ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เสนอความกังวลเกี่ยวกับการออกกฎหมายที่ไม่เหมาะสมและไม่คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะการเขียนกฎหมายที่มีปัญหาคือมาตรา 4 ที่มีคํานิยามไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลต่อผู้ทุพพลภาพ และเรียกร้องให้เขียนกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในการตีความ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่ากระผมมีความกังวลในการเสนอกฎหมายฉบับนี้มาค่อนข้างจะมาก กระผมได้ยินข้อถกเถียงที่ลอดออกมาว่ากฎหมายฉบับนี้ที่มีการแก้ไขในคํานิยามคําว่า ทุพพลภาพ นั้น จะกินความกว้างแค่ไหน เพียงใด ผมจะตั้งข้อสังเกตเปึนเบื้องต้น ให้ท่านประธานทราบ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๕๒ บัญญัติไว้ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสําคัญ เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ หรือทุพพลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎร มิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นจํานวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ โดยมีสัดส่วนหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน ท่านประธานครับ ที่ผมจําเปึนจะต้องนําตรงนี้ขึ้นมาพูดกันก่อนเพื่อให้เข้าใจ ผมจึงอยาก กราบเรียนท่านประธานต่อไปว่าการตีความนั้นเปึนอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้อํานาจวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจจะหมายถึงรองประธานหรือใคร คนใดคนหนึ่งที่ทําหน้าที่ตรงนั้นก็ได้ นั่นเปึนประการแรก
ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าการออกกฎหมายตามหลักการและเหตุผลนั้น เพื่อคุ้มครองแรงงาน คุ้มครองลูกจ้าง ท่านประธานครับ แต่กฎหมายฉบับนี้มีความพิสดาร อย่างหนึ่งเหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่างในมาตรา ๔๖ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๖ แทนที่จะเปึนการคุ้มครองลูกจ้าง แต่เปึนการช่วยนายจ้าง บัญญัติไว้ว่า นายจ้างผู้ใด ไม่จ่ายเงินสมทบภายในกําหนดเวลาหรือจ่ายเงินสมทบไม่ครบจํานวนตามที่จะต้องจ่าย ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละสองต่อเดือน เดิมทีร้อยละ ๓ ตอนนี้ลดลงเหลือร้อยละ ๒ ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่ายนับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนําส่งเงินสมทบ ทั้งนี้ กระผม ติดใจตรงประโยคนี้ละครับ ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คํานวณได้ต้องไม่เกินจํานวนเงินสมทบ ที่นายจ้างต้องจ่าย ผมอธิบายความตรงนี้ครับว่าเดิมทีจะต้องจ่ายเบี้ยปรับร้อยละ ๓ ท่านรัฐมนตรีใจดีเหลือเกินลดลงให้ร้อยละ ๒ แต่เขียนว่า ทั้งนี้ จะต้องไม่เกินวงเงินที่สมทบ คือไม่ต้องปรับเลย นี่อะไรกันครับเขียนกฎหมายอย่างนี้ สภาพบังคับ ไม่ได้ปรับเลย ไม่ให้เกินวงเงินสมทบ เขียนกฎหมายอย่างนี้ไม่ใช่คุ้มครองลูกจ้าง คุ้มครองนายจ้าง ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าคนเขียนกฎหมายฉบับนี้เหมือนกับคนเขียนกฎหมาย ฉบับก่อน ๆ ที่มันมีข้อบกพร่องในตรรกในการเขียน ในสารัตถะอย่างนี้มันเขียนอย่างนี้ไม่ได้ สมมุติว่าเอาละบริษัท ก นั้นเปึนนายจ้างที่ไม่ส่งเงินสมทบเข้าไป จะต้องเสียเงินเพิ่ม ที่อัตราเดิมร้อยละ ๓ แต่ตอนนี้ลดลงเหลือร้อยละ ๒ แต่เขียน ทั้งนี้ เปึนเงื่อนไขว่า จะต้องไม่เกินจํานวนเงินที่สมทบ แปลว่าไม่ต้องปรับเลย การเขียนกฎหมายอย่างนี้ นอกจากจะถูกหลอกว่าลดจํานวนจากร้อยละ ๓ มาร้อยละ ๒ แล้ว ก็ยังไม่ต้องเสียเงิน ค่าปรับเช่นกัน นั่นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการเขียนกฎหมายฉบับนี้ มีปัญหา อย่างเช่นมาตรา ๔ ที่มีปัญหากันมากมายที่สุดในเรื่องของคํานิยามนะครับ ท่านประธาน คํานิยามนี่ท่านต้องการที่จะช่วยผู้ทุพพลภาพเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมา เปึนเรื่องที่ถูกต้อง เปึนเรื่องที่จะต้องไม่กังวลในบรรดาคนที่ห่วงหาอาวรณ์ในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ แต่การเติมเข้ามานั้นท่านก็ตีความว่ากฎหมายไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ผู้ทุพพลภาพนั้นเปึนประการที่ ๑
แต่ประการที่ ๒ ท่านเขียนคํานิยามคําว่า ทุพพลภาพ หมายถึง การสูญเสียสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์ประกาศกําหนด ความจริงคําว่า สูญเสียสมรรถภาพ นั้นมีอยู่ในคํานิยามเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านทําไม เขียนตรงนี้ แทนที่เขียนคํานิยามจะให้สิ้นกระบวนความว่า ทุพพลภาพ หมายความว่า การสูญเสียสมรรถภาพในการทํางาน ไม่ทราบว่าท่านเจตนาที่จะเขียนให้ตกหล่น หรือมันบังเอิญตกหล่นเองไม่ทราบได้ ผมจึงฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ในการเขียนคํานิยามนั้นจะต้องให้เกิดความชัดเจนไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา ในการตีความ ท่านประธานครับ ท่านเป่ดไปยังมาตรา ๒๐ แปลกประหลาดที่สุด ผมเรียนกฎหมายมาออกกฎหมายมาก็หลายฉบับไม่เคยเขียนพิสดารอย่างนี้ มาตรา ๒๐ เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป์วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้บุคคล ดังต่อไปนี้เปึนผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากนายจ้าง เปลี่ยนจากเงินทดแทนมาเปึน ค่าทดแทน กระผมเห็นด้วยไม่มีปัญหา แต่ (๑) ท่านประธานครับ บิดามารดาซึ่งเคยให้ ความอุปการะลูกจ้างหรืออยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย ์ก็ตาม ตามกฎหมายอื่นก็ตาม ท่านประธานครับ เขาไม่เขียนอย่างนี้หรอก ท่านประธานเคยมีพ่อมีแม่ ผมก็มีพ่อมีแม่ มีพ่อแม่ที่ไหนไม่เคยอุปการะลูก มีไหมครับ อย่ายกตัวอย่างที่เปึนคดีความที่ปฏิเสธกัน เขียนกฎหมายก่อให้เกิดปัญหาครับ ท่านประธาน ใน (๑) เพิ่มคําว่า บิดามารดาซึ่งเคยอุปการะลูกจ้าง มีมนุษย์คนไหนในโลก ที่บิดามารดาไม่เคยอุปการะ เขียนไว้ทําไม เขียนรุ่มร่ามก่อให้เกิดปัญหาในการตีความ ปัญหาขึ้นถึงโรงถึงศาลมันจะมีมาก ผมว่าบิดามารดาเปึนทายาทโดยธรรมที่จะได้รับ ค่าตอบแทนหรือมรดกตกทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น เขาเขียนว่าบิดามารดาก็เปึนที่เข้าใจ ยังเติมต่อไปอีกครับท่านประธานครับ หรืออยู่ใน ความอุปการะของลูกจ้าง ถ้าสมมุติว่านาย ก เปึนลูกจ้าง แต่ นาย ก ตาย คนที่จะได้รับ การทดแทนก็คือบิดามารดาซึ่งเคยอุปการะหรือไม่จะต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงตรงนี้ บิดามารดาซึ่งเคยอุปการะหรือไม่มันไม่มีที่ไหนในโลกหรอกครับ การพิสูจน์ตรงนี้ก็คง ไม่ยากนัก แต่ทีนี้คําว่า หรือลูกจ้างอุปการะ หรือนาย ก เคยอุปการะ มันก็เปึนภาระ การพิสูจน์ว่านาย ก เคยอุปการะพ่อแม่คนนี้หรือเปล่า ถ้าไม่เคยอุปการะแปลว่า รับค่าทดแทนไม่ได้เช่นนั้นหรือไม่ นั่นก็มีปัญหาครับท่านประธาน (๒) อีกครับ นักกฎหมายคนนี้พิสดารผมบอกฝากไปยังท่านรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง ไม่มีใครเขาเขียน กฎหมายอย่างนี้หรอกครับ ทั้งที่เรียนมาทั้งที่เคยออกกฎหมาย (๒) สามีหรือภรรยา กฎหมายทั่วไปก็จะบอกสามีภรรยาก็เข้าใจว่าสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือสามี ภรรยาที่อยู่กันฉันสามีที่รู้เห็นมีประจักษ์พยานรู้เห็นพิสูจน์กันได้ว่าอยู่กินฉันสามีภรรยา ก็อาจจะได้รับค่าทดแทนหรือมรดกก็ได้มันลักษณะของทายาทโดยธรรม แต่ท่านก็เขียน เติมไปให้เกิดปัญหาอีก เขียนบอกว่าสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นี่ก่อให้เกิดปัญหา ท่อนแรกแล้ว หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าอยู่กินฉันสามีภรรยากับลูกจ้าง ในกรณีที่ไม่มีสามีหรือภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ เขียนอย่างนี้ มันแปลว่าอะไร สมมุติว่านาย ก ตาย มีคนกล่าวอ้างมา ๒ คน ๓ คน บอกว่าฉันเปึนภรรยาของนาย ก ก่อให้เกิดปัญหาอีก ผมไม่ทราบว่าตรรกในการเขียนกฎหมายตรงนี้ ใน (๒) นี้มีอย่างไร ผมจึงกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการ กระผม ไม่ประสงค์ที่จะทําการแปรญัตติ แต่เขียนกฎหมายทํานองนี้แทนที่จะมีสภาพบังคับใช้ ตามกฎหมาย มันจะพิสูจน์อย่างไรล่ะครับว่าคนนี้เปึนภรรยา คนนี้เปึนสามี มีอะไรเปึน เครื่องพิสูจน์ มีคนรู้เห็นหรือครับว่าเขากินนอนด้วยกัน กินพอเห็นกันได้แต่นอนด้วยกันนี่ เห็นลําบากครับท่านประธาน