สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการประกาศเปื้นที่ราชพัสดุของเกาะเสม็ด และเสนอให้เพิกถอนมติที่ประกาศ เพื่อดำเนินกระบวนการพิสูจน์สิทธิ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นบนเกาะช้าง โดยทหารเรือได้ประกาศใช้พื้นที่ครอบคลุม 18,000 ไร่ และสาทิตย์ วงศ์หนองเตยได้เข้าไปเจรจาและพบว่าทหารเรือยินดีที่จะคืนพื้นที่กลับมา 6,000 ไร่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสหกรณ์เช่าป่าและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และหารือเรื่องการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน โดยเสนอให้ราษฎรสามารถยกเรื่องการยกเลิกได้
ขอบคุณครับ กรณีเกาะเสม็ดที่ท่านถามถึงครับ กรณีนี้ชาวบ้านร้องว่าที่เกาะเสม็ดนั้น ชาวบ้านอยู่มาก่อนที่จะมีการประกาศเปึนที่ราชพัสดุบ้าง ประกาศก่อนออกประกาศ เปึนที่อุทยานบ้าง แต่ว่าต่อมามันมีการประกาศเปึนที่ราชพัสดุทั้งเกาะ ชาวบ้านก็ไปร้อง ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร้องทั้งคณะกรรมาธิการชุดท่านสุวโรช ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ที่สุดแล้วเรื่องก็ถูกส่งมายังรัฐบาลโดยผ่านกลไกของ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้ผมเปึนประธาน แล้วได้ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการของสภา เรามีความเห็นตรงกันว่าคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรก็ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี มีความเห็นว่าไม่เปึนที่ราชพัสดุทั้งเกาะ ก็ทําความเห็นเสนอท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีแทงกลับมาอย่างที่ท่านได้พูดถึงว่า ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ว่า สมควรที่จะมีการไปดูเรื่องของการพิสูจน์สิทธินั้น ที่สุดกรรมการชุดที่ผมเปึนประธาน มีมติว่ามีความเห็นตรงกันกับอีก ๓ หน่วยงาน ขั้นตอนจากนี้ไปก็คือให้ กบร. หรือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเคยมีมติว่าเกาะเสม็ดเปึนที่ราชพัสดุ ทั้งเกาะให้เพิกถอนมตินั้นก่อน เมื่อเพิกถอนมติแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิครับ ซึ่งในขณะนี้ราษฎรที่เกาะเสม็ดได้ทราบประเด็นเหล่านี้แล้ว และกําลังเดินหน้า ในการดําเนินกระบวนการต่อไปครับ
ข้อที่ ๒ คือกรณีเกาะช้าง กรณีเกาะช้างนั้นปมประเด็นปัญหาก็คือว่า มีราษฎรที่ไปอยู่ แล้วอยู่ในที่ที่มีเอกสารที่เปึนลักษณะ ส.ค. ๑ ที่ครอบครองพื้นที่มาก่อน ประการหนึ่ง ประการหนึ่งก็คือไปอยู่ในที่ที่แต่เดิมนั้นยังไม่มีการประกาศเปึนที่ราชพัสดุ หรือที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์ทางการทหาร รวมทั้งมีผู้ที่เข้าไปอยู่ในภายหลังก็มี แต่รวม ที่ราษฎรอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าไร่ ต่อมาทางกองทัพเรือได้เข้าไปประกาศใช้พื้นที่ แล้วประกาศพื้นที่ครอบทับ ๓,๐๐๐ กว่าไร่นี้เปึนที่ประมาณ ๑๘,๐๐๐ กว่าไร่ ปัญหา ที่เกิดคือในชั้นที่ทหารเรือไปประกาศมีการเจรจากันว่าบางที่นั้นจะมีการกันออกให้ เปึนที่ของราษฎร แต่ไม่มีข้อตกลงกัน สุดท้ายเมื่อมีการประกาศที่ไปแล้วไม่มีการคืนที่ กลับมายังประชาชนทั้ง ๓,๐๐๐ กว่าไร่นั้น ก็เกิดข้อขัดแย้งกันในพื้นที่ครับ คล้าย ๆ ว่า ในการประกาศนั้นเสมือนกับให้ประชาชนลงนามไปก่อน แล้วสุดท้ายก็ไม่มีการประกาศ เรื่องมาสู่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาสู่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วมาที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีก็มอบให้ผมลงไปประชุม ก็ประชุมร่วมกันกับทั้งฝัืง ประชาชน ฝัืงทหารเรือ ฝัืงกรมธนารักษ์ แล้วก็พื้นที่ ก็เปึนเรื่องน่ายินดีครับ ผมลงไปดูพื้นที่ แล้วส่งทีมงานไปดูก็เห็นจริงว่าประชาชนอยู่มาก่อนและมีสภาพเปึนชุมชนจริง สุดท้าย ได้คุยกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก็ดี ทางผู้บัญชาการทหารเรือก็ดี ก็เห็นชอบว่า ควรหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ล่าสุดทางทหารเรือยินดีที่จะคืนพื้นที่กลับมาอยู่ในพื้นที่ ประมาณ ๖,๐๐๐ ไร่ เพียงแต่ปัญหาก็คือ ๖,๐๐๐ ไร่นี้จะตรงกับที่ราษฎรอยู่ก่อน หรือต้องการหรือไม่ ขณะนี้ก็ตั้งคณะทํางานลงไปดูระวางแผนที่แล้วลงไปดูสถานที่จริง ที่เกาะช้าง พบว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ที่ทหารเรือคืนกลับมานี่ครับมีบางที่ตรงกัน แต่บางที่ยังไม่ตรง ก็อยู่ในชั้น ที่ต้องมีการปรับความต้องการให้ตรงกันและดูความต้องการ ๒ ฝ์าย ซึ่งเข้าใจว่า กระบวนการนี้อาจจะใช้เวลาอีกสัก ๒-๓ เดือนก็น่าจะแก้ไขปัญหาเกาะช้างได้ครับ
กรณีที่ ๓ คือกรณีสหกรณ์เช่าป์า เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องใหญ่ครับ หลักง่าย ๆ ของเรื่องนี้ก็คือเดิมให้มีการเช่าป์าซึ่งเปึนของกรมป์าไม้ไป แล้วมีการพูดในเมื่อก่อนว่า เมื่อเช่าไปถึงระยะเวลาหนึ่งแล้วกรมป์าไม้ก็จะคืนที่กลับไปยังสหกรณ์เพื่อจัดตั้งเปึนรูป ของสหกรณ์นิคม แล้วก็ออกเอกสารที่เรียกว่า กสน. ๓ กสน. ๕ ซึ่งจะมีระยะเวลาหนึ่ง ก่อนนําไปออกโฉนดต่อไป แต่จนปัจจุบันนี้ครับยังไม่มีการดําเนินการเช่นที่ว่านั้น สภาพป์าก็หมดแล้วครับกลายเปึนสภาพชุมชน ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปรับฟังประเด็น ปัญหานี้กับคณะกรรมาธิการชุดที่ท่านสุวโรช ประทานโทษเอ่ยนาม เปึนประธาน แล้วก็ ขณะนี้มีการลงนามในคําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา แก้ไขปัญหาด้านเอกสารสิทธิในที่ดินทํากินของกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์นิคมผู้เช่า ๑๓ นิคมสหกรณ์ มีการประชุมนอกรอบไป ๑ ครั้งครับ แล้วก็คงจะมีการประชุมกัน ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งแนวทางก็อาจจะออกมาในรูปของการแก้ไขปัญหาให้เปึนไป ตามเจตนารมณ์เดิมครับ
เรื่องที่ ๔ เปึนเรื่องสุดท้ายครับ ก็คือกรณีของกฎหมายที่เรียกว่า การยกเลิก พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน จริง ๆ ก็เปึนไปอย่างที่ผู้ถามกระทู้ถามครับว่ามีสมาชิก ทุกพรรคเสนอกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งที่เรียกว่า กฎหมายยกเลิกพระราชกฤษฎีกา สงวนหวงห้ามที่ดิน พูดง่าย ๆ คือหลักการกฎหมายฉบับนี้เดิมทีพระราชกฤษฎีกาหวงห้าม ที่ดินนั้นเปึนอํานาจของรัฐแต่ฝ์ายเดียวที่จะประกาศหวงห้ามว่าที่ดินตรงนี้เปึนของรัฐ จะยกเลิกก็เปึนอํานาจของรัฐแต่ฝ์ายเดียว แต่เราพบความจริงเหมือนกับที่ผู้แทนราษฎร พบหลายที่ครับว่าหลายพื้นที่นั้นรัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีการประกาศกฤษฎีกาหวงห้าม แล้วรัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ราษฎรไปอยู่บางที่ไปครอบทับที่ที่ราษฎรอยู่มาก่อนด้วยซ้ํา แต่รอให้รัฐบาลหรือฝ์ายรัฐยกเลิกพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามโดยใช้อํานาจทางการบริหาร พบความจริงครับว่าไม่เคยมีการยกเลิกเลย กฎหมายฉบับนี้จะเปึนการเป่ดช่องทางใหม่ ให้สามารถที่ราษฎรยกเรื่องการยกเลิกพระราชกฤษฎีหวงห้ามแล้วก็นําขึ้นมายังกรรมการ ชุดของจังหวัดก่อนให้จังหวัดนําเสนอ ครม. เปึนที่ยุติต่อไป กฎหมายฉบับนี้รัฐบาล เห็นด้วยครับ แต่เพื่อให้กระบวนการเร็วขึ้นก็มีการประชุม ส.ส. แล้วก็มีการจัด ร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะนําเข้าสู่สภาซึ่งจะได้ประสานกับทางวิป (Whip) ของรัฐบาลต่อไป อันนี้ก็คงเปึนเรื่องที่ต้องกราบเรียนท่านประธานตอบกระทู้ถาม ของเพื่อนสมาชิก ซึ่งคิดว่าเรื่องที่ดินทํากินคงมีอีกหลายประเด็นที่จะต้องทํางานกันต่อ ก็ขอขอบคุณท่านผู้ถามกระทู้ถามอีกครั้งหนึ่งครับ