สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ กันยายน ๒๕๕๓

วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวถึงการสร้างสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมองว่าเป็นโครงสร้างที่ไม่จำเป็นและอาจไม่ประสิทธิภาพในการใช้เงินภาษีของประชาชน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอาจจะมี มุมมองที่เห็นแตกต่างจากท่านคณะกรรมาธิการครับ แต่ผมถือว่าเราเปึนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น แล้วผมก็เชื่อว่าสุดท้ายบทสรุปของเรื่องนี้คงมีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา ในมุมของผมหลังจากผมอ่านตามมาตรา ๕๑/๑ แล้ว ซึ่งเข้าใจดีว่าท่านคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่าต้องการให้องค์กรนี้มีหน้าที่ในการทําหน้าที่เหมือนกับน้ํามันหล่อลื่น แล้วท่าน ก็มีการเปรียบเทียบกับ สสส. หรือว่าหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ผมเรียนทุกท่านเลยว่า กระทรวงสาธารณสุขเปึนเจ้าพ่อเลยครับในเรื่องการตั้งหน่วยงานที่เปึนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับองค์การมหาชน แล้ววันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ยังเปึนปัญหาอยู่ครับ เพราะว่าหน่วยงานมันเยอะมากเกินไป แล้วตรงนี้ถ้าโยงไปแล้วยิ่งถ้ามีผู้แทน ก.พ.ร. ฝากโจทย์กลับไปบอกเลยว่าเปึนความล้มเหลวในการปฏิรูประบบราชการ แทนที่ โครงสร้างของรัฐจะเล็กลง แล้วส่วนภาคประชาชนหรือเอกชนใหญ่ขึ้น กลับกลายเปึนว่า รูปแบบที่เปึนราชการมันไม่ได้ใหญ่ขึ้นก็จริงอยู่ แต่มีรูปแบบของรัฐในรูปแบบอื่นใหญ่โต ขึ้นมาเยอะแยะไปหมดเลยครับ ถ้าดูในเนื้อหาของสาระของกฎหมายโดยเฉพาะ การจัดตั้งองค์การมหาชนที่ว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน หน้าที่โดยอํานาจที่ท่านได้กําหนดไว้เปึนอํานาจ ทําหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุน ผมย้ําในภาพกว้าง ๆ ทําหน้าที่ในการส่งเสริม และสนับสนุนการจัดทําหรือให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทํางาน ซึ่งหลัก ๆ ก็จะมีอยู่แค่นี้ ผมก็โยงไปถึง สสส. เหมือนกับ ที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เปรียบเทียบ สสส. ก็เปึนสํานักงานในการสร้างเสริมสุขภาพ แล้วก็มีกองทุนเหมือนกัน แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้ท่านกําลังจะเลียนแบบสํานักงาน ตรงนี้ทําหน้าที่เปึนองค์การมหาชน มีหน้าที่ในการส่งเสริม ปัองกัน ถ้าภาษาแพทย์ใช้ ในการสนับสนุนให้มีการส่งเสริม ปัองกันความปลอดภัยในการทํางานเหมือนกับ สสส. ทุกอย่าง วันนี้ท่านเชื่อไหมครับว่าสุดท้าย สสส. ก็คือโบรกเกอร์ (Broker) ธรรมดา ผมขออนุญาตพาดพิงนิดหนึ่งเพราะจะได้เห็นภาพในการเชื่อมโยง ก็ได้รับเงินมาจาก เงินภาษีบาป แล้วสุดท้ายคนที่ทํางานในพื้นที่จริง ๆ คือหน่วยราชการทั้งสิ้นและส่วนหนึ่ง ก็เปึนภาคประชาชน ไม่ว่าจะเปึนโรงพยาบาลที่ขอเงินจาก สสส. หรือสถานีอนามัย ที่ขอเงินจาก สสส. และองค์กรภาคประชาชนขอเงินจาก สสส. เวลาผมมาเห็นภาพนี้แล้ว เอาเข้าจริง ๆ แล้วถ้าพูดแบบภาษานักเลงเลยไม่ต้องมี สสส. ก็ได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ ระบบราชการทํางานหมด ดังนั้นมาถึงตรงนี้แล้วยิ่งผมดูในมาตราอื่น ๆ มีคณะกรรมการ เยอะแยะเลย เช่น คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางาน จะคล้าย ๆ กันครับ ในหมวด ๓ มาตรา ๒๔ ไล่ลงมา ขณะเดียวกันอันนี้ เปึนสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน มันก็จะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าทางคณะกรรมาธิการได้ให้หน้าที่ของคณะกรรมการนั้น เปึนการเสนอความเห็นมากกว่า แต่เวลาจัดตั้งเปึนสถาบันปุ็บท่านได้ให้หน้าที่ ของสถาบันตรงนี้มีหน้าที่ในการส่งเสริมและปัองกันในเรื่องของความปลอดภัย และอาชีวอนามัย คือเหมือนกับว่าท่านกําลังจะสร้างจิ๊กซอว์ (Jigsaw) แยกออกไปเยอะ ๆ จนโครงสร้างของงานที่เกี่ยวข้องมันเยอะมากเกินไป เมื่อประมาณ ๑๐ ป้ที่แล้วผมเคยเชื่อ ศักยภาพเรื่ององค์การมหาชนของรัฐ แต่ถึงวันนี้แล้วผมเริ่มไม่เชื่อว่าการจัดตั้งองค์การ มหาชนของรัฐนั้นจะมีประสิทธิภาพ มันก็เปึนระบบราชการในรูปแบบใหม่ที่หากินกับ งบประมาณของประเทศหรือภาษีของพี่น้องประชาชนในอัตราเงินเดือนสูง ๆ คือ ๑๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่รวมกับองค์ประกอบอื่น เช่น ค่าเบี้ยประชุม หรืออะไร ต่าง ๆ นานา ผมมีความกังวลจริง ๆ ว่าองค์กรพวกนี้ตั้งขึ้นมาแล้ว ตั้งมันตั้งได้ แต่ถามว่าประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นมันจะคุ้มค่ากับภาษีของพี่น้องประชาชนขนาดไหน แล้วยิ่งถ้าดูองค์ประกอบของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้งหมด คณะกรรมการอื่นเยอะแยะครับ ที่สามารถทํางานส่งเสริมและปัองกันเรื่องของความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนได้ ขอให้มีเงินครับ เงินอยู่ตรงไหนอํานาจอยู่ที่นั่นครับ แต่วันนี้ท่านมีเงินขึ้นมาแทนที่เงินนี้จะ ผ่านหน่วยงานอื่น แล้วก็ลงมาสู่ประชาชนลงไปอะไรก็แล้วแต่ ตามระเบียบที่กําหนดไว้ แต่ก็สร้างกลุ่มขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งก็คือสถาบันตามที่ท่านว่าทําหน้าที่มีฐานะเปึนองค์การ มหาชน และทําหน้าที่ในการส่งเสริมปัองกัน และสุดท้ายเงินตรงนี้ไหลผ่านองค์การนี้ปุ็บ มันก็จะกลับไปสู่ระบบราชการก็คือข้าราชการทําโครงการขอมา และส่วนหนึ่งก็กลับสู่ ระบบภาคประชาชนที่ภาคประชาชนขอมา ก็ในเมื่อเรามีคณะกรรมการเยอะแยะไปหมด แทนที่เขียนเพิ่มอีก ๑ ข้อว่า ให้คณะกรรมการตรงนี้มีหน้าที่ในการส่งเสริมและปัองกัน เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัย อาชีวอนามัย ถ้าเพิ่มอีก ๑ ข้อเท่ากับครอบคลุม หมดเลยครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของท่านคณะกรรมาธิการที่ไม่แน่ใจว่าในการจัดตั้ง สถาบันนี้ขึ้นมามีวิธีคิดเปึนฐานของตัวเอง หรือมีภาคประชาชนขอมา หรือใครขอมา แต่ถ้าดูตามสาระ ผมกังวลจริง ๆ โครงสร้างราชการ ท่านประธานครับ มันใหญ่โตเกินไป มันถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปปฏิวัติประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับระบบราชการ คือผมขอแถมอีกนิดหนึ่งครับ เพราะว่าเปึนอนุกรรมาธิการ เราจะเห็นเลยว่าอัตราเงินเดือน ของข้าราชการในบัญชีงบประมาณของประเทศ ถ้าดูในหมวดเดิมมันจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้น เท่าไร แต่ปรากฏมันจะอยู่อีกหมวดหนึ่งครับ เปึนหมวดเกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐที่ตั้งขึ้นมาพิเศษ มันจะบานปลายมหาศาลมาก ดังนั้นรูปแบบ ที่ท่านทํามาแล้ว เห็นใจว่าประเทศเรามันจะเทอะทะ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เรียกว่าข้าราชการ เท่านั้นเอง แต่จะเรียกว่าองค์การมหาชนครับ ขอบคุณครับ