ นั่นก็เข้าใจว่าเป็นนักศึกษาวิชาทหาร จํานวนครบทั้ง ๓ ชั้นปีหรือ ๕ ชั้นปีนะครับ แต่ว่าความต้องการของนักศึกษาที่จะเข้าไปใหม่ ในแต่ละปีมีเป็นจํานวนมากตีเสียว่าประมาณเกือบ ๑๖๐,๐๐๐ คน นี่คือคนที่ต้องการ แต่ว่ายังมีนักเรียน นักศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนลูกหลานของเราที่น่าที่จะมีโอกาสได้เข้าเรียน วิชาทหารอีกประมาณผมคิดว่าไม่น้อยกว่าปีละ ๒๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ทําอย่างไรกองทัพ จะสามารถรองรับสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งก็ขอความกรุณาท่านได้ชี้แจงอีกครั้งหนึ่งในโอกาส ท้ายนี้นะครับ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้เราเผชิญกับ ปัญหาภัยคุกคามรอบด้านนะครับ สถาบันหลักของชาติทั้งสามคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อยู่ในภาวะที่ถูกสั่นคลอนมากที่สุดยุคหนึ่ง กองทัพเป็นสถาบันหลัก ในการทําหน้าที่สร้างความมั่นคงให้กับสถาบันหลักทั้งสามเหล่านี้ ความมั่นคงของ กองทัพผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะมีอาวุธที่ทันสมัย มีอาวุธที่มีจํานวนมากกว่า เหนือกว่า คู่แข่งขัน คิดเพียงแต่ว่าเราจะมีกําลังพลรบที่มีสมรรถนะที่สูงกว่าคนอื่นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหัวใจสําคัญนี่อยู่ที่พลเมืองของประเทศ ถ้าพลเมืองของประเทศ มีความแข็งแกร่ง มีความสํานึกในความรักต่อชาติ ต่อศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ อย่างทุ่มเทจริงจังแล้ว ผมคิดว่านี่คือจะเป็นกําลังสํารองของชาติที่มีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริง ปัญหาว่าเราจะสร้างให้คนไทยทุกคนได้เป็นกําลังสํารองที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพแล้วก็ไว้วางใจได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ทั้งรัฐบาลและกองทัพจะต้องคิดกัน สําหรับผมก็คือว่าเราต้องย้อนกลับมาถึงเรื่องการเรียนวิชาทหารของเยาวชนลูกหลานของ เรา ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้นี่เป็ นจุดเริ่มต้นสําคัญถ้าเราคิดเพียงมิติเดียวว่า ลูกหลาน ของเราที่จะเข้าไปเรียนวิชาทหารนี่ต้องเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงแข็งแกร่งเท่านั้น เราเรียนเพื่อให้มีวินัยตามกรอบของกองทัพ ให้มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย เพื่อพร้อมที่จะเป็นกําลังรบในอนาคตเท่านั้นผมคิดว่าไม่พอ ผมคิดว่าการสร้างสํานึก รักชาติของคนในชาติต้องเริ่มต้นจากความคิดจากสมองของคนนะครับ ทําไมเราไม่ใช้ โอกาสที่เยาวชนทั้งชายทั้งหญิงที่ปรารถนาที่จะเข้าไปเรียนวิชาทหาร ปรารถนาจะเข้าไป สัมผัสสัมพันธ์กับกองทัพนี่ให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ คนเหล่านี้นะครับ เยาวชน ลูกหลานของเราที่เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายล้วนแต่ถ้าพูดถึงว่าในยุคใหม่นี่ เขาก็เป็นเสรีชนที่มักจะไม่อยู่ในกรอบ ในระเบียบวินัยเท่าใดนัก แต่เมื่อเขาปรารถนา ที่จะเข้าไปศึกษาวิชาทหารนี่ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่กองทัพจะใช้โอกาสเหล่านี้ ดึงเยาวชนลูกหลานของเราจํานวนหลายแสนคนเหล่านี้เข้าไปฝึ กฝนไม่เพียงแต่ ระเบียบวินัยหรือความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่น่าจะเป็นโอกาสในการให้ข้อมูลความรู้ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับงานด้านการทหาร เกี่ยวกับการกล่อมเกลาปลูกฝังจิตสํานึก ในการรักชาติที่ถูกต้องที่แท้จริงแล้วก็สามารถทําได้อย่างมีแบบแผนและต่อเนื่องด้วย เวลานี้ต้องยอมรับว่าการปลูกฝังจิตสํานึกรักชาติให้กับคนในชาติ ไม่มีสถาบันไหนที่จะ ทําได้ดีเท่ากับกองทัพ กองทัพมีความพร้อมทุกด้าน ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งเครือข่าย ทั้งกําลังคน ทั้งความรู้ความสามารถของบุคลากรในกองทัพเอง วันนี้กองทัพก็ต้องคิดใหม่ กับเรื่องนี้นะครับ ข้อเสนอของผมก็คือว่ากองทัพต้องเปิดกว้างในการรับนักศึกษา วิชาทหารเข้าไปโดยไม่จํากัดจํานวน ผมเชื่อว่ากองทัพมีความพร้อมที่จะรับนักเรียน เยาวชนทั้งชาย หญิงที่จะเข้าไปเรียนวิชาทหารได้หมด เพียงแต่ว่าฝ่ายรัฐบาลต้องพร้อม นั่นก็คือการจัดสรรงบประมาณ และการมียุทธศาสตร์ มีนโยบายที่ชัดเจนแน่นอน การผ่านงบประมาณไปในการทําเรื่องการรับนักศึกษาวิชาการทหารนี้อาจจะผ่านไป ทั้งทางกระทรวงกลาโหมก็ได้ หรือประสานงานโดยผ่านไปทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดูแลนักเรียน นักศึกษาในทุกระดับเหล่านี้อยู่แล้วก็ได้

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าหลักสูตรวิชาทหาร ผมไม่แน่ใจว่าได้พัฒนา ปรับปรุง ไปมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าต้องมากกว่าเตรียมพร้อมเพื่อที่จะให้คนไปรบหรือการใช้กําลัง เพียงอย่างเดียว จะต้องมีความเข้มข้นควบคู่ไปในเรื่องการให้กําลังสํารองกลุ่มนี้ มีความคิดอ่าน มีจิตสํานึกในการปกป้ องบ้านเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง ผมคิดว่าหลักสูตรวิชาทหารที่จะทําให้กับเยาวชนลูกหลานของเราจะเป็นหลักสูตร ในการสร้างคน สร้างชาติได้อย่างแท้จริง สําหรับเรื่องการเกณฑ์ทหารนะครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเองท่านก็ห่วงใยว่าอาจจะเป็นปัญหาในเรื่องของ ประสิทธิภาพ เรื่องของคุณสมบัติคนที่จะเข้าเกณฑ์ทหาร หรือว่าทําให้ประสิทธิภาพ ของกําลังพลที่มาจากการเกณฑ์ทหารลดลงก็ได้ แต่ว่าผมมีข้อเสนออย่างนี้นะครับว่า เป็นไปได้หรือไม่สําหรับผู้ที่เรียนวิชาทหาร เรียนจบหลักสูตร ๓ ปี ไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ ทหารก็ได้ แต่หลังจากนั้นต้องเข้ารับการฝึกเตรียมพร้อมอย่างน้อยที่สุดปีละครั้ง จะกี่ปี ก็ว่าไปตามแผนกําลังสํารอง ซึ่งก็เข้าใจว่าสภาเราก็กําลังจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กําลังสํารองในเร็ว ๆ นี้ท่านก็สามารถวางได้ว่าจะให้เขามาฝึกเตรียมพร้อมกี่ปี ผู้ที่ผ่าน หลักสูตร ๕ ปี อันนี้ไม่ต้องเกณฑ์ทหารเลย เพราะถือว่าได้ผ่านทั้งการฝึกในระดับ ๓ ปี แล้วก็ ๒ ปีหลัง ซึ่งสามารถเป็นผู้บังคับหมวดได้ อย่างไรก็ตามทั้ง ๒ ส่วนนี้เมื่อประเทศ เข้าสู่ภาวะสงคราม หรือเข้าสู่ภาวะวิกฤติที่จะต้องเกณฑ์ทหาร คนเหล่านี้ก็จะต้อง เข้าประจําการเพื่อรับใช้กองทัพ รับใช้ชาติ

ประเด็นต่อมาครับ นักเรียนชายและนักเรียนหญิงควรจะไม่มีข้อจํากัด ในการเข้าเรียนวิชาทหาร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ถือว่าได้เปิดกว้างให้นักเรียนหญิงเข้ามาเป็น จํานวนมาก แต่ว่าเป็นไปด้วยความสมัครใจ กองทัพต้องเชิญชวนให้ทั้งชายและหญิง เข้าไปสัมผัสกับกองทัพ เพื่อที่จะอบรมกล่อมเกลาในเรื่องจิตสํานึกรักชาติอย่างที่ ผมได้เรียนท่าน

ประเด็นสุดท้ายที่จะนําเสนอให้กับท่านก็คือว่าเป็ นไปได้หรือไม่ว่า การเกณฑ์ทหารจะต้องทบทวน เวลานี้จํานวนทหารเกณฑ์แต่ละปีเราก็ได้จากสัดส่วน เท่าที่ทราบก็คือว่าสัดส่วนของผู้เกณฑ์ทหารจับสลากใบดํา ใบแดง ถ้าให้ดีที่สุดจะได้คน ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ ๑ : ๔ หรือ ๑ : ๕ แล้วได้ไป ๑ คน แต่ปัจจุบันเมื่อคนเรียน ร.ด. มากก็เหลือ ๑ : ๒ อย่างที่ท่านได้ว่า ผมคิดว่าต่อไปเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะใช้ระบบ อาสาสมัคร ให้สวัสดิการ มีสิ่งเชิญชวนที่มากขึ้น และมีระบบการเกณฑ์ควบคู่กันไปด้วย เหมือนกับสหรัฐอเมริกาที่ใช้ทั้ง ๒ ระบบ ถ้าทําอย่างนี้ได้ควบคู่ไปกับการพัฒนา เรื่องการเรียนวิชาทหารของเยาวชนของเรา ก็จะสามารถทําให้กองทัพมีกําลังคนที่มี ประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

คําถามสุดท้ายที่จะมีกับท่านก็คือว่าเรื่องที่ผมได้นําเสนอมาทั้งหมดรัฐบาล และกองทัพคิดที่จะปฏิรู ปในเรื่ องนี้หรื อไม่ อย่างไร แล้ วก็มีแนวทาง ในการจะพัฒนาในเรื่องนี้อย่างไร