รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ระบุว่า การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรพิจารณาในภาพรวม ไม่ใช่เฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า เศษหนึ่งของการพูดของเธอคือการแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเว้นสิทธิประโยชน์บางอย่างให้กับจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอกังวลว่าการยกเว้นสิทธิประโยชน์นี้อาจก่อให้เกิดความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกัน
ท่านประธานที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันเป็นกรรมาธิการผู้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๓ นี้เอาไว้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าดิฉันอาจจะเป็น ส.ส. ที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ก็อาจจะมองต่างจากหลายท่านนะคะ แล้วก็มองเหมือนกับหลายท่าน เพราะดิฉันคิดว่าการที่รัฐบาลออกกฎหมายมาสักฉบับหนึ่งนี่ แม้ว่ากฎหมายนั้น ร่างหลักการและเหตุผลจะบอกว่ามันเกิดเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัดก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายมาแล้วนี่คงไม่ใช่ออกมา เพื่อที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น ดิฉันเคยเรียนว่าถ้าจะแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง ก็อาจจะไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติก็ได้ ออกเป็นอะไรอย่างอื่นมาก็ได้เพื่อที่จะ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้ารัฐบาลเสนอกฎหมายออกมามันคงจะต้องมองภาพรวม แล้วชื่อกฎหมายนี่ดิฉันก็ถามในที่ประชุมครั้งแรกเลยว่าชื่อกฎหมายบอกว่า ร่างพระราชบัญญัติ การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... ดิฉันก็ถามว่าชายแดนภาคใต้ มีกี่จังหวัด ภาคใต้ตอนล่างนี่นะคะ ก็ทราบว่า ๕ จังหวัด ดิฉันก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ต้องใส่ ๕ จังหวัดไปให้มันสอดคล้องกับชื่อกฎหมาย แล้วในขณะเดียวกันมีหลายท่านก็จะพูดถึง ว่าถ้านับเฉพาะ ๕ จังหวัดตรงนี้ แล้วเราก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าเราก็ตัดตรงที่บอกว่า จังหวัดอื่นหรือบางพื้นที่ของจังหวัดอื่นในภาคใต้ตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด เพราะเราคิดว่า ลักษณะมันอาจจะกว้างเกินไปนะคะ มันก็จะกําหนดอะไรได้ยาก แต่ถ้า ๕ จังหวัดตรงนี้ เราก็บอกว่าเป็นจังหวัดชายแดน แล้วที่จริงปัญหานี่ทั้ง ๕ จังหวัดมันมีปัญหาหลายอย่าง ถ้าแยกออก ๓ จังหวัดกับ ๒ จังหวัด มันก็จะมีปัญหาที่เหมือนกัน ใน ๓ จังหวัดก็จะมี ทั้งปัญหาก่อการร้ายแล้วก็ปัญหาปกติทั่วไป แล้วในจังหวัดอื่นก็เหมือนกัน ดิฉันคิดว่าอีก ๒ จังหวัดนั้นก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่ามันจะหนักไปทางด้านไหน เท่านั้นเอง แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในทั้ง ๕ จังหวัดดิฉันมองว่ามันเป็นลักษณะของการผันแปร มันไม่ได้คงที่มันก็จะผันแปรทั้งด้านปริมาณทั้งเชิงคุณภาพ ถ้าเราติดตามมาบางครั้ง ๓ จังหวัดก็อาจจะลดลง บางครั้ง ๓ จังหวัดนี้ก็อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นมันจะมี ทั้งปัญหาเฉพาะและปัญหาทั่วไปที่เราจะต้องเอามาดูประกอบกัน ทีนี้ถ้าเราบอกว่า ปัญหาของ ๓ จังหวัดเราก็จะไปเจาะจงเฉพาะพื้นที่ ๓ จังหวัด ดิฉันก็ยังมองว่าเวลาเรามี ปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ตาม ในครอบครัว ในชุมชนใดก็ตาม เรายังจะต้องมีสภาพชุมชน ที่แวดล้อมมาช่วยดูแลปัญหาต่าง ๆ ด้วย บางทีอาจจะต้องมาผ่องถ่ายมีทางหนีทีไล่ หรือว่าต้องมีแนวกันไฟเอาไว้ด้วยในการที่จะต้องมาช่วยกันดูแล้วก็แก้ปัญหา เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ยังคิดว่าถ้าสมมุติว่าเราพูดถึงแต่เฉพาะ ๓ จังหวัด แล้วพูดไปพูดมาแม้กระทั่ง ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเองก็ตามมีการอ้างถึงเรื่องสิทธิประโยชน์กลัวว่าราชการ หรือประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดจะได้สิทธิประโยชน์เท่า ๆ กับจังหวัดอื่นที่มีปัญหาน้อยกว่า ๓ จังหวัด เราก็คุยกันเหมือนกันนะคะว่าที่จริงแล้วการที่บอกว่าเสมอภาคไม่ได้แปลว่า เหมือนกัน เสมอภาคไม่ได้แปลว่าเท่ากัน ถ้าเรากําหนด ๕ จังหวัดแล้วมันก็ยังจะต้อง กําหนดอีกเหมือนกันว่าสิทธิประโยชน์ที่จะได้นอกเหนือจากที่จังหวัดอื่น ๆ โดยทั่วประเทศ ได้แล้ว ถ้าจะมาลง ๓ จังหวัดหรือ ๕ จังหวัดตรงนี้ก็ยังต้องระบุด้วยซํ้าไปว่ากรณีอย่างนี้ จะให้อย่างไร อย่างเช่นเราก็จะเห็นนะคะมีคนชุมนุมเป็นแสนเป็นล้านคน แต่ว่าเวลา เราจะเยียวยาเราก็เยียวยาเฉพาะคนที่ได้รับผลเสียหายเท่านั้นไม่ใช่ให้ทุกคนที่มาร่วมกัน หรือว่าความเสมอภาคไม่ได้แปลว่าเท่ากัน ความเป็นธรรมต่างหากที่จะทําให้เกิด ความเสมอภาค ความเป็นธรรมมันก็ต้องมีแยกแยะลักษณะที่ตรงไหนพิเศษ ตรงไหน มีปัญหาพิเศษไม่พิเศษ แล้วลักษณะอย่างไร พื้นที่ไหน กรณีไหนถึงจะให้สิทธิพิเศษ เพราะฉะนั้นอย่างท่าน ผอ. ศอ.บต. ท่านก็ยังบอกเลยนะคะว่าเวลาจะให้ความดีความชอบ กับข้าราชการจังหวัดสตูลได้แค่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่า ถ้าสมมุติว่าพูดถึงเรื่องสิทธิประโยชน์โดยปกติแล้วก็จะต้องมีการระบุถ้าสาระต่างกัน เขาต้องได้รับต่างกัน ถ้าสาระเหมือนกันถึงจะได้รับเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉัน ก็ไม่อยากจะให้ยกเป็นข้ออ้างแล้วก็กังวลมาก รวมทั้งสิทธิพิเศษในเชิงธุรกิจด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นว่าถ้าเราเอาปัญหาเฉพาะไปขยายให้เป็นปัญหาทั่วไป แล้วก็กลัวว่ามันจะถูกปฏิบัติเหมือนกัน ดิฉันก็คิดว่ามันก็เป็ นความคิดที่อาจจะคับแคบ เกินไปในการที่จะไปกีดกันคนอื่นเพราะห่วงผลประโยชน์อะไรอย่างนี้นะคะ เหมือนอย่างที่ ส.ส. เมื่อกี้ท่านพูดมันนอกจากจะแสดงถึงความคับแคบแล้วมันจะเกิดความแตกแยก ขึ้นมา แล้วมันก็เป็นการสุ่มเสี่ยงด้วยอย่างที่ท่านว่า ดิฉันก็เลยคิดว่าจะต้องกําหนดว่า มีทั้ง ๕ จังหวัด ขอบพระคุณค่ะ