อภิชาต ศักดิเศรษฐ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือปัญหาการรับนักศึกษาวิชาทหารที่ไม่โปร่งใสและขาดแคลนงบประมาณ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบคัดเลือกเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุ กระทู้ถาม เรื่อง การรับนักศึกษาหลักสูตรการฝึกวิชาทหารเข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวันนี้ ท่านประธานครับ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา มีข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเรื่องการร้องเรียนของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นนักเรียน นักศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอาชีวศึกษาจํานวนหนึ่ง ร้ องเรียนกับ สํานักนายกรัฐมนตรีเรื่องว่าได้รับความเดือดร้อนในการรับสมัครนักศึกษาวิชาทหาร หรือการเรียน ร.ด. นั่นเองนะครับ ซึ่งเป็นปัญหาของปีการศึกษา ๒๕๕๒ ข้อร้องเรียนของ ผู้ปกครองก็คือว่า มีการดําเนินการรับนักศึกษาวิชาทหารโดยไม่โปร่งใส และมีการสนอง ความต้องการของผู้เรียนวิชาทหารไม่เพียงพอ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ความเข้าใจของ ผู้ปกครองบุตรหลานในเวลานั้นก็คือเห็นว่ากองทัพไม่มีงบประมาณ กองทัพไม่มีกําลังคน ที่เพียงพอในการจัดการเรื่องการเรียนวิชาทหาร คําถามก็คือว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับระบบ การเรียนวิชาทหารในปัจจุบันนี้ ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผมสนใจอย่างเดียวในฐานะเป็น กรรมาธิการการทหาร แต่ว่าพี่น้องประชาชน ผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่เป็นเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนนักเรียนชาย แล้วก็จะต้องมีพันธะในการเป็นทหารในอนาคต ก็ให้ความสนใจ และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านก็มีความสนใจเรื่องนี้ อย่างเช่นคุณชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ก็ได้ให้ความสนใจ แล้วก็มาสอบถามผมเรื่องนี้เมื่อทราบว่ามีการตั้งกระทู้ถาม แล้วก็ได้ช่วยค้นหาข้อมูล ในการอภิปรายในวันนี้ด้วย ผมไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องว่ากองทัพจะดําเนินการเรื่อง การรับนักศึกษาวิชาทหารไม่โปร่งใสอย่างที่ผู้ปกครองได้ตั้งข้อสังเกตหรอกครับ เพราะว่านั่นผมคิดว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยเท่านั้นเอง เป็นความรู้สึก แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมสนใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและกองทัพต่อเรื่องการรับนักศึกษา วิชาทหารมากกว่า รัฐบาลมีนโยบาย มีทิศทางเรื่องนี้อย่างไร แล้วก็สอดคล้องกับ สถานการณ์ เราทราบกันดีนะครับว่าการฝึกนักศึกษาวิชาทหารหรือการเรียน ร.ด. นั้นเป็น ส่วนหนึ่งของแผนงานทางด้านกําลังสํารองของชาติ ซึ่งกองทัพบกดูแลในเรื่องนี้มา ยาวนาน ๕๐ กว่าปีแล้วนะครับ แต่ว่าพัฒนาการของเรื่องนี้ก็เข้าใจว่าจะเป็นไปตามกรอบ วิธีคิดเดิม ๆ ถ้าท่านประธานได้ติดตามนะครับ เรียน ร.ด. สมัยแรก ๆ นี่มีหมวกเพียง ใบเดียวสวมใส่แล้วก็ใส่ชุดนักเรียนไปฝึกกันแล้ว ต่อมาก็มีชุดฝึกปกติ มีชุดฝึกสนาม ในปัจจุบันนี้นะครับ ซึ่งก็เป็นพัฒนาการมา แล้วก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริม การฝึกวิชาทหารเมื่อปี ๒๕๐๓ ออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมานะครับ การเรียน ร.ด. สมัยก่อนนี้ไม่ยากหรอกเข้าใจว่าถ้าสนใจจะเรียนนี่ก็สามารถที่จะเสนอตัวเข้าไปได้ แล้วทางสถานศึกษาก็จะประสานงานกับทางกองทัพแล้วก็จัดการเรียนได้ แต่ว่าเมื่อมีคน ต้องการเรียนมากขึ้น จํานวนคนที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมีน้อยลงก็เป็นผลทําให้กองทัพ มีความจําเป็นที่จะต้องปรับลดจํานวนคนที่จะเรียนวิชาทหาร ต้องยอมรับความจริงว่า คนที่เรียนวิชาทหารลูกหลาน เยาวชนของเรานี่ส่วนหนึ่งเป็นความต้องการของผู้ปกครอง เพราะไม่ต้องการให้มีพันธะในการเกณฑ์ทหารในอนาคต ก็เห็นว่าการเกณฑ์ทหารนั้น เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการดําเนินชีวิตของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เรียนจบการศึกษาสูง ๆ หรือ ว่ามีงานดี ๆ ทํา เมื่อต้องไปเกณฑ์ทหารก็รู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็ นอุปสรรคของชีวิต เพราะฉะนั้นคนก็เลยแห่มาเรียนวิชาทหารหรือเรียน ร.ด. กันมากขึ้น ในปี ๒๕๕๒ เท่าที่ทราบตัวเลขนะครับ มีนักเรียนทั่วประเทศที่ต้องการเรียน ร.ด. มีมากเกือบ ๑๔๗, ๐๐๐ คน ในจํานวนนี้เป็ นเด็กผู้ชายเสีย ๑๔๗, ๐๐๐ กว่าคน เป็ นหญิง ๒๐,๐๐๐ กว่าคน นี่คือความต้องการที่จะเรียน ร.ด. แต่ว่ากองทัพสามารถรับคนที่เข้าเรียน ร.ด. ได้เพียงแค่ ๑๑๒,๐๐๐ กว่าคน อีกประมาณ ๕๗,๐๐๐ คนนี่ผิดหวัง คือเขาปรารถนา ที่จะเรียนแต่ว่ากองทัพไม่สามารถสนองตอบได้ ที่เป็นที่สงสัยก็คือว่าวิธีการคัดเลือกคน เข้าเรียนวิชาทหารในปัจจุบันนี้ เนื่องจากว่าคนจํานวนมากก็ต้องเอาคนที่มีความพร้อม แล้วก็มีคุณสมบัติตามที่กองทัพต้องการ คุณสมบัติที่กองทัพต้องการก็คือคนนั้นต้องมี ความแข็งแรงทางด้านร่างกาย วิธีการทดสอบคัดเลือกก็คือการให้วิ่ง ให้วิดพื้น ให้ซิทอัพ (Sit-up) ถ้าเกิดไม่ผ่านความแข็งแกร่งของร่างกายก็หมายความว่าคุณจะเข้าเรียนวิชาทหาร หรือเรียน ร.ด. ไม่ได้ ท่านประธานครับ ในปีที่ผ่านมาเมื่อมีคนไม่สามารถที่จะเรียน ร.ด. ได้ประมาณ ๕๗,๐๐๐ คน กองทัพก็แก้ปัญหาด้วยการให้ทําการผ่อนผันว่าคนเหล่านี้ สามารถมายื่นเรียนใหม่ได้ในปีการศึกษาหน้า คือปี ๒๕๕๓ แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มากครับว่าวิธีการแก้ปัญหาเช่นนี้ไม่ตรงเป้ำ คนที่เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ หรืออาชีวศึกษาปีที่ ๑ ก็อยากที่จะเรียน ร.ด. ปีที่ ๑ ไม่ใช่ขึ้น ม. ๕ หรืออาชีวศึกษาปีที่ ๒ แล้วมาเรียน ร.ด. ปีที่ ๑ มันไม่ทันเพื่อน แล้วก็มีปัญหาตามมามากมาย ข้อเสนอนี้กองทัพ ก็ไม่สามารถที่จะรองรับได้ ปัญหาก็เลยคาราคาซังมาจนถึงบัดนี้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ฝ่ายกองทัพได้ชี้แจงกับสาธารณชนว่า หากรัฐบาลต้องการจะเพิ่มจํานวนนักศึกษา วิชาทหาร รัฐบาลต้องกําหนดเป็นนโยบายของชาติ ซึ่งกองทัพจะต้องจัดทํายุทธศาสตร์ เกี่ยวกับความต้องการด้านกําลังสํารองและงบประมาณใหม่ ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจว่าถ้ารัฐบาล ต้องการให้คนเรียนมากขึ้น เพิ่มขึ้นก็ต้องหางบประมาณมาสนับสนุน และหากจะให้ทุกคน เข้าเรียน ร.ด. ได้นี่ สิ่งที่กองทัพเป็นห่วงก็คือว่าก็จะทําให้คนแห่ไปเรียน ร.ด. กันหมด แล้วก็จะทําให้คนที่จะไปเกณฑ์ทหารนี่ไม่มี หรือมีน้อย หรือได้คนที่ไม่มีคุณภาพไปเป็น ทหารเกณฑ์ นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ผ่านมา

ผมก็อยากจะตั้งคําถามในช่วงแรกนี้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งท่านได้กรุณามาตอบกระทู้ถามนี้ด้วยตัวเอง ประเด็นที่ ๑ ในการเปิดหลักสูตรวิชาทหารแก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ปัจจุบัน รัฐบาลและกองทัพ มีนโยบายมีวัตถุประสงค์ต้องการจะเอาคนเหล่านี้ไปทําอะไร สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ความมั่นคงของชาติอย่างไร หรือไม่

ในประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ากองทัพใช้บุคลากรส่วนไหนของกองทัพ ในการดูแลฝึกวิชาทหาร นอกเหนือจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนซึ่งอยู่ในศูนย์กําลัง สํารอง ใช้คน ใช้ครูฝึก ใช้คนที่มีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหนในการฝึกคนเหล่านี้

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าในแต่ละปีกองทัพมีเป้ำหมายในการฝึกนักศึกษา วิชาทหารแต่ละปีจํานวนเท่าใด และทําอย่างไรสามารถที่จะขยายปริมาณความต้องการ เรียนวิชาทหารให้ครอบคลุมเท่ากับจํานวนเยาวชนที่ต้องการจะเข้าเรียน

นี่เป็ นประเด็นคําถามในช่วงแรกที่เรียนถามถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมครับ