อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาป้องกันสภา และอธิบายว่าไม่ใช่การปฏิวัติหรือการรัฐประหาร แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน และยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนสามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจง ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กรุณาหยิบยกขึ้นมาครับ ผมก็เป็ นนักการเมืองในวิถีทางรัฐสภา มาตลอดของความเป็นนักการเมืองครับ ไม่ต่างจากพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ ซึ่งเห็นว่าที่นี่คือสัญลักษณ์ของความเป็ นประชาธิปไตยและความเป็ นตัวแทน ของประชาชน เพราะฉะนั้นผมเข้าใจดีครับว่าที่ท่านได้หยิบยกกรณีที่เกิดขึ้นในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ที่มีกําลังเจ้าหน้าที่จะเป็นทหาร ตํารวจ เข้ามาเป็นจํานวนมากด้วย วัตถุประสงค์ในการที่จะอารักขาและดูแลให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็จะมีความรู้สึกว่าอะไรเกิดขึ้นกับสภาของเรา ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนก็ต้องการ ความสะดวกแล้วก็ต้องการที่จะเห็นความเป็ นปกติอยู่ในบ้านในเมืองของเรา แต่ขณะเดียวกันผมก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจว่าการมีภาพของทหารก็ดี หรือตํารวจก็ดีรอบ ๆ บริเวณสภาของเราในขณะนี้ แล้วไปมองว่าเป็นเรื่องที่เสมือนกับ เกิดการรัฐประหารหรือการปฏิวัตินั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ การปฏิวัติ รัฐประหาร คือการที่มี กลุ่มคนเอาอํานาจนอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญนั้นมายึดอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภา เวลามีการปฏิวัติ รัฐประหาร นั่นก็คือการบอกว่าสภาแห่งนี้หมดสภาพแล้ว ฝ่ายบริหารหมดสภาพแล้ว แล้วก็มีการดําเนินการออกประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วก็ บอกว่าสภาที่มีอยู่ก่อนและรัฐบาลที่มีอยู่ก่อน หมดสถานะไป ก็จะตรงกับเหตุการณ์ที่ท่าน ได้กล่าวขึ้นในอดีต แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่รอบ ๆ สภาในขณะนี้จํานวนมาก ซึ่งก็ต้องเรียนว่า พวกเขาก็มีความยากลําบากเหมือนกันในการที่จะเข้ามาดูแลในช่วง ๒ วันที่ผ่านมา เขาไม่ได้มายึดอํานาจนิติบัญญัติครับ เขาต้องการให้เราสามารถใช้อํานาจนิติบัญญัติได้ ผมกลับมองตรงกันข้ามว่า นี่เป็นการแสดงออกของทั้งตํารวจ ทหาร กองทัพว่า เขาพร้อม ที่จะปกป้ องอํานาจนิติบัญญัติตามวิถีทางของประชาธิปไตย จริงอยู่ขณะนี้ท่านอาจจะ บอกว่า มองไปรอบ ๆ สภาแล้วก็ไม่น่าจะต้องมีอะไรน่าวิตกกังวล ปลอดภัย แต่ข้อเท็จจริง ก็คือว่าถ้าสมมุติไม่มีการดําเนินการใน ๒ วันที่ผ่านมาก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งประกาศ ชัดเจนว่าจะเข้ามาในการที่จะล้อมสภา จะปิดล้อมหรือไม่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ แล้วเหตุการณ์ลักษณะนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี สองปี ที่ผ่านมา ผมก็ทราบดีว่า ท่านก็ได้กล่าวแล้วก็น่าชื่นชมที่ท่านบอกว่าท่านก็อยากจะมาทําหน้าที่และท่านก็จะไม่หนี แต่เหตุการณ์ ๗ ตุลามี ๒ ด้าน ด้านของสมาชิกที่เข้ามาแล้วก็ต้องปีนหนีด้านเดียวครับ อีกด้านคือการสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการที่ กําลังต่าง ๆ เข้ามา แล้วก็มาทําให้ฝ่ำยนิติบัญญัตินั้นสามารถใช้อํานาจได้แล้ว อีกวัตถุประสงค์ที่สําคัญก็คือว่า การป้ องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน คนไทยครับ การเข้ามาของเจ้าหน้าที่นั้นไม่มีเจตนาที่จะไปขัดขวางการทําหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติแต่เป็นการอํานวยความสะดวก การเข้ามานั้นแม้ว่าจะทําให้ผู้ชุมนุม ไม่เข้ามาในบริเวณนี้แต่ก็เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเงื่อนไขของการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับ เจ้าหน้าที่เมื่อเกิดการปิดล้อมขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาตามธรรมชาติของ การชุมนุม ผมคิดว่าเราน่าจะมองเจตนาตรงนี้ ทําไมเราจึงไม่อยากให้อํานาจนิติบัญญัติ เดินต่อได้ ทําไมเราจึงไม่อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตามเข้ามา ทําหน้าที่ของตัวเอง ทําไมเราจึงจะไม่ใช้มาตรการอะไรเท่าที่เราทําได้ในการป้ องกัน ป้ องปรามไม่ให้เกิดการเป็นปฏิปักษ์ การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ซึ่งนําไปสู่การสูญเสีย การบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตได้ ไม่มีใครชอบหรอกครับ ให้สภาพเป็ นอย่างนี้ แต่อยากให้เข้าใจเจตนาแล้วก็ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ ที่มาทํางาน แล้วก็ขอยืนยันว่าเมื่อวานนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดอยากจะมาทําหน้าที่ เข้ามาทําหน้าที่ได้แน่นอน มีเพียงสมาชิกบางส่วนเท่านั้นครับที่กลับขัดขวางเพื่อนสมาชิก ด้วยกันที่ไม่ให้เข้ามาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันเจตนานี้ ส่วนหากเกิดกรณีใด ๆ ที่เป็นความไม่สะดวก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเพื่อนสมาชิก ซึ่งอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจในการประสานงานในการเดินทางเข้ามาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่รอบ ๆ บริเวณนี้ หรือต้องใช้สถานที่รอบ ๆ บริเวณนี้ก็ดี ผมคิดว่าเราคงต้องขออภัยในความไม่สะดวก แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือทําให้อํานาจนิติบัญญัติเดินหน้าได้ แล้วไม่ให้เกิดความสูญเสีย กับพี่น้องประชาชนคนไทยครับ