จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ อธิบายเรื่องงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขว่าได้รับการจัดสรร ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท และมีการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรให้กับทุกพื้นที่และโรงพยาบาล โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาจัดงบประมาณด้วย และมีการหารือเรื่องโรงพยาบาลในอำเภอตั้งใหม่ที่ยังไม่มีและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องแพทย์และทันตแพทย์ไม่เพียงพอ แต่ขณะนี้กำลังผลิตแพทย์และทันตแพทย์เพิ่มขึ้น และภายใน 6 ปีจะเพียงพอ และภายใน 10 ปีจะเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด
ผมก็จะ ขออนุญาตตอบเท่าที่จําเปึนนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่พูดถึง งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าความจริงประเด็น งบประมาณแต่เดิมกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรไว้ดังที่ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ที่ท่านได้กรุณาพูดสนับสนุนงบของกระทรวงมาเกือบทุกประเด็นว่าได้รับงบประมาณ ในพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติเงินกู้ ๘๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ามาอยู่ใน พระราชกําหนด ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปอยู่ในพระราชบัญญัติ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเนื่องจากมีการยกเลิกพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นในส่วน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ก็ยังเปึนประเด็นที่จะต้องค้างคาอยู่ แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามโดยเหตุที่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีนโยบายชัดเจนว่าต้องการให้นํางบประมาณในส่วนพระราชบัญญัตินั้น มาจัดไว้ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้นในส่วน กระทรวงสาธารณสุขก็ได้รับการจัดสรรมา ๑๔,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน สําหรับงบประมาณ ในเรื่องของการลงทุน คือการสร้างโรงพยาบาล การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และการดําเนินการ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามความจริงตัวเลข ๑๔,๐๐๐ ล้านบาทนี้เปึนตัวเลข ตั้งต้นในงบป้ ๒๕๕๔ เพราะจริง ๆ แล้วก็ยังผูกพันไปอีก ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับโครงการที่ได้ตั้งต้นในงบประมาณฉบับนี้ก็ยังบวกไปอีก ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นงบประมาณจริง ๆ ก็ได้รับการจัดสรรถึง ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตกราบเรียน แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามก็ใช่ว่า ๒๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะสามารถ จัดสรรให้กับทุกพื้นที่ ทุกโรงพยาบาลได้อย่างทั่วถึง เพราะว่าก็ยังมีประเด็นที่จะต้อง จัดลําดับเรียงความสําคัญ เพราะฉะนั้นจึงเปึนประเด็นที่เพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้ลุกขึ้น อภิปรายว่าในบางพื้นที่ยังไม่ได้โรงพยาบาลที่นั่นที่นี่ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ ก็ขออนุญาตที่จะชี้แจงทําความเข้าใจ
แต่กรณีที่ท่านสมาชิกอนุสรา ยังตรง ได้กราบเรียนกับท่านประธาน เมื่อสักครู่ว่าการจัดงบประมาณไม่ได้เปึนไปอย่างมีกฎเกณฑ์ ขออนุญาตกราบเรียนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาจัดงบประมาณอย่างมีกฎเกณฑ์ อย่างน้อยที่สุดก็ได้ จัดลําดับงบประมาณออกมาให้กับหน่วยบริการของกระทรวงในทุกระดับ ในลักษณะที่มี ความใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิก็คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล อันนี้ก็จัด งบประมาณ ๒ ป้ให้ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้จากการประหยัดงบประมาณ ในส่วนพระราชกําหนดตัดลดลงไป แล้วก็ได้เงินมา ๑,๔๙๐ ล้านบาท แล้วก็บวกกับ งบประมาณที่กรรมาธิการจัดให้ในป้งบประมาณ ๒๕๕๔ ตกประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับโรงพยาบาลชุมชนอันนั้นก็จัดให้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และในส่วน โรงพยาบาลทั่วไปกับโรงพยาบาลศูนย์ในระดับจังหวัดก็จัดให้อีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะที่มีความใกล้เคียงกันทั้ง ๓ ระดับ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ แล้วก็ตติยภูมิ เพื่อเฉลี่ย ให้ทุกระดับได้งบประมาณตามสมควร แล้วอย่างไรก็ตามในการจัดลงพื้นที่อันนี้ก็ได้มี เกณฑ์กําหนดไว้ชัดเจนว่า พิจารณาจากการที่เขตตรวจราชการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีด้วยกัน ๑๘ เขตตรวจราชการ ซึ่งครอบคลุม ๗๖ จังหวัดนั้นได้เรียงลําดับความสําคัญ ของโรงพยาบาลมาว่าโรงพยาบาลไหนอยู่ลําดับ ๑ ๒ ๓ แล้วก็จัดให้ลําดับ ๑ ก่อนเฉลี่ย ไปทั่วถึงทุกเขต เมื่อมีงบประมาณเหลือก็จัดให้ลําดับที่ ๒ เมื่อเหลือก็จัดให้ลําดับที่ ๓ เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ก็มีดังที่กระผมกราบเรียนเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้รับความสบายใจว่า ทั้งหมดมีที่มาที่ไป
อย่างไรก็ตามมีประเด็นอยู่อันหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงอยู่หลายท่าน ด้วยกันคือประเด็นของโรงพยาบาลในอําเภอตั้งใหม่ที่ยังไม่มีโรงพยาบาล ซึ่งความจริง ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งมามีป้นี้นะครับ แต่ปัญหานี้มีมาหลายสิบป้ที่ผ่านมา และผมก็เชื่อว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลก็มีความตั้งใจ ที่อยากจะทําให้ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ดําเนินการแล้วก็ค้างมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ ซึ่งมีอยู่ ด้วยกันทั้งหมด ๕๓ อําเภอด้วยกัน แล้วก็ขอกราบเรียนว่ากระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ก็ได้ เสนอของบประมาณในส่วนของการสร้างโรงพยาบาลใหม่ใน ๕๓ อําเภอนี้ไปเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากมีรายการเปึนจํานวนมากก็ถูกตัดออกไป แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ ขอแปรญัตติไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วในที่สุดก็ถูกตัดออกไปอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ก็ยังเปึนประเด็นที่ค้างคาอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าผมก็เห็นความจําเปึน ในบางอําเภอ ในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้นก็จะพยายามดูโดยใช้ระบบการบริหารจัดการภายใน ถ้าสมมุติว่าในอนาคตมีงบเหลือจ่าย เงินก้อนนั้นก็จะได้นํามาปรับใช้กับโรงพยาบาล ในอําเภอที่ยังไม่มีโรงพยาบาล โดยจัดเรียงลําดับความสําคัญให้ต่อไปว่าควรจะดําเนินการ อย่างไร ถ้ามีเงินพอก็จะดําเนินการให้ทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้ขอกราบเรียนว่าไม่ได้เปึน คํามั่นสัญญา เพราะว่าไม่สามารถดําเนินการได้ทั้งหมดตามอําเภอใจ แต่ก็จะไปดูตาม สภาพของความเปึนจริง แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่าเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องหนึ่งที่ กระทรวงสาธารณสุขกําลังพิจารณาและให้ความสําคัญอยู่เช่นเดียวกัน อันนี้ก็คือสิ่งที่ ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน
อย่างไรก็ตามก็มีประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่จําเปึนจะต้องขออนุญาตชี้แจง กับท่านประธาน ก็คือกรณีของนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ที่ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ท่านได้อภิปรายไว้ตั้งแต่เบื้องต้นว่าความจริง โครงการนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้นขาดความพร้อม แล้วก็มีลักษณะ ของการจับแพะชนแกะเพื่อที่จะดําเนินการให้ได้ ความจริงขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าผมได้เข้าไปดูในรายละเอียดอย่างชัดเจน แล้วก็เปึนนโยบายสําคัญ ของรัฐบาลที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นก็ได้กําหนดเปึนแนวทางไว้ว่า ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ นี้ เราจะยกระดับสถานีอนามัยทั้งหมด ๒,๐๐๐ แห่งขึ้นมาเปึน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล และตั้งแต่ป้งบประมาณ ๒๕๕๔ เปึนต้นไปก็จะยกระดับ สถานีอนามัยอีก ๘,๐๐๐ แห่งขึ้นเปึนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลทั้งหมด เพราะฉะนั้น ภายใน ๒ ป้ เราจะทําได้ครบทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ แห่ง เนื่องจากสถานีอนามัยมีอยู่ทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ แห่งโดยประมาณในภาพรวม และงบประมาณก็จัดไว้เสร็จแล้ว สําหรับป้ ๒๕๕๓ นี้ มี ๑,๔๙๐ ล้านบาท ในงบประมาณป้หน้ามีด้วยกันประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ใน ๒ ป้นี้จะเกิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลขึ้นแน่นอนประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง ทั่วประเทศโดยไม่มียกเว้น แล้วขณะเดียวกันในเรื่องของบุคลากรก็ได้มีการเตรียม ความพร้อมไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะ ๒,๐๐๐ แห่งแรกนี้เตรียมบุคลากรไว้ครบแล้ว จะมี โรงพยาบาลละอย่างน้อย ๔ ตําแหน่ง คือ ๑. แพทย์ ถ้าไม่มีแพทย์ก็จะมีพยาบาลเวช ปฏิบัติ ถ้าไม่มีพยาบาลเวชปฏิบัติก็จะมีพยาบาลวิชาชีพ ถ้าไม่มีพยาบาลวิชาชีพก็จะต้อง มีนักวิชาการสาธารณสุขที่เรียนจบพยาบาลมาเพื่อมาทําหน้าที่พยาบาล แต่ว่าอย่างไร ก็ตามในความจําเปึนที่จะต้องมีแพทย์นั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าสําหรับโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบลไม่ได้มีความจําเปึนจะต้องมีแพทย์ครบถ้วนทั้งหมด เพราะโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบลชื่อบอกชัดเจน เปัาหมายคือมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมปัองกันโรคเปึนหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องการรักษาพยาบาล แต่การรักษาพยาบาลจะไป เน้นที่โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเปึนแม่ข่าย แต่อย่างไรก็ตามสําหรับโรคง่าย ๆ หรือการเจ็บป์วย ลักษณะง่าย ๆ นั้น พยาบาลเวชปฏิบัติ พยาบาลวิชาชีพ ก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้าน การรักษาเบื้องต้นได้ และถ้ามีความจําเปึนต้องให้แพทย์เปึนผู้วินิจฉัยก็จะมีการจัดงบประมาณ ให้ก้อนหนึ่งคือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาท ๙๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของ โรงพยาบาลถ้าโรงพยาบาลที่มีประชาชนอยู่ในเขตความรับผิดชอบ ๓,๐๐๐ คนก็จะจัดให้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๓,๐๐๐-๗,๐๐๐ คนก็จัดให้ ๗๐๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๗,๐๐๐ คนขึ้นไป ก็จัดให้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะไปดําเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ตามความจําเปึนของแต่ละ โรงพยาบาลโดยโรงพยาบาลนั้นเอง แล้วก็จะมีระบบเวปแคม (Web cam) ที่สามารถ ที่จะให้ผู้ป์วยนั่งอยู่ที่โรงพยาบาลตําบล แล้วก็ถ่ายทอดไปที่โรงพยาบาลชุมชนที่หมอนั่ง วินิจฉัยโรคได้ แล้วหมอก็จะสั่งการมายังพยาบาลว่าให้ดําเนินการรักษาเบื้องต้นอย่างไร อันนี้ก็เปึนระบบที่เราได้วางไว้ทั้งหมด
ส่วนประเด็นที่ท่านเปึนห่วงเรื่องแพทย์ไม่พอ ขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมเข้าไปก็ได้ไปเตรียมการวางแผนในเรื่องนี้ทั้งหมด ขอเรียนว่า ณ วันนี้แพทย์ไม่พอจริงครับ แต่ป้นี้เราผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นเปึนจํานวนมากป้หนึ่ง ๑,๐๐๐ กว่าคนแล้วครับ และภายใน ๖ ป้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่เรากําหนดไว้แพทย์จะพอเพียง และทันตแพทย์จะพอเพียง ภายใน ๑๐ ป้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ได้วางแผนไว้แล้วทั้งหมด ก็จะขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้ เพื่อนสมาชิกได้เกิดความมั่นใจในสิ่งที่ได้ดําเนินการไปทั้งหมด
ส่วนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ความจริงผมได้ชี้แจงไปครั้งหนึ่งแล้วในสภานี้ แต่ท่านก็ได้นํามาอภิปรายอีกว่าอย่าไป กระชับพื้นที่ แล้วก็อย่าไปหลอกหมอว่าแค่ขอให้ผ่าน ๆ ไป ขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมไม่มีแล้วครับ แล้วก็ตั้งใจที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็หมอไม่ใช่ผู้ที่ ใครจะไปหลอกได้ง่าย ๆ แล้วผมเชื่อว่าหมอเปึนผู้ทรงความรู้ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมีประเด็นใดที่มีหมอจํานวนหนึ่งยังติดใจในรายละเอียดของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขณะที่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมก็เลยทําหน้าที่มอบหมาย นโยบายให้กระทรวงสาธารณสุขทําหน้าที่เปึนผู้อํานวยการให้เกิดมีเวทีหารือของ ๒ ฝ์าย ขึ้นมา