บุญยอด สุขถิ่นไทย อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอายุในการออกบัตรประจำตัวประชาชน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีแสดงความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตบัตรประจำตัวประชาชนและเรียกร้องการโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการควบคุมคุณภาพและกระจายให้ทั่วถึง และยังหารือเรื่องการออกบัตรประจำตัวประชาชน โดยตั้งคำถามว่าทำไมไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในการออกบัตร และเรียกร้องให้รัฐบาลลดค่าธรรมเนียมในการออกบัตรให้น้อยกว่า 500 บาท
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจาก พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตที่จะต้องอภิปรายเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ บัตรประจําตัวประชาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอเข้ามาในสภาในวันนี้ประเด็นประมาณ ๓-๔ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ท่านประธานครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก สิ่งที่เคยมีอยู่แล้วก็คือคนอายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปก็ค่อยทําบัตรประจําตัวประชาชน หลักการของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงว่าจะต้องมีคนที่ได้รับผลกระทบ ก็คือคนที่เปึน พ่อแม่ของคนที่อายุตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึง ๑๕ ป้นั้นก็ต้องพาเด็กไปทําบัตรประจําตัว ประชาชนด้วย จึงต้องถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าท่านได้ทําตามมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง มาตรา ๕๗ ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๑๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและ การร้องเรียน ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ นะครับ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คําชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตน หรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนําไป ประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว จึงต้องตั้งคําถามต่อไปยังท่านรัฐมนตรีว่าท่าน ได้กระทําการในการแสดงความคิดเห็นของคนที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วหรือยังว่า เขาจะต้องนําลูกหลานของเขาไปทําบัตรประจําตัวประชาชนด้วย
ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่จะต้องไปครอบคลุมในการทํา บัตรประจําตัวประชาชนอีกหลายสิบล้านคนนั้น อดไม่ได้ครับท่านประธานที่ต้องตั้ง คําถามเอาไว้ก่อนว่าโครงการอย่างนี้จะทําอยู่ในครั้งเดียวจะต้องมีการลงทุนจํานวนหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อวิปรัฐบาลว่าก็คงจะประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาทนี้ อดตั้งคําถามไม่ได้จริง ๆ ว่าในการจัดซื้อจัดจ้าง ท่านจะทําให้โปร่งใสอย่างไร การจัดซื้อจัดจ้าง การทําบัตรประจําตัวประชาชนเพียงครั้งเดียวในจํานวนเปึน ๑๐ ล้านใบ ท่านจะจัดซื้อจัดจ้าง อย่างมีคุณภาพ ควบคุมคุณภาพได้อย่างไรว่าเราจัดซื้อแบบนี้จะได้คุณภาพแบบนี้จริง ๆ หรือรวมไปถึงการกระจายให้ทั่วถึง เมื่อถึงเวลาที่ประชาชนจะไปทําบัตรประจําตัวประชาชน ในอําเภอต่าง ๆ ซึ่งอยู่ต่างจังหวัดอย่างนี้ ไปถึงขอทําจะได้ทําจริงหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เปึนคําถามใหญ่แน่นอนครับที่จะมีขึ้นตามมาว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและกํากับดูแลในงาน ด้านนี้ เมื่อกฎหมายนี้มีการบังคับใช้ท่านจะมีการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส จะควบคุม การดําเนินกิจการต่าง ๆ นั้นให้ทั่วถึงครอบคลุมและให้บริการประชาชนได้ดีจริงอย่างไร อย่างเช่นหลายคนก็ยังบ่น ในขณะนี้ว่าเวลาไปทําบัตรประจําตัวประชาชนแล้วไม่ได้บัตร ตัวจริงก็ต้องได้ใบเหลือง สมัยก่อนพวกเราได้ใบเหลืองก็ยังใบเล็ก ๆ พอพับเก็บใส่กระเปิา เราได้เอาไปที่ไหน ๆ ก็ได้ แต่สมัยนี้ใบเหลืองใบเท่ากระดาษเอ ๔ (A4) คือขนาดปกติ ธรรมดาอย่างนี้นะครับ จะพกอย่างไรครับ มันก็วุ่นวายที่จะทํา ท่านอาจจะบอกว่ามัน จําเปึนต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่จะต้องระบุเอาไปไว้ตรงนั้น ใบเหลืองสมัยก่อนก็ทําใบเล็กได้ครับ มีข้อมูลต่าง ๆ ครบถ้วนอย่างนี้ก็ขอให้ท่านได้ช่วยพิจารณาด้วยนะครับ
ในเรื่องของหลักการครับท่านประธานว่าคนทุกคนต้องมีบัตรประจําตัว ประชาชน ผมกลับคิดว่าทําไมเราไม่ทําให้เปึนทางเลือกล่ะครับ เราทําเปึนว่าเปึนการขอ บัตรประจําตัวประชาชนอย่างสมัครใจได้ไหมครับ ถ้าคนที่อายุตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึง ๑๕ ป้ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาหรือว่าอยู่ไกลมาก ไม่มีค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นที่จะไป ทําบัตรได้ ถ้าเขาไม่ไปทํากลับกลายเปึนว่าเขาก็ผิดกฎหมาย แล้วก็มีบทลงโทษต่าง ๆ ตามมา แต่ถ้าหากว่าท่านทําว่าหลักการคือการขอมีบัตรนั้นทําได้ตั้งแต่แรกเกิดแต่เปึนไป โดยสมัครใจ ใครไม่พร้อมจะทําก็ถือว่าไม่ได้มีความผิดอะไร แต่เมื่อถึงอายุ ๑๕ ป้ แล้วตรงนั้น ก็เปึนการบังคับกันแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีผลกระทบที่น้อยลง
ในเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น ท่านรัฐมนตรีได้กรุณามาที่วิปรัฐบาลแล้วก็ อธิบายว่าสิ่งที่กําหนดในอัตราค่าธรรมเนียมซึ่งเปึนการขอออกบัตรใหม่หรือว่าเปลี่ยนบัตร ซึ่งมีราคาฉบับละ ๕๐๐ บาท ที่แนบท้ายร่างพระราชบัญญัตินี้จะไม่ถึง ๕๐๐ บาท แต่ผมอ่านเข้าไปในตัวร่างพระราชบัญญัติก็ยังต้องสงสัยอยู่ว่าท่านจะกําหนดอย่างไร ตามมาตราไหน ท่านชี้ให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ เพราะว่าที่อ่านในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะเห็นชัดเจนว่ามาตรา ๑๓ ก็เขียนบอกว่า ให้ยกเลิกอัตราค่าธรรมเนียม ท้ายพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พุทธศักราช ๒๕๒๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๒ และให้ใช้ อัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน มาตรา ๑๓ เขียนแบบนี้ว่าให้ใช้ตามอัตรา ค่าธรรมเนียมของพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัตินี้ไม่มีเขียนอย่างอื่นเลยครับ นอกจากฉบับละ ๕๐๐ บาท ออกบัตรใหม่หรือเปลี่ยนแปลงบัตรเสีย ๕๐๐ บาทนี่นะครับ ผมเทียบง่าย ๆ นะครับท่านประธานว่ามันก็เท่ากับเงินที่เราให้ค่าครองชีพกับผู้สูงอายุ เดือนละ ๕๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายทําบัตรครั้งหนึ่งเสีย ๕๐๐ บาทเลยหรือครับ ตรงไหน ที่ท่านเขียนบอกว่าจะมีการกําหนดราคาของค่าใช้จ่ายให้เปึนค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม หรือว่าน้อยกว่า ๕๐๐ บาทได้อย่างไร ท่านช่วยชี้ให้ผมดูหน่อยนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะขอฝากไว้ก็คือเรื่อง ๑๐ ป้ครับ ผมเชื่อว่า เราทุกคนไม่มีใครอยากถือบัตรใบเดียวเปึนระยะเวลายาวนานถึง ๑๐ ป้หรอกครับ ๖ ป้ ที่ผ่านมา หรือ ๕ ป้ที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจน่าจะ ๖ ป้มากกว่านะครับ ๖ ป้มันก็เก่า พอสมควรนะครับ หน้าตาก็เปลี่ยนไปอย่างที่หลาย ๆ คนก็พูดถึง แล้วเราก็คิดว่ามันก็ เหมาะสมที่จะต้องไปทําบัตรใหม่หรือออกบัตรใหม่ ซึ่งเรายอมรับในกติกาเดิมกันได้อยู่แล้ว กติกาใหม่นั้นถือบัตรได้จนถึง ๑๐ ป้ อาจจะดูว่าประหยัดไม่จําเปึนต้องไปทําบ่อย ๆ ก็ใช่ แต่ว่า ๑๐ ป้โอกาสหายมันก็มีนะครับ หายก็ต้องไปทําใหม่อยู่ดีละครับ เพราะฉะนั้น อยากจะฝากท่าน ถ้าหากว่าจะไปตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ ขอให้ พิจารณาเรื่องของระยะเวลาให้ชัดเจนด้วยว่าหลักการของเวลาควรจะเปึนเท่าไรกันแน่ ที่จะต้องถือบัตรไว้อย่างที่ไม่เปึนภาระในการที่จะไปทําบัตรใหม่ แต่ก็ต้องมีความทันสมัยมาก พอสมควรที่จะบอกได้ว่าเราย้ายบ้านที่ไหน เรามีความเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือไม่ ประเด็นอื่น ๆ ซึ่งเปึนเรื่องของรายละเอียดในเรื่องของข้อมูลในบัตร ผมเชื่อว่า สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายซ้ํา เพียงแต่อยากจะ ขอฝากไปยังทางคณะกรรมาธิการด้วยว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบัตรนั้นก็ต้องขอให้ใช้ ให้เปึนประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่ว่ามีแล้วเราไม่เคยได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ เลย ถ้าอย่างนั้น ก็ทําเปึนบัตรธรรมดา บัตรพลาสติกหรือเปึนบัตรกระดาษเหมือนสมัยก่อน ราคาเพียงแค่ ๒-๓ บาท เพราะว่าเราก็ไม่ได้ใช้อะไรที่มากไปกว่านอกเหนือไปกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่บน บัตรประจําตัวประชาชน ถ้าได้แค่นั้นแล้วเท่าเทียมกันนะครับ ก็ไม่ควรจะต้องลงทุน ด้วยการใช้ทั้งเงินของงบประมาณแผ่นดินหรือว่าค่าใช้จ่ายของประชาชนเองที่ต้อง เสียไปด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ