สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หารือเรื่องนโยบายการระบายสต็อกข้าวของรัฐบาล และอธิบายว่าทำไมต้องระบายสต็อกข้าวที่เก็บไว้ พร้อมเรียกร้องให้ไม่ประกาศจำนวนข้าวที่เหลืออยู่เพื่อป้องกันภัยต่อประเทศ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ขอกราบเรียนว่าผมจะตอบ ในหลักการนะครับ ส่วนรายละเอียดจะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบ ในหลักการที่ท่านสถาพรผู้แทนราษฎรของจังหวัดลําพูนที่เอาการเอางานคนหนึ่ง ได้กรุณาถาม ผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่านโยบายเรื่องการระบายข้าวในสต๊อก ไม่มีแล้วครับ หนังสือพิมพ์ก็ไปเขียนผิด ๆ ถูก ๆ ซึ่งผมก็ชี้แจงไปแล้ว เมื่อเช้าก็มี หนังสือพิมพ์มติชนได้กรุณาลงแก้ข่าวไปแล้ว ไม่มีการขัดแย้งครับ เปึนเอกภาพตลอด ผมต้องกราบเรียนให้ทราบว่าอย่างนี้นะครับ คือคณะรัฐมนตรีได้มีมติว่าการระบายข้าว ในสต๊อกของรัฐบาลเมื่อก่อนจะมี ๓ ระดับ ๑. มีคณะอนุกรรมการในการพิจารณาเรื่องระบายข้าวในสต็อก ซึ่งมีอธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศเปึนประธาน แล้วก็จะมีอธิบดีต่าง ๆ ประมาณ ๕-๖ คนจากกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จากอะไรนี่ เขาจะเปึนคนพิจารณาราคาและปริมาณว่าในแต่ละช่วงควรจะขายเท่าไร ในราคาจะขายเท่าไร จะขายโดยวิธีไหนเขาเปึนคนพิจารณา เมื่อเขาพิจารณาเสร็จว่า จะขายโดยวิธีไหนแล้ว แล้วขายในราคาเท่าไร เมื่อเขาตัดสินใจกันเขาก็จะประกาศ จะใช้วิธีไหนเขาก็จะประกาศให้คนมาซื้อข้าวแล้วก็เจรจาต่อรองราคา เมื่อได้ราคาต่อรอง เปึนที่พอใจแล้วก็จะเสนอคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปึนประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาเสร็จแล้วก็จะทําหนังสือเข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ว่าการใช้วิธีอย่างนี้มันจะล่าช้ามากเมื่อก่อนมันระบายไม่ทัน เพราะการระบายสต็อกเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาได้ซื้อข้าวไว้เยอะมาก เราซื้อข้าว ไว้ในราคาตลาดโลก ๑๒,๐๐๐ บาท เราซื้อ ๑๔,๐๐๐ บาทอย่างนี้ พอซื้อมาก็ขาดทุนเลย เพราะขายไม่ได้ ก็เก็บสะสมกันมา ๒-๓ รัฐบาลแล้วครับ ที่จริงผมเปึนคนที่ไม่ชอบพูด เรื่องอดีตของพรรคพวกเพราะว่าทุกคนก็หวังดีต่อประเทศอาจจะผิดพลาดในทางทฤษฎี แต่มันก็สะสมข้าวในสต็อกรัฐบาลถึง ๕.๖ ล้านตันนะครับ มันเกือบ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของการค้าของโลก ในโลกนี่ค้าขายข้าวกันได้แค่ ๓๐ ล้านตันเองทั้งโลก เพราะมันเปึน ความผิดพลาดในทางทฤษฎีนะครับ การที่เราไปลงทุนไปเก็บสต็อกเอาไว้ก็เพื่อให้ราคาข้าว ในตลาดโลกมันสูง นั่นเท่ากับเราลงทุนไปเก็บข้าวไว้ ๕๖ ล้านตัน ลงทุนเยอะมาก เงินเปึนหมื่น ๆ ล้านบาท แสน ๆ ล้านบาท เก็บข้าวเอาไว้เพื่อให้ราคาข้าวในตลาดโลกมันสูง เพราะซัพพลาย (Supply) มันน้อยลง คนที่ได้ประโยชน์คือประเทศเวียดนามและประเทศปากีสถาน เพราะเราลงทุนให้เขา เราก็นั่งจ่ายค่าโกดังและค่าดอกเบี้ยเดือนละ ๘๐๐ ล้านบาทที่จ่ายกันอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องระบายสต็อก เพราะฉะนั้นการระบายสต็อกนี้มันก็มีช่วงเวลาคือต้องระบาย สต็อกในช่วงที่ก่อนข้าวของเราจะออก ถ้าไประบายในช่วงที่ข้าวเราออกราคาข้าวในประเทศก็แย่ เพราะการระบายออกมันจะทําให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ําแล้วมันก็จะมีผลถึงราคาข้าว ของพี่น้องชาวไร่ชาวนา เพราะฉะนั้นการระบายข้าวจึงต้องมีช่วงเวลาแล้วต้องเร่งระบายเมื่อถึงเวลา ที่ข้าวใหม่จะออกแล้วต้องหยุดนะครับ แล้วรัฐบาลก็ต้องเจ็บตัวหมายความว่าต้องจ่าย ค่าโกดังต่อไป อันนี้ก็กราบเรียนให้ทราบ เพราะฉะนั้นนโยบายเมื่อก่อนคณะรัฐมนตรี จะเปึนคนพิจารณาว่าจะอนุมัติให้ไปทําสัญญาหรือไม่ ในที่สุดคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เพื่อความคล่องตัวหลังจากที่ผมเข้ามารับตําแหน่งเปึนรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ก็เลยมีมติว่าต่อไปนี้หลังจากผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปแล้วให้คน ๒ คน พิจารณาแทนคณะรัฐมนตรีคือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ให้ ๒ คนนี้เปึนคนพิจารณา ๒ คนนี้เราก็จะตั้งที่ปรึกษา ผู้ชํานาญการของเราขึ้นมา ๗ คน เราเรียกว่า ๗ อรหันต์ ซึ่งเปึนข้าราชการ เปึนพ่อค้า ที่มีความซื่อสัตย์และมีความรู้เรื่อง เขาจะเปึนคนบอกเราว่าช่วงไหนราคาที่จะขายควรจะ เปึนเท่าไร ถ้ากระทรวงพาณิชย์เสนอมา เราพิจารณาเห็นว่าราคาต่ําเกินไปเราก็แทงกลับไปว่า ให้ไปต่อรองใหม่ให้ได้ราคา เพราะเราก็รู้ว่าราคามันควรจะเปึนเท่ากับเท่าไร อรหันต์เรารู้ เราก็ดูอยู่ นี่คือวิธีทํา เพราะฉะนั้นที่อนุมัติขายข้าวมาโดยตลอดก็เปึนเอกภาพตลอดครับ ไม่ได้มีการขัดแย้ง ทุกลอต (Lot) ถ้าเผื่อไม่มีลายเซ็นจากผมหรือท่านอภิสิทธิ์ ซึ่งท่านอภิสิทธิ์ ได้กรุณาให้ผมเปึนคนเซ็นผมก็จะเปึนคนเซ็น แล้วทุกครั้งไม่มีครั้งไหน คือถ้าผมเซ็น หมายความว่าผมต้องปรึกษาหารือท่านนายกรัฐมนตรีแล้วครับ ไม่มีที่ว่าไปเซ็นโดยไม่ปรึกษาท่าน เพราะผมต้องให้เกียรติผู้บังคับบัญชา ต้องเห็นพ้องต้องกันแล้วผมก็เซ็น จึงไม่มีลอตไหน ที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รับรู้เพราะรู้ แล้วก็ไม่มีลอตไหนที่ว่านายกรัฐมนตรีถ้าว่าสั่งหยุด แล้วเราไปฝ๋นคําสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ไม่เคยทําครับ ทีนี้เมื่อน้ําท่วมท่านนายกรัฐมนตรี ก็มาปรึกษาหารือผมว่าน้ําท่วมอย่างนี้เราไม่รู้ว่าข้าวมันเสียหายเท่าไรเราหยุดขายก่อนดีไหมพี่ ผมก็บอกผมก็เห็นด้วย ผมก็สั่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็ประกาศทางหนังสือพิมพ์ว่าหยุดขายเพราะว่าเรายังไม่รู้ปริมาณข้าว เสียหายเท่าไร ตอนนี้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขารายงานน้ําท่วมที่ท่านว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ อาจจะประมาณ ผมไม่ทราบจํานวนจําไม่ได้ว่ากี่ล้านไร่ แต่ที่เขารายงานมานี่คือว่า ข้าวจะเสียหายประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ใช่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ที่จะเสียหาย แต่เรามีข้าวในสต็อกมากกว่านั้น เรามีอยู่มากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันครับ เพราะไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณข้าวที่จะบริโภคภายในประเทศ ผมยืนยันประจําไม่ให้พี่น้อง ประชาชนมีปัญหา เฉพาะข้าวเหนียวเรามี ๘๐,๐๐๐ ตัน ผมสั่งห้ามเด็ดขาดห้ามขาย เพราะรู้ว่าพี่น้องประชาชนทางภาคอีสาน ทางภาคเหนือบางส่วนบริโภคข้าวเหนียวต้องเก็บไว้ เพราะถ้าข้าวเหนียวขาดแคลน พี่น้องบริโภคไม่พอเดี๋ยวราคาจะแพงไป นี่ก็ห้ามขายเด็ดขาด ทางกระทรวงพาณิชย์กับทางผมทางท่านอภิสิทธิ์ไม่ได้มีการขัดแย้ง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้กรุณา เขาเรียกคอมพลาย (Comply) ก็ปฏิบัติตามนโยบาย สั่งให้ขายก็ขาย ไม่ให้ขายก็ไม่ขาย ท่านก็เปึนเอกภาพดีอยู่ครับ อันนี้ผมกราบเรียนครับ

แต่ส่วนข้าวที่เหลืออยู่ในสต็อกอยู่ใน อคส. เท่าไร ที่จริงผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ คุณสถาพรครับ สต็อกรัฐบาลถ้าไม่จําเปึนอย่าประกาศว่าเหลือเท่าไร ประกาศไม่ได้เลยครับ ท่านประธาน มันจะเปึนภัยกับประเทศ เพราะเขาจะรู้ว่าเรามีข้าวอยู่เท่าไร ให้เขาทายไปว่า เรามีอยู่เท่าไร ผู้ใหญ่ของประเทศอย่าบอก เขาไม่บอกครับ เขาป่ดเพราะว่านี่เปึนความลับ ทางการค้าที่เราต้องเก็บเอาไว้อย่าให้เขารู้ว่าเรามีทั้งหมดเท่าไร เขาก็ทายว่าเหลือเท่าไร แต่ผมบอกท่านเพียงแต่ว่าข้าวมันมีพอสําหรับการบริโภคภายในประเทศ ที่เกินความจําเปึน อย่าเก็บไว้ครับ เก็บไว้แล้วมันเสียหายแล้วอย่างหนึ่งน้ําหนักลดทุกป้ จะลดทุกป้ เรามีตาราง ๑ ป้ลดเท่ากับเท่าไร จะมีเพิ่งเข้า ครม. มา น้ําหนักลดก็ของเสื่อมสภาพ เราซื้อมา ๑๔,๐๐๐ บาทต้องขายเปึนอาหารหมูเกวียนละ ๕,๐๐๐ บาทก็ขายไปแล้วครับ ที่ขาย ๆ ไปนี่ขายเกวียนละ ๕,๐๐๐ บาทก็มี เพราะประชาชนบริโภคไม่ได้ครับ ข้าวมันหมดสภาพ ที่คนจะกินได้ต้องกลายเปึนอาหารหมู อย่างนี้มันเสียหาย เพราะฉะนั้นก็ต้องขายครับ ที่เหลือนี่อย่าไปเก็บไว้ ไม่มีประโยชน์อย่าเก็บไว้มันเสื่อมคุณภาพไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น อันนี้คือนโยบายนะครับ ผมกราบเรียนแค่นี้ก่อนนะครับ ท่านรัฐมนตรีจะมีอะไรเสริมไหมครับ