กรณี จาติกวณิช เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (บสท.) โดยการขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้สินและลดความเสี่ยงของประเทศ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางให้กระทรวงการคลังพิจารณาในการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินเพื่อดำเนินการต่อหลังจากที่บสท. สิ้นสุดวาระในเดือนมิถุนายน 2554
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขอขอบคุณท่านประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้หยิบยกประเด็นของ บสท. ขึ้นมาเปึนกระทู้ถาม ต้องเรียนตามข้อเท็จจริงว่าตัว บสท. นั้นเองก็มีบทบาทความสําคัญ ในการแก้ไขปัญหาหนี้ไม่ก่อรายได้ตลอดช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมาตามที่ท่านประสิทธิ์ได้นําเรียน แต่ก็มีประเด็นที่เปึนข้อครหาต่อการดําเนินการของทาง บสท. มาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ สมัยป้ ๒๕๔๕ เคยมีการอภิปรายในเรื่องของความโปร่งใสในการทํางานของทาง บสท. มาตลอดช่วงนั้น สมัยที่ทางผมเองเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านก็เคยได้มี การอภิปรายโดยเพื่อนสมาชิกในพรรคฝ์ายค้านต่อความโปร่งใสในการดําเนินการของ บสท. มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อทางกระผมเองได้เข้ามารับภาระหน้าที่ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้เข้ามาตรวจแนววิธีการทํางานของทาง บสท. เพื่อให้มี ความกระชับ มีความโปร่งใส แล้วที่สําคัญที่สุด ตอบโจทย์เปัาหมายวัตถุประสงค์ของ การออกพระราชกําหนดเมื่อป้ ๒๕๔๕ ตามที่ท่านสมาชิกได้อ้างถึงเมื่อสักครู่นะครับ เท้าความนิดหนึ่งว่าสถานะ ณ ปัจจุบันของทาง บสท. เปึนอย่างไร เดิมทีมูลค่าหนี้ ณ มูลค่าราคาตามบัญชีที่ทาง บสท. ได้รับโอนเข้ามาหรือซื้อเข้ามาจากสถาบันการเงิน ทั้งในส่วนของสถาบันการเงินที่เปึนของรัฐและสถาบันการเงินเอกชนมีมูลค่าตามราคา ทางบัญชีทั้งหมด ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ โดยที่ราคาซื้อโดย บสท. กําหนดไว้ โดยเฉลี่ย ๓๒ เปอร์เซ็นต์ของราคาตามบัญชีก็คือประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ไป ผมขอใช้คําว่าเพียง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าหนี้ทั้งหมดที่ได้ซื้อเข้ามาบริหารจัดการ ผมใช้คําว่าเพียง เพราะว่าระยะเวลา ที่ค่อนข้างนาน ค่อนข้างยากลําบากสําหรับ บสท. ในการที่จะได้รับความร่วมมือ จากลูกหนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับความเปึนจริงว่าลูกหนี้ที่มีการขาย มีการโอนเข้ามา ไว้ที่ บสท. จะเปึนลูกหนี้กลุ่มที่มีปัญหามากจริง ๆ ที่สถาบันการเงินไม่อยากที่จะเก็บไว้เอง นี่คือสาเหตุที่แต่แรกเขายอมที่จะขายมาที่ บสท. นะครับ เพราะฉะนั้นความยากลําบาก ในการที่จะบริหารจัดการส่วนนี้ก็เปึนสิ่งที่ผู้บริหาร บสท. ตลอดช่วง ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลก็ประสบมาโดยตลอด อย่างไรก็แล้วแต่จากการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ทําให้ ณ ปัจจุบันมีการชําระคืนให้กับ บสท. เปึนเม็ดเงินโดยรวมประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ บสท. ก็ได้นําไปชําระหนี้ของ บสท. ที่มีกับกองทุนฟุ๋นฟูเรียบร้อยแล้ว ผลตรงนี้เปึนประเด็นสําคัญนะครับ ผมอยากจะเรียน กับท่านสมาชิกว่าเมื่อ บสท. ใช้เงินแต่เดิม ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาทในการซื้อหนี้ทั้งหมด เข้ามา ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้เปึนหนี้สาธารณะของประเทศ ก็คือเปึนหนี้ของพี่น้อง ประชาชนตามที่พวกเราเข้าใจกันนะครับ เพราะฉะนั้นภาระหน้าที่ที่สําคัญของทาง บสท. นอกจากจะช่วยฟุ๋นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ซึ่งก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม ในวาระต่อไป ก็มีภาระหน้าที่ในการที่จะต้องชําระหนี้คืนให้กับทางประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ณ ปัจจุบันเปึนหนี้สาธารณะ ซึ่ง ณ วันนี้มีการชําระคืนไปแล้ว ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นภารกิจต่อเนื่องของ บสท. ก็คือบริหารในส่วนของหนี้ อีก ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมที่รับเข้ามาที่ยังไม่ได้เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งสาเหตุที่มาของความไม่สําเร็จในการปรับโครงสร้างก็มีมากมายหลากหลาย บางกรณี ก็คือลูกหนี้ป่ดกิจการแล้วอย่างถาวร ไม่ประสงค์ที่จะดําเนินกิจการต่อไป ประเด็นนี้ ก็ต้องเข้าสู่การบังคับขายหลักประกันตามขั้นตอนปกติ บางส่วนที่พูดง่าย ๆ ยังเจรจากันไม่ได้ หรือยังไม่มีข้อตกลงก็มีความพยายามโดยคําสั่งของทางกระทรวงการคลัง ให้ บสท. เร่งรัด ในการดําเนินการที่จะหาข้อตกลงเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการการปรับโครงสร้างหนี้ ตามเปัาหมายและวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นต่อคําถามของท่านว่าการกํากับดูแล เปึนเช่นใด แล้วก็ระหว่างวันนี้จนถึงวันที่ บสท. จะหมดอายุมีนโยบายอย่างไรให้กับ บสท. นั้น ผมขอชี้แจงสั้น ๆ ว่าทางกระทรวงการคลังเองมอบหมายตาม มาตรา ๘๓ วรรคสอง ของ พ.ร.ก. บสท. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนผู้ตรวจสอบกิจการครับ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเข้าไปตรวจสอบทุก ๆ ๑ ป้ นอกจากนั้นก็จะมี สตง. เข้าไปตรวจสอบในเรื่องของการบังคับขายแล้วก็ขั้นตอนอื่น ๆ ทุก ๆ ๖ เดือน ซึ่งตลอดช่วง ที่ผ่านมารายงานที่ทางกระทรวงการคลังได้รับจากทั้งทางแบงก์ชาติและ สตง. ก็ไม่พบว่า มีการกระทําใด ๆ ที่เปึนประเด็นปัญหาในทางกฎหมายหรืออาจจะส่อไปในเชิงทุจริต ตามที่ท่าน ส.ส. ได้ถามถึง
ส่วนระยะเวลาที่คงเหลือ ผมอนุญาตเรียนนะครับว่าทางกระทรวงการคลังเอง ก็เพิ่งได้มีจดหมายออกไปที่ทาง บสท. ในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาหลังจากที่ได้รับรายงาน ล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยถึงสถานะของทาง บสท. ว่ากระทรวงการคลังอยากให้ บสท. จําเปึนที่จะต้องเร่งที่จะขายทรัพย์สินที่เปึนหลักประกันที่อยู่ในมือของ บสท. อยู่แล้ว ให้ทันท่วงทีต่อการครบวาระตามกําหนดกฎหมายของตัว บสท. เอง ซึ่งจะครบในช่วงป้หน้า
ประเด็นที่ ๒ ก็ให้กําหนดแนวทางการจัดสรรเงินและดําเนินการคืนเงิน ให้กับลูกหนี้ที่มีสิทธิได้รับเงินส่วนเกินจากการบังคับคดียึดทรัพย์มาประกันชําระหนี้ ให้เสร็จโดยเร็ว ก็คือพูดง่าย ๆ ถ้ามีหลักประกันที่ยึดมาขายทอดตลาดส่วนต่างที่ได้รับ ก็ขอให้คืนลูกหนี้โดยเร็ว
ประเด็นที่ ๓ ก็คือให้กําหนดเปัาหมายแล้วก็เร่งการขายทรัพย์สินที่รอการขาย สําหรับระยะเวลาคงเหลือก่อนยุบเลิกกิจการในป้ ๒๕๕๔ ตรงนี้ก็เพื่อที่จะตอบโจทย์ว่า บสท. มีภาระหนี้สินอยู่กับทางกองทุนฟุ๋นฟูซึ่งเปึนหนี้สาธารณะอยู่อีกประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งยังต้องรีบดําเนินการในการที่จะหาแนวทางการชําระเพื่อที่จะลด ความเสี่ยงระดับประเทศลง
ประเด็นที่ ๔ ก็คือให้กําหนดแนวทางในการสรรหาผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน หรือแนวทางในการตีราคาทรัพย์สิน เพื่อให้มีการประเมินราคาหรือการตีราคาทรัพย์สิน คงค้างให้ทราบมูลค่าที่เปึนปัจจุบันได้ทันการก่อนที่จะมีการยุบเลิกกิจการ ก็คือยุบเลิก กิจการวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ เราก็บอกว่า ณ วันนั้นเราอยากที่จะมีความชัดเจนว่า ราคาตามประเมิน ณ วันนั้นมีราคาในส่วนของหลักประกันที่ยังเหลืออยู่ที่ บสท. เปึนปริมาณเท่าใด
ประเด็นที่ ๕ ก็คือให้ปรับปรุงข้อมูลระบบงานหลักประกันและการรายงาน ตามรายงานให้มีความถูกต้องตามความเปึนจริงตามนัยที่กล่าวในข้อรายงานการตรวจสอบ ทางแบงก์ชาติก็ได้มีการท้วงติงขึ้นมาเล็กน้อยซึ่งเปึนเรื่องของระบบข้อมูลซึ่งทาง กระทรวงการคลังก็ได้กําชับไปว่าให้ทาง บสท. นําไปดําเนินการ
ทีนี้ตอบคําถามว่าเมื่อครบกําหนดวาระก็คือเดือนมิถุนายน ป้ ๒๕๕๔ จะดําเนินการต่อไปในส่วนของตัว บสท. และทรัพย์สินรวมไปถึงลูกหนี้ที่ยังอยู่ที่ บสท. ทาง บสท. ก็ได้เสนอแนวทางมาให้กับทางกระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งอยู่ในช่วงของ การพิจารณาในรายละเอียดโดยกระทรวงการคลัง แนวทางก็คือมันจะมีตัวบรรษัท บริหารสินทรัพย์ในลักษณะคล้าย ๆ กับ บสท. แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดอยู่ ๒ บริษัทด้วยกัน ก็คือบรรษัทบริหารหลักทรัพย์สุขุมวิท แล้วก็บรรษัทบริหารหลักทรัพย์กรุงเทพ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปคือ บสส. กับ บสก. ซึ่งแนวทางที่ บสท. นําเสนอก็เพื่อให้มี ความต่อเนื่องและไม่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการตัวทรัพย์สินที่ บสท. ถืออยู่ หรือตัวลูกหนี้ที่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้วแต่ยังไม่ได้ชําระหนี้ครบถ้วน หรือลูกหนี้ ที่ยังอยู่ในช่วงของการเจรจา แต่ยังไม่ได้มีการเข้าสู่กระบวนการการปรับโครงสร้างหนี้ ก็อยากที่จะเสนอให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดเหล่านี้ไปที่ ๒ บรรษัทนี้เพื่อดําเนินการต่อไป ซึ่งก็เปึนแนวทางที่กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าน่าที่จะเหมาะสม แต่ก็กําลังทบทวนอยู่ ในรายละเอียดว่าจะดําเนินการตามนั้นได้อย่างไร ขออนุญาตชี้แจงเบื้องต้นแค่นี้ ขอบคุณครับ