บรรพต ต้นธีรวงศ์ เสนอการชื่นชมรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ และหารือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และต้องการให้รัฐสภาอนุมัติผ่านวุฒิสภา ก่อนที่จะเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และตรวจสอบการละเมิดผู้บริโภค โดยเสนอให้มีกฎหมายอื่นเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก่อนอื่นต้องใคร่ขอชื่นชมทางรัฐบาล แล้วก็ผู้ที่เสนอร่างทุก ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตัวแทนประชาชน ที่ร่วมลงชื่อ โดยการนํา คุณสารี อ๋องสมหวัง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีกระบวนการ ดําเนินการมานานมาก ทั้ง ๆ ที่เปึนหนึ่งในองค์กรอิสระที่จะต้องมีขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าฉบับป้ ๒๕๔๐ หรือฉบับป้ ๒๕๕๐ บัดนี้ก็ผ่านไปนับเปึนสิบป้แล้ว วันนี้ก็ถือเปึน นิมิตหมายที่ดีที่กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภากระผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานดังนี้
เนื่องจากว่าตัวเองก่อนเกษียณอายุราชการก็ทํางานเกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง ผู้บริโภคทางด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ หมายความว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทางสํานักงาน คณะกรรมการอาหารและยาดูแลอยู่ในฐานะที่เปึนรองเลขาธิการ เราเห็นช่องว่าง ช่องโหว่เยอะที่เรียกว่ามีความชัดเจนที่ผู้บริโภคไม่ว่าจะเปึนสินค้าอุปโภคบริโภคอะไรก็ตาม ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา ในบริบทบทบาทของข้าราชการแน่นอนก็มีข้าราชการ ที่ดีและไม่ดีนะครับ ทําอะไรไม่ค่อยได้มาก ถ้าทํามากไปผลสะท้อนกลับมาเยอะครับ เพราะฉะนั้นการที่มีกฎหมายองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งกฎหมายที่ออกไปแล้ว กฎหมายวิธีการพิจารณาคดีผู้บริโภคป้ ๒๕๕๑ จึงเปึนนิมิตหมายที่ดีว่า ต่อไปนี้ผู้บริโภคนั้น จะมีสิทธิมีเสียง มีสิทธิในการที่จะดําเนินการต่าง ๆ ที่มีการละเมิดสิทธิในเรื่องของ การบริโภคของเขา ผมกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ อย่างนี้ว่าในอดีตเปึนอย่างไร ข้าราชการถ้าทํามากเกินไปแล้วจะมีผลเสียอะไรตามมา ประสบการณ์ตรงของผมเองครับ ผมเองนั้นเคยถูกฟัองเปึนคดีแพ่งละเมิดครับ ถูกเรียกค่าเสียหายจากผู้ประกอบการ ๒๐๐ ล้านบาท ก็อยู่ในความทรงจําของผมจนถึงบัดนี้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ตอนนั้น ป้พุทธศักราช ๒๕๓๙ กลาง ๆ ป้ประมาณเดือนกรกฎาคม ผมไม่ได้รับการคุ้มครอง จากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ป้ ๒๕๓๙ ซึ่งมีผลบังคับใช้เดือนพฤศจิกายน ป้ ๒๕๓๙ ผมไม่ได้รับสิทธิตรงนั้น เขาฟัองผมโดยตรงครับ ฟัองเรียกค่าเสียหาย ๒๐๐ ล้านบาท ผมยังจําได้ว่าคุณสารีนี่ครับก็ยังนําคณะมาให้กําลังใจผมที่สํานักงานคณะกรรมการ อาหารและยา ก็อยู่ในความทรงจํา แต่ท้ายที่สุดแล้วเปึนอย่างไรครับ ก็ได้รับความกรุณา จากศาลยกฟัอง เพราะเห็นว่าเราปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบทบาทของตําแหน่งหน้าที่ที่เราควรจะทํา ถึงแม้ว่าอาจจะถูกกล่าวหาว่าปกปัองผู้บริโภคมากเกินไป แต่ก็เปึนบทบาทหน้าที่ที่เราทํา เปึนอํานาจหน้าที่ที่เราควรจะต้องทํา อันนี้คือเรื่องที่ว่าก่อนที่เราจะมีพระราชบัญญัติ วิธีการพิจารณาคดีผู้บริโภค และกฎหมายฉบับนี้ที่กําลังจะออกมานะครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ที่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีคุณอนันต์เลยครับ ไม่ใช่คุณอนันต์ เฉพาะผู้บริโภคเท่านั้นคุณอนันต์ต่อผู้ประกอบการที่สุจริตครับ เพราะเขาแข่งสู้ผู้ประกอบการ ที่ไม่สุจริตไม่ได้เพราะต้นทุนมันต่างกัน เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้เปึนการส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการที่สุจริตนั้นเขาสามารถที่จะทําธุรกิจในเชิงการแข่งขันที่เปึนธรรมมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมจะไม่ขอใช้เวลาสภานี้มากนัก เพราะว่ามีรายละเอียดที่กระผม อยากจะอภิปรายในวาระที่หนึ่งนี้ไว้ก่อนนะครับ ด้วยความห่วงกังวลทั้งในร่างของรัฐบาล และร่างของฉบับของประชาชนเอาตั้งแต่เรื่องมาตรา ๕ เลยครับ คือมาตรา ๕ ข้อห่วงใย ของผมก็คือว่าเมื่อตั้งเปึนองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วมีฐานะเปึนนิติบุคคล มีฐานะเปึนหน่วยงานอิสระ จากหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มีวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญ ๒ ข้อใหญ่ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วตั้งแต่เรื่องของการให้ความเห็นในเรื่องการตรากฎหมายใหญ่ และกฎหมายย่อยต่าง ๆ แล้วก็ให้ความเห็นในการกําหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้ประเด็นแรกตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่สองก็คือว่าตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทํา อันเปึนผลเสียต่อการคุ้มครองผู้บริโภค สิ่งที่ผมห่วงกังวลในมาตรา ๕ นี้ก็คือว่าเมื่อเปึนเช่นนี้ ถ้ากฎหมายออกไปแล้วองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตั้งงบประมาณเอง ได้หรือเปล่าครับ เพราะว่าประวัติศาสตร์มันมีครับ ถ้าท่านจําได้กฎหมายของสํานักงาน สุขภาพแห่งชาติหรือ สช. ต้องกลับเข้ามาสู่สภานี้ใหม่ เพราะทางสํานักงบประมาณก็ดี กระทรวงการคลังก็ดี มีข้อติติงว่าถ้าอย่างนี้ตั้งงบประมาณได้ไหม ผมก็เลยเปึนห่วงเรื่องนี้ ในมาตรา ๕ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากไปพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝากท่านประธานไป
ทีนี้ก่อนจะถึงมาตรา ๑๕ ผมขอเปึนมาตรา ๑๓ ของร่างรัฐบาลหรือตรงกับ มาตรา ๑๔ ของร่างประชาชนก่อนแล้วกันนะครับ คือการได้มาซึ่งคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเปึนองค์การอิสระ ผมถือว่ามันน่าจะเปึนระดับเดียวกับการได้มา หรือที่มาที่ยังความภาคภูมิใจและเปึนที่ยอมรับของสังคมไทยเทียบเท่ากับองค์การอิสระ ตามรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึนศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ป.ป.ช. ก็ดี กกต. ก็ดี หรือแม้แต่ ปปง. ซึ่งเราเพิ่งจะเลือกกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าทําให้เกิดความรอบคอบ เปึนที่ยอมรับและยังความภาคภูมิใจมาสู่ผู้ที่เปึนคณะกรรมการองค์การอิสระแห่งนี้ ผมคิดว่ามันคงจะต้องน่าจะมีมาตรการขั้นตอนที่จะมาขออนุมัติผ่านวุฒิสภาหรือรัฐสภา เสียก่อน อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นถ้าอย่างนี้แล้ว หมายความว่ามิเพียงแต่ว่ากฎหมายจะกําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาแบบที่ร่าง ของรัฐบาลหรือร่างของภาคประชาชนเท่านั้น ผู้ที่จะผ่านการคัดสรรคัดกรองเข้ามาสู่ การคัดเลือกครั้งสุดท้ายผ่านรัฐสภา จะต้องมีการระบุคุณลักษณะของเขา ไม่ใช่เพียง คุณสมบัติ คุณสมบัติมันกว้างมาก ประชาชนคนไทย ๖๓ ล้านคนอาจจะเข้าข่ายนี้ ทั้ง ๖๐ ล้านคนนะครับ แต่ตัวแทนของเขาที่จะมาทํางานตรงนี้มันต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ทั้งเรื่องความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความซื่อสัตย์สุจริต ความตั้งอกตั้งใจ ความรักต่องานนี้มาประกอบด้วย เพราะสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายห่วงกังวลเกี่ยวกับ เรื่องนี้ว่าจะได้ใครมา ๑๕ ท่านจะได้ใครมาแล้วจะมาทําหน้าที่นี้แทนเราทั้ง ๖๓ ล้านคน ได้หรือไม่อย่างไร มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อันนี้คือจุดห่วงกังวล ที่อยากจะแสดงความคิดเห็นตรงนี้ไว้ก่อน
ประเด็นต่อไปครับ ในมาตรา ๑๕ ของร่างรัฐบาลนะครับ อาจจะตรงกับ มาตรา ๑๔ ของภาคประชาชนด้วย ก็คือเรื่องของอํานาจหน้าที่ ร่างของรัฐบาลเกี่ยวกับ เรื่องอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ผมไม่ค่อยห่วงหรอกครับ เพราะว่าท่านว่าไปตาม ตัวบทกฎหมายคือรัฐธรรมนูญเลย หน้าที่ ๒ ประการที่ว่านั้นคือให้ความเห็นแล้วก็ตรวจสอบ แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับของประชาชนนี่ผมรู้สึกเปึนห่วง ว่าในบางข้อมันอาจจะเกิน รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือเปล่า เหตุผลผมมีดังนี้ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ บอกว่า ให้มีองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีหน้าที่ให้ความคิดเห็นในเรื่องของ การตรากฎหมายต่าง ๆ และให้ความคิดเห็นแนวทางการคุ้มครอง
ประการที่สอง ก็คือตรวจสอบในสิ่งที่อาจจะมีการละเมิดต่อผู้บริโภค เพราะฉะนั้นหน้าที่มี ๒ อย่างนี้เองครับ แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับประชาชนนี่ ผมจะขอไล่เรียงนิดหนึ่งนะครับ คือบางอย่างมันอาจจะเลยหน้าที่หรือสิ่งที่รัฐธรรมนูญระบุ ไว้ในมาตรา ๖๑ นี้หรือเปล่า อย่าลืมว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้คําว่า องค์การอิสระ เพื่อผู้บริโภค เพราะฉะนั้นมันเปึนการบังคับว่าจะต้องอยู่ในขอบเขต บทบาท อํานาจ หน้าที่ที่ระบุในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ นี้เท่านั้น ถ้ามากกว่านี้มันจะผิดรัฐธรรมนูญไหม ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สนับสนุนให้ทําหน้าที่อื่นนะครับ ดีครับหน้าที่ต่าง ๆ ที่ทางฉบับประชาชนทําขึ้นมานี่ผมคิดว่าดี แต่ว่าอาจจะอยู่ผิดที่หรือเปล่า ใจผมเองนี่ ถ้าจะให้มีผมอยากให้ไปทําเปึนกฎหมายอีกฉบับหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะหลายอํานาจ หน้าที่นั้นมันเปึนเรื่องงานวิชาการ ผมจะอธิบายให้เห็นนะครับ เช่น (๖) เปึนต้น ส่งเสริม การศึกษาการวิจัย การเผยแพร่ความรู้ในการคุ้มครองผู้บริโภคเปึนงานวิชาการชัด ๆ ระบุ ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ หรือเปล่า ตรงนี้นะครับหรือในการอื่น ๆ ที่มันคาบเกี่ยวกัน ว่ามันอาจจะเปึนงานวิชาการหรือบทบาทตามกฎหมายหน้าที่ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เช่น ส่งเสริมความร่วมมือการประสานงานระหว่างหน่วยราชการให้มีการประชุม สมัชชาตัวแทน ส่งเสริมสนับสนุนองค์กรผู้บริโภคอันนี้ละครับมันคาบเกี่ยวกันว่า ใช่หรือไม่ใช่ ดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าจะให้มีบทบาทอย่างนี้ผมเห็นด้วยนะครับ โดยหลักการนี่ ผมเห็นด้วย เพราะตอนนี้เราก็ขาดสถาบันวิชาการที่จะมาให้คําตอบในการที่จะตัดสินว่า สิ่งเหล่านี้มันเปึนการละเมิดผู้บริโภคไหม มันเปึนการหลอกลวงไหม มันเปึนการประกอบการ ที่มันไม่เปึนไปตามทํานองคลองธรรมหรือเปล่า ผิดหลักวิชาการหรือเปล่า สมาชิกหลายท่าน ก็พูดไปแล้วนะครับเกี่ยวกับการโฆษณาต่าง ๆ นี่สารพัดแล้วก็ไม่รับผิดชอบ เพื่อหวัง ผลประโยชน์ทางด้านประกอบการอย่างเดียว ผมสนับสนุนนะครับว่า ถ้าท่านจะทําอย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะไปทํากฎหมายอีกฉบับหนึ่ง อาจจะให้ชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติสถาบัน คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติขึ้นมาก็ได้ครับ เพราะตรงนั้นจะสามารถทํางานวิชาการได้สารพัด จะทํางานส่งเสริมสนับสนุนได้สารพัดนะครับ แล้วท่านจะออกแบบในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ว่าไป อันนี้คือสิ่งที่ผมห่วงกังวลนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเปึนเรื่องที่อาจจะ ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้คําว่า ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค เพราะฉะนั้นจะต้องเขียนไปตาม ขอบเขตที่มาตรา ๖๑ แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ ผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นะครับ แต่ความเห็นของผมคืออย่างนี้ อีกประเด็นหนึ่งครับ ผมว่ามันอาจจะขัดกับหลักการ กันนะครับ