สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ปรับลดลง 10% และเสนอว่าควรใช้งบประมาณจากกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงทหารเพื่อส่งเสริมการศึกษา พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนบุคลากรทางการศึกษาให้ดีขึ้น เช่น จัดที่อยู่อาศัยให้ครูอาจารย์ และให้เงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ย เพื่อให้ครูอาจารย์สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถให้การเรียนการสอนได้ดีขึ้น

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายค่ะ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งไว้ ๓๙๑,๐๐๐ ล้านบาท ขอปรับลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่อยากจะปรับลดนั่นหรือคะ

ประเด็นแรก อยากจะถามว่าเรื่องเรียนฟรี ๑๕ ป้มีจริงหรือ ๑๕ ป้วันนี้ เรียกว่าพี่น้องต่างจังหวัดหรือน้อง ๆ ต่างจังหวัดไม่มีการได้เรียนฟรีแบบที่แท้จริงค่ะ ต้องยอมรับว่าเปึนการลดรายจ่ายเท่านั้นเอง ตามมาตรา ๔๙ ในรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองป้ที่รัฐจะต้องจัดให้ อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย คือถ้า ๑๕ ป้ทํากันไม่ไหว เรามาลองดูกัน ๑๒ ป้ไหมคะ ทําให้ ๑๒ ป้มีการเรียนฟรีแล้วก็มีคุณภาพที่ดีจริงดีกว่าไหม แล้วดิฉัน อยากจะเสนอว่าจะให้ดีที่สุดต้องขอไปเอางบตัดงบจากกระทรวงกลาโหมหรือจากของ กระทรวงทหารนี่จากที่เอาไปซื้ออาวุธนี่เอามาส่งเสริมการศึกษาให้กับน้อง ๆ ที่จะเติบโต มาเปึนผู้ใหญ่ในคราวหน้ากันดีไหมคะ

ประเด็นที่สอง จะขอไปเร็ว ๆ เลยนะคะ งบประมาณที่ใช้ไปกับการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ตัวเองค่ะ ทุกวันนี้ถ้าไปดูตามโรงเรียนไม่ว่าจะเปึนต่างจังหวัดหรือว่า ในกรุงเทพฯ เองก็ตามนี้นะคะ มีปัายท่านอภิสิทธิ์แล้วก็คู่กับท่านอดีตรัฐมนตรีจุรินทร์ เกือบจะเห็นอยู่ในหลายโรงเรียนเลยละค่ะ แล้วไปมากกว่านั้นตอนนี้ก็ยังมีรูปรัฐมนตรี ปัจจุบันท่านชินวรณ์ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามทุก ๆ ท่าน ก็มีขึ้นมาเหมือนกันค่ะ ซึ่งดิฉันเอง ก็งงไปแล้วว่าปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีคนไหนเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่ารูปท่านต้องขอบอกว่าท่านเองนี่ถ่ายออกมาแล้วก็หล่อไม่แพ้กันเลยนะคะ ถึงแม้ จะหล่อแบบเข้ม ๆ ก็ตามค่ะ แต่ว่าพอได้สอบถามทางกรรมาธิการงบประมาณในฝัืงของ พรรคเพื่อไทยนี่นะคะ ถามถึงงบประชาสัมพันธ์แล้วก็งบโฆษณาของกระทรวงท่านแล้วนี่ คําตอบได้มาเปึนเอกสารแล้วตอบว่าทางกระทรวงไม่มีนโยบายที่จะให้งบในการประชาสัมพันธ์ หรือว่าขึ้นปัายเหล่านั้น เปึนงบของโรงเรียนที่จัดตั้งกันเอง ซึ่งดิฉันเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แต่ละโรงเรียนทําไมมีปัายออกมาทั้งคําพูดแล้วก็ภาพของท่านนี่ออกมาเหมือนกัน ทุกโรงเรียนเลย โดยที่ท่านเองก็ไม่ได้ให้งบประมาณเปึนนโยบายของกระทรวง ซึ่งมันเปึน เรื่องที่น่าบังเอิญจริง ๆ ค่ะ อย่างที่ท่านสุนัยได้กล่าวไปว่าจะใช้งบทั้งทีก็ควรจะใช้ให้ไป ในทิศทางที่มีประโยชน์ ถ้าใช้ดี ๆ ก็ยังจะมีเงินเหลือให้กับน้อง ๆ ได้มีการศึกษาที่ดีค่ะ

ประเด็นที่สาม ถ้าพูดถึงเรื่องงบประมาณก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณ เปึนส่วนประกอบในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งในการพัฒนาการศึกษานี่ก็ต้องยอมรับว่า บุคลากรทั้งผู้เรียนแล้วก็ผู้สอนเปึนปัจจัยสําคัญที่จะทําให้การศึกษามีคุณภาพ วันนี้หนี้สิน ของคุณครูอาจารย์เฉลี่ยหัวละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าแก้ได้แล้วยังคะ ยังไม่ได้แก้คุณครู วันนี้ก็จะต้องอยู่ ต้องกิน มีภาระ ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ว่าวันนี้ถ้าเขาอยากเลื่อนขั้นขึ้นมาละค่ะ ต้องทําวิทยฐานะค่ะ เหมือนการทํารายงานสอบเลื่อนขั้นไปต้องใช้เวลา แล้วก็ใช้เงินไปตรงนี้ แล้วถามว่าคุณครูแต่ละท่านจะมีเวลาเอาเวลาหรือว่าเอาใจมาจัดการเรียนการสอนให้กับ เด็กนักเรียนหรือว่าจะมีเวลาให้ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียนเหมือนควรที่จะมีหรือเปล่าคะ หนี้ก็มี เงินเดือนก็น้อย ยังต้องออกไปหารายได้พิเศษ โดยการสอนหนังสือสอนพิเศษ ตามบ้านหรือว่ารับเด็กนักเรียนมาสอนพิเศษอีก ถ้าชีวิตโดยพื้นฐานของบุคลากร กระทรวงศึกษาธิการเองยังไม่ดีขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าการศึกษาของประเทศไทยเรานี่จะดีขึ้นได้ ยกตัวอย่างนะคะ เมื่อ ๒-๓ วันก่อนดิฉันเองได้ไปพูดคุยกับนักธุรกิจคนจีนคนหนึ่ง เขาบอกว่าประเทศจีนบุคลากรของเขาที่มีอาชีพเปึนครู อาจารย์เปึนอาชีพที่มั่นคง เรียกว่า เงินเดือนสูงระดับ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทนั่นละค่ะ แล้วเขาเปรียบเสมือนว่าอาชีพนี้ เปึนชามเงินชามทองเรียกว่าถ้าสมมุติใครทําอาชีพนี้แล้วต้องหมั่นขวนขวายศึกษาหาความรู้ อัพเดท (Update) ตัวเอง เพราะว่าถ้าสมมุติมีการคอมเพลน (Complain) อะไรขึ้นมา ก็อาจจะถูกหลุดจากอาชีพนี้ได้ รัฐเองมีการจัดทําที่อยู่อาศัยหาอพาร์ทเมนท์ คอนโดมิเนียม ให้ครูอาจารย์อยู่ด้วย แล้วถ้าเมื่อครูอาจารย์อยากจะกู้เงินไปซื้อรถหรือว่าไปซื้อบ้าน รัฐเองก็ยังจัดให้กู้เงินแบบไม่มีดอกเบี้ยอีกด้วย และถ้าสมมุติกลับมามองประเทศไทยเราเอง พูดถึงเด็กไทยเอง อย่างที่ท่าน ส.ส. ได้เอ่ยไปเหมือนกันว่าเด็กไทยเองก็ติดอันดับโลก เรื่องการอ่านการเขียนไม่ได้ เรื่องเขียนเราไม่ต้องพูดเลยค่ะ แต่ถ้าสมมุติพูดถึงเรื่องการอ่าน ป้หนึ่งจากการวิจัยเขาบอกป้หนึ่งเด็กนักเรียนไทยหรือว่าคนไทยอ่านหนังสือแค่ ๗-๘ บรรทัด ต่อคนเอง ถ้าเฉลี่ยออกมาแล้ว ดังนั้นในส่วนงบประมาณการอ่านการเขียนที่ท่านตั้งไว้แค่ ๑๐ กว่าล้านบาท ถามว่าจะแก้อะไรได้จริง ๆ ไหมคะ

ประเด็นที่ ๔ ในส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัย วันนี้เรา ก็ได้รัฐมนตรีช่วยว่าการคนใหม่ท่านไชยยศ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เข้ามาดูแล ดิฉันเอง ก็ขอเปึนกําลังใจให้ค่ะ มีการแปรญัตติเพิ่มเติมมาเปึน ๓๐๐ กว่าล้านบาท เปึนการจัดทํา ห้องเรียน ๑๐๐ ห้องในโครงการที่เรียกว่าจัดสร้างห้องเรียนต้นแบบโดยการนําเทคโนโลยี สารสนเทศสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ๑๐๐ แห่ง เปึนการทําห้องเรียน ๑๐๐ ห้อง เปึนการนําร่องโครงการที่เรียกว่าจัดการเรียนการสอนให้เด็กเก่งขึ้น แล้วก็จัดอาจารย์ ระดับมหาวิทยาลัยมาเปึนผู้สอน ดิฉันก็เรียกว่าจะเปึนกําลังใจให้แล้วจะรอดูว่าจะมีผลสําเร็จ อย่างที่คาดหวังไว้ไหม แต่ว่าอยากจะฝากไว้ ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก การกระจายโรงเรียน ๑๐๐ โรงเรียนเหล่านี้ อยากจะฝากท่าน ว่าให้ช่วยกันกระจายให้เปึนธรรม ไม่ใช่ ๑๐๐ โรงเรียนจะกระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่งหรือว่า จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

ประเด็นที่สอง คือการศึกษาที่มอบให้แก่เด็กนักเรียนไม่ใช่แค่นั้นนะคะ การศึกษาควรที่จะมอบให้กับครูอาจารย์ด้วยค่ะ อย่างเช่นครู สพฐ. เองส่วนมาก ท่านก็เปึนคนเก่งแล้วก็มีความรู้อยู่แล้ว แต่อาจจะเพิ่มโดยการมีเทคนิคแล้วก็แนวคิดใหม่ ๆ โดยการเอาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยไปช่วยเสริมให้การเรียนการสอนดีขึ้นก็ได้ค่ะ

ประเด็นที่ ๕ วันนี้ต้องยอมรับว่ามีนักวิชาการส่วนหนึ่ง ดิฉันไม่ได้เหมา เอาทุกท่าน แต่ว่าบางส่วนที่ยอมทํางานรับใช้กลุ่มอํานาจ กลุ่มการเมืองเพื่อแลกกับอะไรหรือ ก็แลกกับอํานาจและเศรษฐกิจอย่างไรคะ เศรษฐกิจที่ดิฉันพูดถึงก็คืองบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณศึกษาวิจัยต่าง ๆ ซึ่งกระจายอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม ตั้งงบทีก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๑๐ ล้านบาทบ้าง การนําเอาไปใช้จริงหรือเปล่าก็ไม่ชัดเจน จบมาก็มีรายงานให้ ๑ เล่ม ถามว่าทําวิจัยตรงนี้มันเปึนการสิ้นเปลืองไปไหมคะ อํานาจ นั่นก็คือตําแหน่งหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันเองก็เห็นกันเยอะในรัฐบาลชุดนี้ว่าได้ขึ้นมารับตําแหน่ง กันมาก บางท่านเองก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นตั้งแต่ก่อนปฏิวัติหรือว่าช่วงปฏิวัติ แล้วก็จนไปถึงการป่ดสนามบิน ตัวดิฉันเองแล้วก็พี่น้องประชาชนก็หลงชื่นชม แต่ปรากฏว่า พอพลิกขั้วการเมืองก็ได้กลับมารับตําแหน่งหน้าที่เฉยเลย ความศรัทธาที่ดิฉันมอบให้ มันก็หมดไป น่าเสียดายความรู้ที่ได้ร่ําเรียนมา บางท่านเองก็เรียกว่าได้รับทุนการศึกษา จากรัฐ ดิฉันก็เสียดายงบประมาณส่วนใหญ่ไป วันนี้เราต้องแก้ค่านิยมที่ผิด ๆ ที่เรียกว่า นักวิชาการจะต้องเติบโตได้ นักวิชาการจะเก่งได้จะต้องมามีตําแหน่งหน้าที่ในทางการเมือง เลขานุการนายกรัฐมนตรี หรือว่าเปึนรัฐมนตรี หรือว่าโฆษก ไม่เอาแล้วค่ะ เรียกว่า เอาความรู้ที่ท่านมีมา ประสบการณ์ที่ท่านได้ร่ําเรียนมา เอามาพัฒนาวิชาการ เอามา พัฒนาการศึกษาให้กับน้อง ๆ ที่จะเรียกว่าเปึนอนาคตของประเทศไทยดีกว่าค่ะ ดังนั้น ดิฉันเองก็อยากจะขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณค่ะท่านประธาน