สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓

องอาจ คล้ามไพบูลย์ หารือเรื่องการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายกลายเป็นสงครามการเมือง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนยันกับท่านประธาน เจตนาในการยื่น กระทู้ถามสดวันนี้เพราะผมต้องการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของคน กรุงเทพมหานครที่เขากําลังจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ดังที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นหรอกครับท่านประธาน และผม เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมได้ยินที่รัฐบาลและท่านรัฐมนตรีได้ตอบมานั้น ต้องกราบขออภัยท่านประธาน ถ้าผมจะบอกว่าประชาชนจํานวนมากนั้นเขาคงยังไม่สามารถมั่นใจได้หรอกว่ารัฐบาล จะสามารถดําเนินการจัดการกับการชุมนุมใหญ่ไม่ให้บานปลายนําไปสู่ความรุนแรง ได้หรือไม่ รัฐบาลอาจจะพยายามเตรียมการไว้อย่างเต็มที่ในการจะช่วยเข้าไป แก้ไขปัญหา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ความพยายาม ประกาศเจตนารมณ์ที่ผ่านมาครั้งนี้ การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เราได้ยินได้ฟังซึ่งผม ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเลยในขณะนี้ เพราะผมไม่ต้องการมาทําให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น นั่นเอง ผมจึงพยายามพูดเฉพาะที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จําเป็นต้องถามกระทู้ถามสดเท่านั้น แต่สิ่งที่มันถูกประกาศออกมาตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เราได้ยิน ได้ฟัง พบเห็นนั้น จะทําให้คนกรุงเทพมหานครเขามีความรู้สึกมั่นใจในมาตรการของรัฐบาลได้อย่างไร เพราะสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมใหญ่เดือนมีนาคมครั้งนี้ไม่ใช่เหมือนกับที่กําลัง เกิดขึ้น หรือเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เดือนเมษายนปีที่แล้วโชคดีว่า นายกรัฐมนตรียังใช้หลักคุณธรรม มโนธรรม และขันติธรรม ในการนํามาเพื่อแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติบ้านเมือง จึงทําให้สถานการณ์คลี่คลายและยุติลงไปได้ นายกรัฐมนตรีได้ แสดงออกถึงสภาวะผู้นําในเดือนเมษายนปี ที่แล้วในการแก้ไขปัญหา แต่ผมไม่แน่ใจว่า เดือนมีนาคมปีนี้นายกรัฐมนตรีจะมีคุณธรรม มโนธรรม และขันติธรรมเพียงพอหรือไม่ ที่จะรักษาสภาวะผู้นําไว้เหมือนปีที่แล้ว เพราะอะไรท่านประธาน เพราะปีนี้เขาประกาศ ชัดเจนว่าคนจะเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพมหานครล้านคน ไม่ใช่ไม่กี่หมื่นคนเหมือน เดือนเมษายนปีที่แล้ว จะมีรถทุกประเภทเข้ามาในกรุงเทพมหานคร รถอีแต๋น รถกระบะ รถอะไรก็ตาม ๑๐๐,๐๐๐ คัน เขาประกาศหลักการล้านคน แสนคัน ที่จะเข้ามาชุมนุม ในกรุงเทพมหานคร เท่านั้นยังไม่พอครับท่านประธาน ก่อนหน้านี้มีการประกาศเรื่องของสงครามการเมือง ทําลายสัญลักษณ์ของอํามาตย์ และท่านประธานอาจจะไม่เชื่อนะครับว่า ในรายการวิทยุ ทีวี (TV) เว็บไซต์ จํานวนมากพูดถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงโค่นอํานาจรัฐ ผมคงไม่ต้อง เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นหลักฐานยื่นกับท่านประธานนะครับ ขณะนี้คนเขาฟังกันเกือบจะทั้ง กรุงเทพมหานคร ประกาศใช้ความรุนแรงโค่นอํานาจรัฐนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมือง ครั้งใหญ่ ในสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า รัฐไทยใหม่ เท่านั้นยังไม่พอท่านประธาน คนจํานวนมากเขาไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะสถานการณ์ มันไม่เหมือนเดือนเมษายนปีที่แล้ว เหตุการณ์อาจจะลุกลามบานปลาย และในที่สุด นายกรัฐมนตรีอาจจะต้องยุบสภา แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ายุบสภาผมไม่แน่ใจว่า เป็นทางออกหรือไม่ เพราะมีการประกาศจากแกนนําผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ บอกว่า ต้องการให้การต่อสู้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชนชั้นล่าง โค่นชนชั้นสูงที่กดขี่มาโดยตลอด หากเราชนะก็ชนะด้วยกัน นายอภิสิทธิ์ยุบสภา นั่นคือหลักกิโลเมตรแรก แต่กระบวนการต่อสู้อํามาตย์ยังอยู่ การชุมนุมครั้งนี้เป็น การแสดงพลังครั้งใหญ่แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เป้ำหมายเราคือต้องการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีจะมีคุณธรรม มโนธรรม ขันติธรรม เพียงพอหรือไม่ที่จะแสดงภาวะผู้นํารักษาประเทศชาติบ้านเมืองของผมไว้ได้ แต่ยุบสภาก็คงไม่ใช่ทางออกสุดท้ายที่จะทําให้ทุกอย่างสงบกลับคืนสู่สภาวะปกติ เพราะมีคนประกาศไกลเกินกว่าการยุบสภาไปแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม อยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ซึ่งถือว่าเป็ นคําถามที่สําคัญมากครับ นายกรัฐมนตรีจะกล้ายืนยันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ไหมครับว่า นายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงไม่ให้บานปลายกลายเป็น สงครามการเมือง และกรุงเทพมหานครก็กลายเป็นทะเลเพลิงไปในที่สุด นายกรัฐมนตรี กล้ายืนยันต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้ไหมครับ