พฤฒิชัย ดํารงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการไทยเข้มแข็ง โดยอธิบายสถานการณ์และผลการกระจายเงินในโครงการนี้ และเรียกร้องให้เร่งรัดจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายเงินให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการช่วยเหลือผู้รับเหมาโครงการและผู้เข้าประมูลงานที่มีปัญหาทางการเงิน
(รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง) : กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายแพทย์พฤฒิชัย ดํารงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาเป็น ผู้ชี้แจงตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดมุกดาหาร ก่อนอื่นต้องขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ ขอเวลาสักเล็กน้อยที่จะชี้แจง ทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านที่รับฟังอยู่ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ว่าเรื่องของโครงการไทยเข้มแข้งนั้น ณ ปัจจุบันนี้ผมอยากจะลําดับ สถานการณ์ปัจจุบันให้ทราบว่าทางรัฐบาลเองเรามีความมุ่งหวังที่อยากกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระดับรากหญ้าตามที่ท่าน ส.ส. วรศุลีได้พูดถูกต้องแล้วนะครับ ปัจจุบันนี้เงินนั้น ได้ลงกระจายไปตามตําบล อําเภอ หมู่บ้าน ซึ่งในเว็บไซต์ (Web site) ของโครงการ ไทยเข้มแข็งนั้นพี่น้องประชาชนสามารถมีส่วนร่วมที่จะกดเว็บไซต์โครงการไทยเข้มแข็ง ทีเคเค ๒๕๕ ดอทคอม (Tkk255.com) นี่ เพื่อที่จะได้รับทราบว่าในหมู่บ้าน ในอําเภอ ตําบลของตัวเองจะมีงานอะไรบ้าง ซึ่งอันนี้ก็เป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมีความปรารถนาเพื่อที่ต้องการให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูล ได้เท่าเทียมกันแล้วก็รวดเร็วทั่วถึง ตลอดจนผู้รับเหมาผู้ที่ทําการค้าขายวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้างจะได้เตรียมตัวได้เต็มที่ จากการจัดซื้อจัดจ้างโดยกรมบัญชีกลาง ตัวเลขที่ผ่านมา ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม จนถึง ณ ก่อนสงกรานต์นี่ก็มีการประมูลไปทั้งหมด ๑๓,๔๑๑ ครั้ง ใช้งบประมาณจริง ๆ ไป ๑๔๗,๒๗๗ ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งราคากลาง ไว้ประมาณ ๑๕๗,๓๔๖ ล้านบาท นั่นคือประหยัดไปแล้วประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เป็นเรื่องของงบก่อสร้างล้วน ๆ ตามที่ท่านสมาชิกได้มีความห่วงใยทั้งหมด ๗,๑๓๗ ครั้งที่มีการประมูลไปแล้ว เป็นเงิน ทั้งสิ้น ๑๐๓,๒๒๑ ล้านบาท นั่นแสดงให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันนี้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกกระจายไปแล้วในรอบ ๔-๕ เดือน ตั้งแต่งบไทยเข้มแข็งได้ออกไป ซึ่งเราก็ทําตาม พ.ร.ก. เพราะถือว่าเป็นการเร่งด่วน สําหรับเรื่องของการอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งทางรัฐ ได้จัดให้นอกจากเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ต้องการให้ทั่วถึงแล้วก็รวดเร็วหรือรับทราบแล้วนี่ เรื่องของการประมูลงานนั้น ทาง ครม. ก็ได้อนุมัติระเบียบเพิ่มเติม สํานักนายกรัฐมนตรี ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะทําให้เวลาในการประมูลอีออคชัน (e-Auction) จากเดิม ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมากคือ ๘๕ วัน ลดเหลือ ๒๘ วัน อันนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราต้องการ ให้เกิดการกระจายเงินไปสู่ท้องถิ่น หมู่บ้าน ตําบล และจังหวัดรวดเร็วขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็อย่างที่เรียนนะครับประมาณ ๑๐๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท
สําหรับเรื่องการเบิกจ่ายนั้นทางกรมบัญชีกลางก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กระทรวงการคลังเราก็พยายามเบิกจ่ายให้เร็วที่สุด ตัวเลขของการเบิกจ่ายนั้นโครงการ ไทยเข้มแข็ง งบลงทุนปี ๒๕๕๓ ๑๑๕,๔๑๓ ล้านบาท งบไทยเข้มแข็งนั้นเบิกจ่ายไปแล้ว ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วงบลงทุนปี ๒๕๕๓ นั้นก็สูงกว่า เป้ำหมาย ๑๖.๓๖ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือเราก็พยายามบอกอยู่แล้วว่าทุกครั้งที่มีการเบิกจ่าย หรือทําเรื่องเบิกมาเราก็พยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เกินเป้ำหมายไป ๑๖.๓๖ เปอร์เซ็นต์
สําหรับงบไทยเข้มแข็งเมษายนปีนี้ที่กําลังจะเบิกอยู่และยังไม่ได้เบิก เรื่องตั้งมาหมดแล้วกําลังจะเบิกอยู่นั้นก็คาดว่าประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่จะได้เห็นและเริ่มทําไปก็คือเรื่องของการทําฝายแหล่งชลประทาน ซึ่งช่วยเหลือเกษตรกรระดับรากหญ้า โดยผ่านกรมชลประทานประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ในเดือนนี้ที่กําลังจะเบิกจ่าย ถนนโดยกรมทางหลวงทั่วประเทศ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถนนไร้ฝุ่นโดยกรมทางหลวงชนบทอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท และเพิ่มคอมพิวเตอร์ให้กับ นักเรียนในระดับอําเภอ หมู่บ้าน โดยกระทรวงศึกษาธิการอีกประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นหลัก ๆ ที่ทําเรื่องมาแล้ว เริ่มประมูลจัดซื้อจัดจ้างแล้ว แล้วเงินก็กําลังจะออกไปให้ ในเดือนนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโครงการต่าง ๆ อย่างไรก็ต้องผ่านการจัดซื้อจัดจ้าง ตามที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณากล่าวมา
ทีนี้สําหรับเรื่องของการทําหนังสือคํ้าประกันหรืออะไรต่าง ๆ นั้น นอกจาก เรื่องข้อมูล เรื่องเวลาในการลดไปแล้ว ๒๘ วัน จาก ๘๕ วันนี่ สิ่งที่เราพยายามอํานวย ความสะดวกก็คือเรื่องสินเชื่อ เพราะเรารู้ว่าโครงการเกิดขึ้นมากมายนั้นจริง ๆ ธนาคาร ต้องเรียนว่าในระบบธนาคารพาณิชย์มีเยอะแยะนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกรุงไทย แต่กรุงไทย เราก็ถือว่าเป็นแบงก์รัฐ เราก็อยากจะให้เป็นผู้นําในการที่จะอํานวยความสะดวกให้กับ ผู้รับเหมาไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายย่อยอะไรก็แล้วแต่ หรือรายใหม่ เพื่อที่จะให้เกิดการจ้างงาน เกิดขึ้น คนมีงานทําเพิ่มขึ้น แล้วก็สามารถที่จะกระจายรายได้ไปสู่ชนบทได้มากขึ้น สิ่งที่เราอํานวยความสะดวกไปมี ทั้งหมด ๓ เรื่องครับท่านประธาน เรื่องแรก เราสามารถให้นโยบายทางธนาคารกรุงไทยไป ด้วยการอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลามากมายจนเหลือ ๑๕ วันต้องอนุมัติให้จบ แล้วตามที่ท่าน ส.ส. วรศุลีได้พูดถึงก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว คํ้าประกันซองนี่ออกภายใน ๑ วัน คือฟาสท์ แทรค (Fast track) แล้วเรท (Rate) คํ้าประกันก็ลดจาก ๒ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องที่ ๒ ส่วนลูกค้าเดิมนั้นหลักประกัน ถ้าเป็นลูกค้าเดิม ของแบงก์กรุงไทยอยู่เราก็ถือว่าไม่ต้องวางหลักประกันเพิ่ม แต่สําหรับลูกค้ารายใหม่ ลูกค้าทั่วไปที่วอล์คอิน (Walk-in) หรือเดินเข้ามาในธนาคารนั้นก็ได้รับทราบจากธนาคารว่า ก็ลดเกณฑ์ให้จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์โดยปกติ ถ้าเป็นโครงการไทยเข้มแข็งก็จะเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็คือสิ่งอํานวยความสะดวกที่เราพยายามทําให้ จัดให้
ทีนี้มาตอบคําถามของท่าน ส.ส. วรศุลีจากจังหวัดมุกดาหารว่า การช่วย ผ่อนปรนการทําหนังสือคํ้าประกันในกรณีที่ผู้เข้าประมูลงานนั้นอยู่ระหว่างการปรับ โครงสร้างหนี้หรืองบดุลขาดดุลต่อเนื่อง โดยขอให้รัฐบาลยกเลิกกฎระเบียบที่มีอยู่ หรือช่วยผ่อนผันนั้น ผมขอกราบเรียนจากข้อเท็จจริงอย่างนี้ ท่านประธานผ่านไปยัง ท่าน ส.ส. ว่าในปัจจุบันนั้นกระทรวงการคลังแล้วก็ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติไม่ได้มีหลักเกณฑ์ว่าห้ามสถาบันการเงินให้สินเชื่อหรือออกหนังสือ คํ้าประกันซองในกรณีที่บริษัทมีปัญหาทางด้านงบดุล งบบัญชี หรืออยู่ระหว่างการปรับ โครงสร้างหนี้แต่อย่างใด การพิจารณาให้สินเชื่อและการออกหนังสือคํ้าประกันซองนั้น เราถือให้เป็นดุลยพินิจของสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็นแห่งไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่า จะเป็นธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารพาณิชย์อื่นที่ต้องดําเนินการวิเคราะห์ในเรื่อง ๒ เรื่อง เรื่องแรก คือเรื่องของความสามารถในการชําระหนี้ของผู้กู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ศักยภาพในการทํากําไร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เราให้เป็นดุลยพินิจ ทางกระทรวงการคลัง และทางแบงก์ชาติเราไม่สามารถไปก้าวล่วงหรือไปออกหลักเกณฑ์ไปบังคับหรือไม่บังคับ อะไรได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็รับทราบมาจากทางธนาคารกรุงไทยเองว่า ณ ปัจจุบันนี้ลูกค้า หลายรายของธนาคารกรุงไทยแม้จะอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ หรือมีงบขาดดุล ติดต่อกัน ติดลบหลายปีก็แล้วแต่ หลาย ๆ รายก็ได้รับหนังสือคํ้าประกัน เพราะว่า ธนาคารมองเห็นแล้วว่าลูกค้ามีความตั้งใจในการทํางานและมีศักยภาพในการทํากําไร และสามารถชําระเงินกู้ได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของแต่ละธนาคารไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางเราก็ได้พยายามให้นโยบายกับทางธนาคารกรุงไทยว่าถ้าเป็นเรื่องของโครงการ ไทยเข้มแข็งมีผู้รับงาน มีผู้ประมูลงานสนใจก็ต้องพยายามผ่อนปรนทุกอย่างให้เต็มที่ เท่าที่จะทําได้ แต่กราบเรียนว่าตามที่ท่านบอกมาว่าเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์นี่ไม่ใช่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของดุลยพินิจของธนาคารแต่ละแห่ง แต่ในฐานะที่แบงก์กรุงไทยเป็นแบงก์รัฐ เราก็พยายามจะอํานวยความสะดวกให้เต็มที่
สําหรับคําถามข้อที่ ๒ การช่วยผ่อนผันเรื่องของการไม่ต้องใช้หนังสือ คํ้าประกันการเบิกเงินล่วงหน้า