นิยม เวชกามา หารือเรื่องกฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้มีอำนาจในการจับกุมและดำเนินคดีโดยไม่ต้องแจ้งความให้พนักงานสอบสวน และยังตัดออกอำนาจที่ถ่วงดุลกันระหว่างพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าต้องขออนุญาตอภิปราย กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเปึนกฎหมายกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเปึนของรัฐสภา แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ในลักษณะมุมมองของผม ซึ่งตอนแรก เปึนกฎหมายที่คณะกรรมาธิการหลายมาตราที่ร่างออกมาค่อนข้างจะสมบูรณ์ แต่พอไปปรับแก้ แก้ไขในขั้นคณะกรรมาธิการร่วมกัน ผมเห็นว่าบางมาตราเปึนการเอื้ออํานาจ ให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มากเกินความจําเปึน ที่เปึนเช่นนี้กระผมขอกราบเรียนว่า ที่เห็นชัดเจนในมาตรา ๓๑ ตรงย่อหน้าที่ ๒ และ ย่อหน้าที่ ๓ ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ได้ตัดออกในย่อหน้าสุดท้าย โดยเจตนารมณ์แล้วกฎหมายฉบับนี้เพื่อเปึนการถ่วงดุลอํานาจ ไม่ว่าคณะกรรมการ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานในหน่วยงานไหนก็ดี ไม่มีหน่วยงานใด ที่จะดําเนินการตั้งแต่ชั้นจับกุมจนกระทั่งมีการส่งฟัองเองในหลายกรณี เพราะว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องมีการถ่วงดุลกันระหว่างพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ก็เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม แต่กฎหมายฉบับนี้ผมไปมองในรูปแบบของมาตรา ๓๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดเดิมให้ไว้นั้นเปึนการถ่วงดุลอํานาจอย่างแท้จริง ขอให้ท่านไปเป่ดดู ในย่อหน้าวรรคสอง ไปฆ่าออก คณะกรรมาธิการร่วมกันไปฆ่าออกแต่อํานาจโดยอะไรมาเพิ่ม แล้วก็ไม่ตัดให้แจ้ง เปึนอันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจในการที่ร่วมกับเจ้าพนักงาน สอบสวน เจ้าพนักงานสามารถเข้าจับกุมดําเนินคดีได้โดยที่ไม่ต้องแจ้งความให้พนักงาน ตํารวจเปึนผู้ดําเนินการจับกุม ผมอ่านให้ฟังเลยก็ได้ ในการดําเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานหรือการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานไต่สวน เปึนพนักงานฝ์ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ และมีอํานาจตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนด้วย ลงท้ายด้วย ด้วย นะครับ แล้วก็ตัดออก แต่อํานาจนี่ตัดไปเลย บอกว่าด้วยแล้วก็โดยในการจับและคุมขังบุคคล แล้วตัด ให้แจ้ง ตัดไปเลย ก็เหลือว่า โดยการจับและคุมขังบุคคล คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอาจร่วมกับ เจ้าพนักงานตํารวจ หรือพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอื่น หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตํารวจ หรือพนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานอื่นดําเนินการก็ได้ ลักษณะของข้อกฎหมาย ตามที่เขียนมานี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตีความตามตัวอักษรได้เลยว่า จะเปึนเจตนารมณ์ อย่างไรก็แล้วแต่ของผู้ร่าง แต่ดูโดยข้อกฎหมายฉบับนี้ พนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจที่จะร่วมกันกับเจ้าพนักงานสอบสวนหรือตํารวจเข้าไปจับกุมผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ โดยเด็ดขาด มันจึงไม่สอดคล้อง เพราะว่าโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้มีอํานาจ ที่จะฟัองเองตามมาตรา ๒๘/๒ อยู่แล้ว ถ้าฟัองเองได้จับเองได้เบ็ดเสร็จ แล้วประชาชน จะได้รับความเปึนธรรมได้อย่างไร เพราะในกระบวนการจับกุมเอง ฟัองเองเบ็ดเสร็จอยู่คนเดียว ไม่มีใคร กฎหมายฉบับใดในโลกนี้เขาทํากัน ผมเองก็ทํางานร่างกฎหมายมา ๑๐ กว่าป้ ที่อยู่ในตําแหน่งนิติกรเบ็ดเสร็จแล้วมีปัญหาทั้งนั้น แล้วย่อหน้าที่ตัดออกไปเลยเหลืออยู่แค่ ๒ บรรทัดเศษ ๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในการจับ แล้วก็ตัดออกเลย ให้นําประมวลกฎหมายวิธีความอาญา อันนี้หลักคือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาในส่วนที่ เกี่ยวข้องโดยอนุโลม มีอํานาจตามกฎหมายพิจารณาความอาญาเบ็ดเสร็จครับ ผมจึงได้มา เป่ดดูในหน้า ๑๑ ที่เปึนกฎหมายจริง ๆ เป็ะเลยมาตรา ๑๖ มาตรา ๓๑ เขียนไว้ ชัดเจนเลยครับที่ผมพูดมาเมื่อสักครู่นี้เลยที่เปึนกฎหมายเสร็จสรรพ ไปดูได้เลยว่า ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่เขาทํากันแบบนี้ ผมเองจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าจะต้องไปแก้ไข ผมอยากให้กลับไปใช้ฉบับเดิมของคณะกรรมาธิการร่างไว้ ซึ่งท่านประธานเองก็เปึน ประธานชุดนั้นครับ ท่านนิพิฎฐ์ครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมกราบเรียนว่าในเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้มีว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหา ผู้ดําเนินการจับกุมไม่ได้รับความเปึนธรรมเลย ในเมื่อ คนคนเดียวท่านไปจับกุมมาจนถึงฟัอง เขาไม่ทํากันในโลกนี้ครับ ขอบคุณมากครับ