อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร โดยเน้นย้ำถึงการปฏิรูปครั้งใหญ่ของโครงการประกันรายได้ และการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิของเกษตรกร
กราบเรียน ท่านประธานสภาครับ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อกระทู้ถาม คําถามที่ ๒ ที่ท่านสมาชิกถามว่า รัฐบาลมีนโยบายอย่างไรเพื่อให้เกษตรกร สามารถใช้สิทธิทําสัญญากับ ธ.ก.ส. เพื่อให้พอใจกับราคาอ้างอิง เพราะที่ผ่านมาต้องรอ เวลา ธ.ก.ส. สะดวกในการไปพบกับเกษตรกร โดยนโยบายและคําบัญชาของ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้แจ้งและสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติว่าต้องยึดประโยชน์ชาวนาหรือชาวนาต้องมาก่อน การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการซึ่งต้องเรียนว่าภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ นั้นมี ๓ กระทรวงเป็นอย่างน้อยที่เกี่ยวข้อง ต้นนํ้าก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทําหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนในการออกใบรับรอง ๒. ก็คือ ธ.ก.ส. เมื่อชาวนาขึ้นทะเบียน ก็จะต้องผ่านประชาคมโดยมีบทบาทของกระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ เมื่อผ่านประชาคมแล้วว่า นาย ก นาง ข มีพื้นที่เพาะปลูก มีชนิดข้าวที่ปลูก แล้วก็มี การดําเนินการในการปลูกจริงผ่านการรับรองก็จะเข้าทําสัญญากับ ธ.ก.ส. ในโครงการ ประกันรายได้เกษตรกรดังกล่าว ซึ่งเราเพิ่งผ่านกระบวนการปฏิรูปครั้งใหญ่มาได้เพียง ๑ รอบ ก็คือในฤดูข้าวนาปี ปี การผลิต ๒๕๕๒/๒๕๕๓ คราวนี้เริ่มรอบที่ ๒ ก็คือฤดูข้าวนาปรัง ซึ่งปริมาณ การเพาะปลูกและจํานวนรายของเกษตรกรก็จะน้อยกว่า อย่างไรก็ดีในระยะเวลา การเชื่อมต่อดังกล่าวนั้นเราได้พบปัญหาว่าหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบแบบพลิกฟ้ำ ควํ่าแผ่นดินหน้ามือเป็นหลังมือจากการรับจํานํา ซึ่งทําให้ระบบข้าวของเราทั้งระบบ อ่อนแอและทุจริตกันมาก และชาวนาก็ได้ประโยชน์น้อย มาสู่การประกันรายได้ ซึ่งตรงข้าม ก็ปรากฏว่าเป็นนโยบายยอดฮิต (Hit) เกษตรกรแห่เข้ามาร่วมโครงการเกินกว่า ที่คาดหมาย ดังนั้นก็มีประเด็นว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า ปลายนํ้า จะมีสิ่งที่ ท่านสมาชิกได้ห่วงใยและตรงเป้ำที่สุด ตรงกับความเดือดร้อนทุกข์ใจของชาวนา ที่ท่าน ส.ส. วรงค์ได้สอบถาม นั่นก็คือว่าเรื่องการใช้สิทธิ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ทาง ธ.ก.ส. ก็ได้กําหนดไว้ดังนี้ โดยที่เป็นแนวทางและหลักเกณฑ์ของ กขช. ก็คือในการดําเนิน โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี การผลิต ๒๕๕๒/๒๕๕๓ รอบที่ ๒ ได้กําหนดการใช้สิทธิสําหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันเก็บเกี่ยวที่ระบุ ใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาใช้สิทธิสําหรับ ภาคอื่น ๆ ไม่เกินวันที่ ๓๑ กรกฎาคม และภาคใต้ไม่เกินวันที่ ๓๑ ตุลาคม นอกจากนี้ หากยังไม่ถึงวันใช้สิทธิเกษตรกรสามารถเปลี่ยนแปลงวันใช้สิทธิได้ ดูราคาอ้างอิง ที่ประกาศทุก ๑๕ วัน เพราะส่วนใหญ่ฟังหวยวันนี้ เกษตรกรชาวนาของเรานั้น ก้าวหน้ามากสนใจการเคลื่อนไหวภาวะตลาด คอยฟังประกาศราคาอ้างอิง อันนี้ก็ถือว่า เป็นความคืบหน้า เพราะว่าผู้ปลูกซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเรานั้นจําเป็นที่เขาจะต้องรู้ว่า ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นทุก ๑๕ วันก็มี การประกาศราคาอ้างอิงนะครับ ตรงนี้เองที่เกี่ยวโยงมากับคําถามของท่านว่าการใช้สิทธิ ดังนั้นเขาก็สามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลาที่เมื่อทําสัญญา แล้วก็จนถึงวันสิ้นสุด ของโครงการ ระหว่างนี้ใช้สิทธิได้ และการใช้สิทธินี้ถึงแม้เขาจะระบุไว้ในใบสัญญา เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเขาเห็นว่าในระหว่างนั้นราคาที่รัฐบาลจะชดเชย เขาได้ประโยชน์มากกว่าเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงวันใช้สิทธิได้ โดยมีเงื่อนไขว่า เขาจะต้องไม่ใช่เคยใช้สิทธิแล้วนะครับ เพราะในระหว่างที่ยังอยู่ระยะเวลาโครงการนี่ เขาสามารถที่จะใช้สิทธิได้ตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะได้ระบุกับ ธ.ก.ส. แล้วว่า จะใช้สิทธิวันนั้นวันนี้ แต่ยังไม่ถึงวันนั้นเขาสามารถใช้สิทธิได้ในการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นประโยชน์ที่เห็นว่าเรายืดหยุ่นให้นะครับ จากนั้นก็เป็นประเด็นที่ ผมเชื่อว่าหลังจากที่เราได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ก็ทําให้เกิดความพึงพอใจนะครับ หลังจากที่ได้มีการสํารวจตรวจสอบความเห็นของชาวนา แล้วก็ต้องเรียนนะครับว่า ต้องขออภัยจริง ๆ เพราะว่าโครงการประกันรายได้นี่เราใช้เวลาสั้นมากและเป็นการปฏิรูป ครั้งใหญ่ซึ่งไม่เคยมีใครดําเนินการในลักษณะนี้ได้ภายในเวลาอันสั้น คือเกษตรกรชาวนา นี่ ๓.๗ ล้านครัวเรือน ชาวไร่มันสําปะหลังอีก ๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ชาวไร่ข้าวโพดอีก ๓.๗ แสนครัวเรือน ทั้งจะอยู่ที่ในป่า ในเขา บนดอย ในหุบ อยู่ไหนก็ตามเขาได้สิทธิหมด และกระบวนการเหล่านี้ต้องผ่านขั้นตอนเป็นจํานวนมาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปครั้งใหญ่นี่อาจจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องบ้าง แต่ก็ต้อง ชื่นชมว่าทั้งประชาคม ทั้งชาวนา ทั้งสหกรณ์ ทั้งผู้แทนราษฎร อบต. ผู้นําท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ ทําให้งานยากเหมือนเคลื่อนภูเขานี่มันสําเร็จ เสร็จสิ้นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อะไรที่มันผิดพลาดบกพร่องก็ต้องขออภัย เพราะว่ารัฐบาล ตั้งใจทําเต็มที่แล้วนะครับ ก็มีขาดตก ตอนนี้ก็เก็บตกให้หลายจังหวัดที่ใช้สิทธิประเด็นนี้ ก็ให้ความช่วยเหลือตามข้อเท็จจริงว่า ถ้าหากว่า ธ.ก.ส. ซึ่งก็ต้องเห็นใจว่าเขาต้องรับดูแล เยอะมาก ในขณะที่ปริมาณก็มีอยู่แค่นี้ อาจจะไปกําหนดเหมือนสภาพบังคับว่าให้ชาวนา ใช้สิทธิวันนั้นวันนี้ แต่ปรากฏว่าราคาข้าวตอนนั้นมันสูงขึ้นจนกระทั่งไม่ได้รับชดเชย ชาวนาก็อยากได้ชดเชย ตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้หลักไว้เลยครับ นี่ก็เลยถือโอกาส เป็นอานิสงส์ของกระทู้ถามของท่าน ส.ส. วรงค์ ว่าในรอบแรกนี่ถ้าหากว่าชาวนารายใด ที่ถูกสภาพบังคับใช้สิทธิด้วยความเข้าใจผิด หรือด้วยปัญหาการทํางาน ด้วยอะไร ก็แล้วแต่นี่เอาหลักข้อเท็จจริง รัฐบาลเก็บตกให้ อย่างที่ท่าน ส.ส. ขยันมาขอให้ชาวนา จังหวัดลําพูน เรื่องกรณีข้าวเหนียว หรือที่จังหวัดเลย หรือที่จังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ท่านนายกรัฐมนตรีให้หลักนี้ แล้วคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติเงินให้ ให้ ธ.ก.ส. ไปดําเนินการในการชดเชยตามลักษณะข้าว ข้าวเปลือกปทุมธานี ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ สารพัดข้าวนี่ถ้าว่าถูกบังคับในสภาพตรงนี้ และตรงนี้เราก็เลยนํามาปรับปรุงหลักเกณฑ์นะครับ ที่ท่าน ส.ส. วรงค์ได้ตั้งกระทู้ถามนี่ ปรับหลักเกณฑ์ให้เข้ากับสภาพข้อเท็จจริง และกําชับเลยว่าอย่าไปบังคับการใช้สิทธิ ซึ่งตอนนี้ก็เข้าใจนโยบาย แต่ว่ามันเป็นงานใหญ่เหมือนเคลื่อนภูเขา ผิดพลาดบ้าง เล็กน้อยก็ค่อยปรับปรุง แต่ว่าอย่าไปล้มโครงการนี้ นั่นเท่ากับล้มชีวิตของชาวนา และอนาคตลูกหลานชาวนาทั้งประเทศ โครงการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่าไปคิดว่า เป็นของรัฐบาลนี้ ขอว่านี่คือระบบที่จะทําให้ภาคเกษตรกรรมของเรา ชาวนาของเรา แข็งแรง เข้มแข็งขึ้น และเราจะคงเป็นแชมป์ โลกส่งออกข้าวได้ตลอดไป ในช่วง ๒๐ ปี ที่ผ่านมาเราต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าโครงการรับจํานําที่ผ่านมาถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกแค่ปี ๒ ปีเท่านั้น ประเทศเวียดนามแซงเราแน่ แล้วเราก็อ่อนแอทั้งประเทศ ชาวนาก็ไม่ได้รับ ประโยชน์อย่างทั่วถึงครับ