สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

บุญเลิศ ครุฑขุนทด แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการปฏิรูปกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกครองที่มีประชาธิปไตยและอธิปไตย โดยอ้างถึงกรณีการรัฐประหารในปี 2549 และการปฏิวัติ โดยมองว่าผู้ที่ยึดอำนาจไม่ควรจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎหมาย

นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด นครราชสีมา

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กระผมขอกราบเรียนแสดงความคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการและ ท่านสมาชิกด้วยความเคารพครับว่า สําหรับกฎหมายฉบับนี้เป็ นพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งคําว่า การปฏิรูป มันชัดเจนอยู่แล้ว การปฏิรูปก็คือ การพัฒนาให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครอง โดยระบอบประชาธิปไตย อาจจะหมายความตามประโยคหรือคํานิยาม ประชาก็คือ ประชาชน ธิปไตยก็คืออธิปไตย เพราะฉะนั้นโดยความหมายของคําว่า ประชาธิปไตย ก็คือการปกครองที่ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ การใช้อํานาจของ ประชาชนใช้อย่างไรในการปกครอง ก็โดยผ่านตัวแทนหรือผู้แทน อย่างพวกเราที่มานั่ง ถกกันอยู่ตรงนี้ละครับคือการใช้อํานาจของประชาชน เพราะฉะนั้นการพัฒนากฎหมาย ไปสู่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า ก็คือการพัฒนาไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า พัฒนาไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นผมจะขออภิปรายใน (๑๐) เท่านั้นครับ ซึ่งมีหลายท่านได้แสดงความคิดเห็น ในการประชุมคราวที่แล้ว ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่หลากหลาย ในความหลากหลายนั้น มีทั้งความแตกต่าง มีทั้งความเหมือน ในความแตกต่างและความเหมือนก็ย่อมมีสิ่งที่ดีกว่า และดีที่สุด เพราะฉะนั้นการที่เราจะเลือกในการที่จะกําหนดหรือบัญญัติกฎหมาย ก็ต้องเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด การปกครองที่ผ่านมานั้นเราต้องยอมรับว่ามันมีการใช้วงจร ทั้งในระบอบประชาธิปไตยเหนือระบอบประชาธิปไตย ผมจึงเห็นว่าการที่บัญญัติไว้ ใน (๑๐) จึงเป็นข้อบัญญัติที่ควรคงไว้ ซึ่งคณะกรรมาธิการท่านก็ได้ถอนคําแปรญัตติ ในส่วนที่จะขอให้ถอน (๑๐) นี้ไปแล้ว ก็ขอขอบพระคุณนะครับ แต่กระผมมีความคิด อย่างนี้ว่าก่อนที่เราจะถอนหรือว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรต่อไปนั้น เราต้องมาเข้าใจ ให้เหมือนกัน หรือเข้าใจว่ามันจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะมองในเรื่องของการบัญญัติไว้นี่ ทําไมต้องบัญญัติว่า ไม่ต้องการให้ผู้ที่ได้อํานาจมาโดยการยึดอํานาจจากประชาชน ซึ่งเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยครรลองคลองธรรมในระบอบประชาธิปไตย เพราะการใช้อํานาจ อย่างที่เรียนแล้วว่าเป็นอํานาจที่เราเอาอํานาจมาจากประชาชนมาใช้ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น คนที่ยึดอํานาจที่ประชาชนให้ผู้แทนมาแล้วไปใช้อํานาจนั้นเสียเอง อย่างเช่นคราวการปฏิวัติ หรือรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คือรัฐประหารแล้วก็ให้ ส.ส. ส.ว. เลิกปฏิบัติหน้าที่ เสร็จแล้วก็แบ่งปันอํานาจ เมื่อยึดแล้วก็มาแบ่งปันอํานาจกัน อํานาจหนึ่ง ก็คือยึดจากฝ่ายบริหาร หัวหน้าคณะปฏิรูปหรือคณะปฏิวัติไปตั้งตนเป็นคณะผู้บริหาร เสียเอง นั่นคือยึดอํานาจส่วนหนึ่งไปใช้เพื่อตน และแบ่งปันอํานาจในส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งยึดไปจากสภาแห่งนี้ไปให้พวกพ้องของตนเองในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ทําหน้าที่แทน ส.ส. ส.ว. ก็คือการเอาอํานาจของประชาชนไปแบ่งกันในการทําหน้าที่ตรงนั้นซึ่งไม่ใช่ อํานาจที่ประชาชนมอบให้มาแต่ยึดเอาไป ผมอยากจะยกตัวอย่างอย่างนี้ครับว่า การกระทําเช่นนี้ถ้าเราจะเปรียบไปในหลักกฎหมายเขาถือว่าคนที่เข้าไปปล้นทรัพย์สิน ในบ้านของคนอื่นนี่เป็นผู้กระทําแล้ว แต่คนดูต้นทางโดยส่งสัญญาณ หรือคนเขียนแผนที่ บอกว่าทรัพย์สินอยู่ตรงไหน ๆ แล้วก็ไปปล้นได้ทรัพย์สินมาแล้วแบ่งกัน ถือว่ามีส่วนร่วม ทั้งหมดแล้วก็มาแบ่งปันทรัพย์สินกัน มันก็เฉกเช่นเดียวกัน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ควรที่จะ มาเสนอหน้านั่งอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพราะไม่อาจที่จะมีความคิด หรือแนวคิดในการที่จะพัฒนาให้กฎหมายไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ เพราะความคิดยังย้อนหลัง และยังยอมรับในการยึดอํานาจ ในการที่ใช้อํานาจมาโดยไม่ใช่อํานาจของประชาชน เป็ นการยึดเอามาใช้ เมื่อแบ่งปันไปแล้วสภานิติบัญญัติก็มอบอํานาจนั้นให้กับ สภาร่างรัฐธรรมนูญต่อ มันก็เหมือนกับว่าไปลักวัวเขามา ปล้นวัวเขามา เสร็จแล้วชําแหละ เนื้อขาย แล้วไปซื้อทองมาใส่ คณะผู้ร่างก็ร่างรัฐธรรมนูญออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันจึงมีสภาพที่บิดเบี้ยว จึงมีปัญหา เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมา เพื่อรองรับอํานาจ เป็นการรองรับอํานาจและสอดรับกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๔๙ หลังจากยึดอํานาจ เพราะฉะนั้นการยึดอํานาจครั้งนี้มันจึงมีการแบ่งหน้าที่กันทํา ผู้กระทําก็คือลงมือเสียเองเลย นํากองทัพ นําทหารออกมายึด ผู้ใช้ให้กระทําคือ นั่งบัญชาการ วางแผน และผู้ที่ถูกแบ่งหน้าที่ให้กระทําคือผู้ที่มาเขียนประกาศ ให้คณะปฏิวัติมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติมอบอํานาจ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็มาร่างกฎหมายออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนเปลี่ยนเนื้อวัว ที่ลักมาเป็นทองคําละครับ มันอย่างไรก็ผลพวงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้จึงไม่ควร จะมาทําหน้าที่ เพราะอย่างไรจิตใจของเขานั้นมีมลทินในจิตวิญญาณของการเป็น นักกฎหมายเสียแล้ว สําหรับใน (๑๐) กระผมมีความเห็นอย่างนี้ครับว่า คณะกรรมาธิการ ที่เพิ่มเติมใน (๑๐) ใช้คําว่า ไม่เป็ นบุคคลซึ่งกระทําการหรือร่วมกระทําการ ในการยึดอํานาจการปกครองประเทศ ตรงนี้นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า การกระทํา หรือร่วมกระทํา นั้นโดยหลักกฎหมายแล้ว คําว่า ร่วมกระทํา ก็คือผู้ร่วมนั้นเป็นตัวการ ด้วยกันทั้งหมดอย่างที่เรียนเมื่อกี้นี้ ไม่ว่าคุณจะขนทหารออกไป ไม่ว่าจะเขียนแผน ไม่ว่าคุณจะเขียนประกาศถือว่าเป็นตัวการในการร่วมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่จําเป็นต้อง ใช้คําว่า กระทํา หรือ ร่วม เพราะมันเป็นความหมายเดียวกัน แต่มีผู้เสนอว่าน่าจะใช้คําว่า ผู้สนับสนุน ด้วย อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะผู้สนับสนุนก็คือ ผู้ที่ยุยงส่งเสริมหรือให้ความสะดวกในการกระทําผิดครั้งนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นควร ให้ใช้ถ้อยคําว่า ต้องไม่เป็นบุคคลซึ่งร่วมกระทําการหรือสนับสนุนให้มีการกระทําการ ฝากท่านคณะกรรมาธิการไปคิดข้อนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าคําว่า กระทํา หรือ ร่วม มันก็คือความหมายเดียวกันคือตัวการด้วยกัน ร่วมกันกระทําการ ก็คืออย่างแบ่งหน้าที่กันทํา วางแผนทํา แล้วก็มารับประโยชน์ร่วมกัน สมประโยชน์ด้วยกัน จึงอยากเสนอให้ใช้คําว่า บุคคลซึ่งร่วมกระทําการหรือสนับสนุนให้มีการกระทําการ ขอบคุณครับ