อรรถวิชช อภิปรายร่าง พ.ร.บ. มาตรา ๕ เสนอยกเว้นอัยการ-พนักงานตรวจที่ดิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ กันยายน ๒๕๕๓

อรรถวิชช สุวรรณภักดี อภิปรายต่อประเด็นมาตรา ๕ ในร่างพระราชบัญญัติ โดยชี้ว่าแม้จะอ้างอิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่ก็มีความแตกต่างสำคัญเพราะหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกอาจถูกกำหนดโทษ จึงเสนอให้ยกเว้นกลุ่มอาชีพสองกลุ่มคืออัยการและพนักงานตรวจที่ดิน เนื่องจากอัยการมีอำนาจอิสระในการพิจารณาคดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๕ เพื่อรักษาความเที่ยงธรรม และพนักงานตรวจที่ดินเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ควรอยู่ภายใต้ร่างพระราชบัญญัตินี้

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ คราวที่แล้วนั้นผมก็ได้มีการอภิปรายในมาตรา ๕ ก็ขอได้มีโอกาส อภิปรายต่อเนื่องเลยมาถึงวันนี้ มาตรา ๕ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเปึนตัวบอกว่า เรียกใครมาได้ เรียกใครมาไม่ได้ ซึ่งมาตรา ๕ ดังกล่าวว่าไปแล้วก็ล้อตามอํานาจของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๓๕ วรรคสองและวรรคสาม แต่มีความแตกต่างกันอย่างนี้ ต้องขอกราบเรียนที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่า มาตรา ๑๓๕ เปึนตัวบอกว่ากรรมาธิการมีอํานาจเรียกใครมาได้บ้าง แล้วที่เรียกมาไม่ได้ก็จะมี เช่น เรียกศาลมาไม่ได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินมาไม่ได้ องค์กรอิสระไม่ได้ อย่างนี้เปึนต้น พอมาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัตินี้ไปลอกมาก็ดูเหมือนจะชอบธรรมครับ แต่ประเด็น ปัญหามันก็มีอยู่ที่ถ้าเปึนคําสั่งเรียกตามมาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้าไม่มาก็จะถูกบทกําหนดโทษ ก็จึงขอเสนอว่าถ้าเปึนไปได้อยากให้ท่านกรรมาธิการ ได้พิจารณาอย่างนี้ว่ามีอยู่กลุ่ม ๒ อาชีพด้วยกันที่ควรจะได้รับการยกเว้น ไม่อยู่ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

อาชีพที่ ๑ ก็คืออัยการ อัยการนั้นเปึนองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถามว่า ถ้าเขียนร่างพระราชบัญญัติแบบนี้สามารถที่จะล้วงลูกอัยการให้อัยการนั้นนําข้อเท็จจริง ที่ทําการสอบสวนมาพิจารณาเล่าให้กรรมาธิการฟังได้หรือไม่ คําตอบก็คือว่าได้ครับ แต่ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าอัยการเขามี มาตรา ๒๕๕ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า อัยการนั้น มีอํานาจอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและปฏิบัติหน้าที่ให้เปึนไปโดยเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นว่าอัยการเขามีอํานาจตามรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีที่เปึนอิสระแล้ว เที่ยงธรรมแล้วก็ควรจะใส่ความคุ้มกันของอัยการไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในมาตรา ๕ ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นคือกลุ่มอาชีพแรกคือเจ้าพนักงานอัยการ

ส่วนอาชีพที่ ๒ ก็คือสมาชิกรัฐสภา แบบพวกเรานั่นเอง ส.ส. ส.ว. ก็ดี ปกติ แล้วก็จะมีสิทธิคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๕๐ นี่ละครับ ก็คุ้มกันกันอย่างนี้ว่าในระหว่างสมัยประชุมสภาถ้าจะมีหมายเรียกทาง คดีอาญามา ท่าน ส.ส. ส.ว. ก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ไปตามหมายเรียกนั้นได้ เขาเรียกว่า สิทธิคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ ทําไมถึงต้องมีสิทธิคุ้มกันแบบนี้ให้กับสมาชิก รัฐสภาครับ เนื่องจากว่าในการสอบสวนนั้นคนสอบเปึนเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งอยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐบาล อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของนายกรัฐมนตรี ก็เกรงว่า ถ้าได้มีหมายเรียกไปในขณะนั้นก็จะส่งผลและมีอิทธิพลต่อการโหวตลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเปึนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเปึนการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสภาแห่งนี้ รวมไปกระทั่งถึงการโหวตในเรื่องของงบประมาณก็ดี นั่นก็จึงเปึนเหตุผลให้ สมาชิกรัฐสภานั้นมีความคุ้มกันตามมาตรา ๑๓๑ ถ้าเปึนอย่างนั้นแล้วก็เช่นเดียวกันว่า ทําไมในคราวนี้ถึงไม่ให้ความคุ้มกันกับสมาชิกรัฐสภาเหมือนกับกรณีกฎหมายอาญา เพราะในหมายเรียกอาญายังไม่ต้องไป ทําไมหมายเรียกกรรมาธิการต้องไป เราต้อง ยอมรับหลายเรื่องนะครับว่าในการทํางานกรรมาธิการในอดีตจนถึงปัจจุบันหนีไม่พ้นว่า เปึนเรื่องของนักการเมืองโดยแท้ เปึนเรื่องของเกมการเมืองอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเองก็มีความกังวลใจในเรื่องของ ๒ อาชีพ ก็คืออัยการและสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะว่าไปแล้วถ้าจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในห้องนี้ ในห้องใหญ่ที่จะขอยกเว้นอัยการและสมาชิกรัฐสภาออกไปมันส่งผลอะไรบ้าง ถามว่า เรียก ส.ส. ยังคงเรียก ส.ส. มาได้ไหม เรียก ส.ว. เรียกอัยการมาชี้แจงคณะกรรมาธิการได้ไหม ให้เขียนยกเว้นในร่างนี้ คําตอบก็คือว่ายังเรียกได้ครับ เพราะมีอํานาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ แต่ถ้าเขาไม่มาเขาจะได้รับการคุ้มกันก็คือไม่ต้องโทษจําคุกตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรา ๕ แห่งร่างพระราชบัญญัติคําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... อันนี้เพราะฉะนั้นก็ขอให้สร้างความเข้าใจ ก่อนในเรื่องนี้ ผมอยากจะเห็นว่าท่านกรรมาธิการนั้นเข้าไปปรับแก้ในร่างพระราชบัญญัติ ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพ ผมนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในหลักการ หลายต่อหลายครั้งเราประสบปัญหาว่าเรียกแล้วไม่มาก็ควรจะมี บทลงโทษ จะจําคุกกี่เดือนกี่ป้ก็แล้วแต่ควรจะมีครับ แต่การร่างกฎหมายแบบนี้ผมมี ความกังวลใจว่ามันจะไม่รัดกุมเพียงพอ แล้วผมต้องขออนุญาตท่านประธานอีกใช้เวลา ไม่กี่นาทีครับว่า นอกเหนือจากมาตรา ๕ ผมเข้าใจว่าเปึนการพิจารณาเรียงรายตามมาตรา ก็จริง แต่นอกเหนือจากมาตรา ๕ มีอีกหลายเรื่องครับ เช่นการมอบหมายในการให้มาชี้แจง ต่อคณะกรรมาธิการ ผมเรียนอย่างนี้ว่าถ้าได้มีการมอบหมายเปึนไปตามระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินแล้วก็น่าจะเพียงพอ เช่นการถามกระทู้ถามสดท่านนายกรัฐมนตรีไม่ว่าง ก็มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีเปึนคนตอบหรือจะมอบหมายต่อกันไปอย่างไรนั้น ก็เปึนไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแต่ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการ ที่แตกต่างกันเลยครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเจาะจงที่ตัวบุคคลคนนั้นว่าอย่างไรเสียต้องมา ถ้าอ้างเหตุจําเปึนท่านกรรมาธิการนั้นสามารถที่จะนําเรื่องกลับเข้ามาแล้วก็ยืนยันชี้ไปที่ ตัวบุคคลนั้นว่าอย่างไรท่านก็ต้องมา แบบนี้ถ้าไม่มาก็มีโทษจําคุกในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ผมมีความกังวลใจเปึนอย่างยิ่งว่าการร่างกฎหมายตามที่ท่านกรรมาธิการได้มี การเสนอมาในสภาแห่งนี้นั้นจะมีการติดขัดในทางปฏิบัติ ผมอยากจะเห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปแล้วเสริมสร้างศักยภาพในการทํางาน ของสมาชิกรัฐสภามากขึ้น ถ้าเปึนไปได้อยากให้มีการถอนออกไปก่อนแล้วก็มีการพูดคุย กันหลายภาคส่วนให้ร่างพระราชบัญญัตินี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะหลักการนั้น ไม่ได้มีการเถียงเลยครับว่าต้องมีการเพิ่มบทลงโทษให้กับกลุ่มคนที่ไม่มา แต่ความรัดกุม ของร่างพระราชบัญญัตินั้นเปึนเรื่องสําคัญ ผมมีความเปึนห่วงครับท่านประธานที่เคารพ ถ้าเปึนไปได้ก็อยากจะเสนอว่าให้ท่านนั้นลองพิจารณาถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ ออกไปก่อนแล้วก็มาคุยกันเรื่องหลักการและเหตุผลจากทุกภาคส่วน ขอบคุณครับ ท่านประธาน