ดวงแข อรรณนพพร หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการและเรื่องโครงการเรียนฟรี 15 ปี เธอพบปัญหาค่าแปะเจียยยังคงระบาดอยู่ทั่วประเทศและขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนชนบท เธอกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ครู 3 คน ต่อ 1 ห้องเรียน การขาดแคลนเรื่องอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน และอาคารสถานที่ นอกจากนี้เธอยังขอให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลบุคลากรทางการศึกษาให้ดีมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ดวงแข อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดขอนแก่นนะคะ พรรคเพื่อไทย ตามที่ดิฉันได้ฟังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ ท่านที่พูดเกี่ยวกับ กระทรวงศึกษาธิการก็ล้วนแล้วแต่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันนะคะ นั่นก็ถือว่า กระทรวงศึกษาธิการเปึนกระทรวงหลัก เปึนกระทรวงที่สร้างคน เปึนกระทรวงที่สร้าง ความแข็งแรงให้กับประเทศชาติ จึงเปึนเรื่องปกติที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับการจัดสรร งบประมาณได้มากที่สุดในทุก ๆ ป้ค่ะ และก็เช่นเดียวกันในป้งบประมาณ ๒๕๕๔ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณถึง ๓๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ได้มี การแปรญัตติเพิ่มกลับเข้ามาเปึน ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ ก็จะเห็นได้ว่างบประมาณส่วนใหญ่จะลงไปในส่วนที่เปึนรายจ่ายประจํา ซึ่งจะมีทั้ง พนักงาน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก็เข้าไปแล้วเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ คน จึงทําให้เงินที่จะอยู่ในการบริหารนโยบายมีไปอย่างจํานวนจํากัด แต่ก็ไม่ถึงกับขัดสน มากมายนัก เพราะว่าเม็ดเงินบางส่วนของนโยบาย ท่านก็มีการเอาเงินส่วนนี้ไปอยู่ในกระทรวงอื่น จึงเปึนสาเหตุแล้วก็เปึนประเด็นที่จะเปึน การตั้งข้อสังเกตเปึนเหตุผลว่าทําไมในส่วนนี้ถึงจะต้องมีการปรับลดงบประมาณในส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการลง
ประเด็นแรก ที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตนั่นก็คือโครงการเรียนฟรี ๑๕ ป้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การตั้งงบในส่วนของงบเรียนฟรี ๑๕ ป้ ก็มีในหลาย ๆ ส่วนไม่ว่าจะในส่วนของสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือแม้กระทั่ง สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน อันนี้ก็ตั้งไปแล้ว ๗๓,๔๒๐ ล้านบาท อันนี้ ยังไม่รวมในส่วนของโรงเรียนสาธิตที่อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือในสาธิตราชภัฏ หรือแม้กระทั่ง ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งโครงการเรียนฟรี ถ้าจะบอกตามข้อเท็จจริงแล้ว ก็ต้องนํากราบเรียนว่าเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขาก็แจ้งไว้ว่าเปึนการศึกษาภาคบังคับ ๑๒ ป้ นั่นก็คือมีมาแล้วตั้งแต่รัฐมนตรีที่ผ่านมา แล้วมาถึงในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านก็ได้เพิ่มเปึนเรียนฟรี ๑๔ ป้ แล้วพอมาถึงในรัฐบาลนี้ก็คงจะเพิ่มขึ้นมาอีกป้หนึ่ง เพื่อเปึนการเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ลดข้อครหาที่เขาจะบอกว่าเปึนนโยบายที่ลอกเลียนมาอีก ก็เพิ่มไปอีกสักป้หนึ่งเปึน ๑๕ ป้ แล้วต้องกราบเรียนว่านโยบายนี้ก็เปึนนโยบายเดิม ๆ แต่ก็ดีค่ะ เพราะว่ายิ่งเพิ่มมากเท่าไร ก็จะทําให้ลูกหลานของเราซึ่งเปึนเยาวชนของชาติจะได้รับประโยชน์มากเท่านั้น ดิฉันก็เลย ย้อนกลับมาคิดว่าถ้าเปึนสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณยังอยู่ ป์านนี้นโยบายนี้ ก็คงได้เรียนฟรีจนถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ อันนี้ก็ต้องกราบเรียนค่ะ แล้วทีนี้ก็ต้องมา ถามว่านโยบายเรียนฟรี ๑๕ ป้ ถามว่าเรียนฟรีนี่ฟรีจริงหรือไม่ เพราะสังเกตได้ง่าย ๆ สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าถ้าในช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เปึนช่วงที่จะใกล้ เป่ดเทอมจะเปึนที่เดือดร้อนของท่านผู้ปกครองเปึนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึนช่วงที่จะใกล้ เป่ดเทอม แล้วก็มีช่วงที่จะเข้าเรียนต่อ ศึกษาต่อในระดับ ไม่ว่าจะเปึนระดับมัธยมศึกษา ป้ที่ ๑ หรือมัธยมศึกษาป้ที่ ๔ ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ผู้แทนราษฎรแต่ละคน ก็รับโทรศัพท์ไม่หวาดไม่ไหว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นก็คือปัญหาที่ผู้ปกครองแต่ละคน ต้องการอยากให้ลูกหลานเข้าไปในสถานศึกษาหรือได้ไปเรียนโรงเรียนดี ๆ ที่มีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าโรคนี้ระบาดไปทั่วไม่ว่าจะระดับจังหวัด ไม่ว่าจะระดับประเทศ หรือแม้กระทั่ง ขณะนี้ลามไปจนถึงระดับอําเภอ ก็คือเงินค่าแป็ะเจี๊ยะ รู้สึกว่าถ้าเปึนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ระดับประเทศหน่อย ค่าแป็ะเจี๊ยะก็จะหลักแสนบาท แต่ถ้าโรงเรียนระดับจังหวัดก็เฉียด แสนบาทเหมือนกัน ถ้าตอนนี้ช่วงระดับอําเภอก็หมื่นบาทต้น ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นถามหน่อยว่า ปัญหาตัวนี้ท่านรัฐมนตรีเองก็เคยสอบถามในขณะที่ท่านยังไม่ได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ท่านก็เคยสอบถามเกี่ยวกับปัญหาเรื่องค่าแป็ะเจี๊ยะต่าง ๆ มากมายว่าตอนนี้ปัญหานี้ จะแก้ได้หรือยัง
แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาที่บอกว่าเรียนฟรี ถามว่าตอนที่เป่ดเทอม สถานธนานุบาลต่าง ๆ ก็แฮปปุ้ (Happy) กันทั่วหน้า เพราะว่าท่านผู้ปกครองต่าง ๆ ก็วิ่งเข้าวิ่งออกกันทั่วไป เพราะ ๑. เรียนฟรี จริง ๆ ถ้าฟรีก็คงจะไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ปรากฏว่าไม่รู้มีโปรแกรมอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเปึนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรม พลศึกษา หรือโปรแกรมทําห้องสมุด หรืออะไรต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น อันนี้ต้องกราบเรียนว่าถ้าฟรีจริง ๆ ก็ถือว่าจะเปึนอานิสงส์ให้กับท่านผู้ปกครอง อย่างมากมาย ดิฉันก็เลยอยากจะถามว่าในส่วนนี้ท่านผู้ปกครองเองจะต้องรับผิดชอบ หรือจะต้องทนกับสภาพปัญหาอย่างนี้อีกนานแค่ไหน แล้วท่านรัฐมนตรีเองจะมีแนวทาง ที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร
และประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะเรียนถาม นั่นก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดิฉันอยากให้ลดช่องว่างของการได้รับโอกาสในทางการเรียนการสอนเปึนที่น่าสังเกตว่า สําหรับผลในด้านการวิจัย ในด้านของการศึกษาจะพบว่าขณะนี้ค่าเฉลี่ยของเด็กไทย ที่จบ ป. ๓ อ่านหนังสือไม่ออก อันนี้รู้สึกว่าเปึนสิ่งที่น่าเจ็บปวด แต่ในสภาพความเปึนจริง ต้องยอมรับว่าสภาพความเปึนจริง จริง ๆ แล้วถ้าเปึนเด็กในเมือง อันนี้ต้องเน้นย้ําว่า ถ้าเปึนเด็กในเมืองจะสามารถอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าประถมศึกษา แต่ในทาง กลับกันเด็กที่อยู่ในชนบทบางครั้งที่เขาจบประถมศึกษาป้ที่ ๖ แต่คูณเลขก็ยังไม่ได้ หรือแม้กระทั่งย้อนกลับไปอีกประเทศไทยก็มีชื่อเสียงมากเด็กนักเรียนบางกลุ่มเข้าไป แข่งขันในด้านวิชาการ ไม่ว่าจะโอลิมป่กที่ไหนก็ช่าง เด็กนักเรียนไทยสร้างชื่อเสียง ให้ประเทศชาติ ไม่ว่าจะฟ่สิกส์โอลิมป่ค ไม่ว่าจะไบโอ (Bio) ไม่ว่าจะชีวะ ไม่ว่าจะแม็กซ์ (Max) ได้เหรียญทองกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง คว้ามา ทั้งหมด ดิฉันก็เลยมองนึกสะท้อนไปว่านี่คือช่องว่าง ทําไมช่องว่างเกิดขึ้นได้ เด็กพวกนี้ จะถูกเทรน (Train) จะมีการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉันก็เลย อยากให้เฉลี่ยความรู้จากเด็กพวกนั้นเฉลี่ยกลับมาสู่ชนบทบ้าง อย่างน้อยก็ให้เขาได้ติ่ง ความรู้สักนิดก็ยังดี ดิฉันอยากจะเห็นค่ะ การที่จะเอาความรู้ที่อยู่บนหิ้งลงมาสู่ห้องหน่อย เพราะถ้วยรางวัลต่าง ๆ ที่ได้อย่างมากมาย เอามาเฉลี่ยลงมาในห้องเรียนเล็ก ๆ ในเด็ก ที่อยู่ชนบทให้หน่อย อันนี้อยากจะเห็นถึงว่าเปึนการลดช่องว่างถ้ากระทรวงศึกษาธิการเรา ลดช่องว่างในส่วนนี้ได้ก็จะทําให้การเรียนการสอนของนักศึกษาหรือว่านักเรียนคนไทย ของเราจะได้ลดช่องว่างลงบ้าง นั่นก็คือทําอย่างไร อันนี้อยากจะกราบเรียนก็ต้องเห็นว่า ในส่วนนี้ต้องมองสะท้อนถึงปัญหาอย่างชัดเจนในเรื่องของการได้รับโอกาส ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ค่ะ เด็กที่อยู่สาธิต ไม่ว่าจะเปึนสาธิตมหาวิทยาลัย หรือสาธิตต่าง ๆ เขามีครูที่สอน ๓ คนนะคะ ครู ๓ คนต่อ ๑ ห้องเรียน แต่เด็กที่อยู่ชนบทปรากฏว่ามีครู ๓ คน ต่อ ๑ โรงเรียน และที่ซ้ําร้ายกว่านั้นบางครั้งถ้าผู้อํานวยการโรงเรียนหรือผู้อํานวยการ สถานศึกษาที่เราเรียกกันต้องไปทําหน้าที่หรือต้องไปทําราชการในเมืองหรือต่างจังหวัด ก็จะเหลือครูแค่ ๒ คน บางทีมีครูแค่ ๒ คน แต่วิ่งรอกสอนกัน อันนี้น่าจะให้เหรียญ ด้วยซ้ําไปสําหรับครูที่สอนอยู่ในชนบท อันนี้ช่องว่างเกิดขึ้นมากมาย ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างนี้ก็คงจะเปึนไปไม่ได้ที่จะทําให้เด็กนักเรียนของเรามีคุณภาพในการเรียนการสอน ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาในตัวบุคลากร ถามว่าขณะนี้บุคลากรของเราขาดแคลน เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งไม่ใช่เฉพาะขาดแคลนในส่วนของบุคลากร ทางการศึกษาหรือแม้กระทั่งการขาดแคลนเรื่องอุปกรณ์ เรื่องสื่อการเรียนการสอน ขาดแคลน เรื่องอาคารสถานที่หรือแม้กระทั่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ดิฉันต้องเล่าย้อนกลับไปถึง ป้ที่แล้วดิฉันได้เปึนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ก็มีการตอบในคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้าง หอประชุม สําหรับเขตการพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ก็เปึนที่ดีอกดีใจสําหรับคณะครู อยู่ทุกเขต เพราะว่าหอประชุมแต่ละแห่งแต่ละเขตเขาจะได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ใช้ประโยชน์ เฉพาะเรื่องของการประชุมอย่างเดียว แต่ได้ใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่น ๆ จะให้ ท่านผู้บริหารหรือคณะครูอาจารย์ที่เปึนบุคลากรทางการศึกษาเขาประชุมกันใต้ร่มไม้ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการพิจารณางบประมาณและทาง กรรมาธิการของเราก็ได้ทราบว่ามีการก่อสร้างหอประชุมในทุก ๆ เขตพื้นที่ แต่ปรากฏว่า หลังจากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนตัดลดงบประมาณในการสร้างหอประชุมออกทั้งหมด แล้วก็อย่างที่ได้ทราบข่าวมาก็มีอยู่ประมาณ ๗ แห่ง สําหรับในพื้นที่ของสํานักงานที่มีการฟัอง ศาลปกครอง หลังจากที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่มีการยกเลิกกันขนาดหอประชุม ซึ่งถือว่าเปึนสิ่งที่สําคัญแล้วก็จะสร้างประโยชน์ให้กับทางการศึกษาท่านยังตัดออกได้ ดิฉันก็เลยคิดว่าท่านไม่ได้เห็นความสําคัญของการศึกษา ฉะนั้นดิฉันขอฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ซึ่งก็ดีใจว่าวันนี้ท่านก็ได้มานั่งรับฟังปัญหาด้วยตนเอง ดิฉันก็อยากจะสอบถามท่านว่าในเมื่อท่านต้องการจะมีการพัฒนาในด้านการศึกษา และจะต้องทําอย่างไรก็ควรจะดูแลบุคลากรทางด้านการศึกษาให้ดีมากขึ้น เพราะว่า ถ้าบุคลากรทางการศึกษาคุณภาพชีวิตของเขาไม่ดี ก็คงจะสอนให้เด็กดีขึ้นด้วยไม่ได้ ปัญหาก็คือขณะนี้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งมีอยู่มากมาย หลาย ๆ รัฐบาลแก้ไขก็ยังแก้ไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ครูเองก็ได้เอาเงินในอนาคตมาใช้แล้ว