สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓

วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หารือเรื่องกระทู้ถามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี โดยพูดถึงการครอบงำตลาดของบริษัท ปตท. ในธุรกิจการกลั่นน้ำมัน และการกํากับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) พร้อมเรียกร้องการกฎระเบียบเพื่อให้การประกอบธุรกิจและราคาของก๊าซมีความโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ยังพูดถึงการขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. และการเปิดให้เอกชนมีสิทธิใช้ระบบท่อส่งก๊าซของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เพื่อสร้างตลาดที่มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถาม กระทู้ถามที่ ๒ กระทู้ถามที่ ๓

สําหรับกระทู้ ถามที่ ๒ ที่ท่านถามว่า เนื่องจากบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นเกือบทุกโรงในประเทศไทย ซึ่งเป็นการครอบงํา ตลาด เหตุใดจึงไม่มีการแก้ไขกฎหมาย หรือปรับนโยบายที่เกี่ยวข้องให้รัฐวิสาหกิจนี้ ลดการถือหุ้นในธุรกิจการกลั่นนํ้ามันเพื่อเปิดทางให้ตลาดมีการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้ราคาผลิตภัณฑ์นํ้ามันลดลงได้ ขอทราบรายละเอียด จึงขอเรียนข้อเท็จจริง ให้ทราบตรงไปตรงมานะครับว่า การที่ ปตท. เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นทั้ง ๕ โรง ในจํานวน โรงกลั่นทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ๗ โรงนั้น ไม่ได้แปลว่า ปตท. สามารถ ที่จะครอบงําตลาดกิจการโรงกลั่นนํ้ามันในประเทศไทยได้ เพราะ ๒ โรงที่เหลือ ผู้ประกอบกิจการก็คือเป็นธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่ ยักษ์ใหญ่ ยกตัวอย่าง เช่น เอสโซ่ (Esso) เชฟรอน (Chevron) ส่วน ๕ โรงที่ ปตท. ไปถือหุ้นนั้น ปตท. ก็ไม่สามารถที่จะ ครอบงําการบริหารจัดการของแต่ละโรงได้เนื่องจากไม่ได้ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมดนะครับ ยกตัวอย่างเช่น บางจากถือหุ้น ๒๘ เปอร์เซ็นต์ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนิ่ง (Star Pitrolium Refining) จํากัด ถือหุ้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ไออาร์พีซี (IRPC) ๓๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ปตท. อะโรเมติกส์ (Arometics) ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ไทยออยล์ (Thaioil) ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้วก็ ประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และบริษัทส่วนใหญ่ยกเว้นเอสพีอาร์ซี (SPRC) ที่กําลัง อยู่ระหว่างการดําเนินการที่จะไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกนั้น ๔ โรงกลั่นนั้น จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เรียบร้ อยแล้ว การที่เป็ นบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ แน่นอนครับ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายบริษัทมหาชนที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ปฏิบัติตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็ดําเนินการบริหารจัดการ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ให้มีการตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และธุรกิจโรงกลั่น นํ้ามันและธุรกิจพลังงานนั้นนะครับก็ได้เปิดเสรีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แล้ว ตั้งแต่สมัยท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่เปิดเสรี และส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาลงทุน จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่ากําลังการกลั่นของประเทศ ในขณะนี้สูงกว่าปริมาณความต้องการ ขณะนี้ปริมาณการกลั่นทั้งหมด ทั้ง ๗ โรงนะครับ ๑.๒ ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการนํ้ามันประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เท่านั้น เพราะฉะนั้นส่วนที่เหลือทําอย่างไรครับ ส่วนที่เหลือต้องส่งไปขายต่างประเทศ เพราะฉะนั้นไม่เพียงแต่โรงกลั่นทั้ง ๗ โรงจะแข่งขันกันอย่างเสรีแล้ว แข่งขันกันเองแล้ว ยังแข่งขันกับโรงกลั่นในต่างประเทศอีกด้วย เพราะรัฐก็เปิ ดโอกาสให้นําเข้า นํ้ามันสําเร็จรูปจากต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ ที่เป็นคู่แข่งที่สําคัญนั่นก็คือโรงกลั่นจากตะวันออกกลาง โรงกลั่นจากจีน อินเดีย เป็นต้น เพราะฉะนั้นจะสรุปได้ว่าธุรกิจการกลั่นนํ้ามันในขณะนี้เป็นการแข่งขันอย่างเสรีไม่ได้มี การครอบงําเหนือตลาดโดย ปตท. หรือบริษัทอื่นใดอย่างเด็ดขาด ก็ขอเรียนให้ทราบ โดยคร่าว ๆ อย่างนี้นะครับ

กระทู้ถามข้อที่ ๓.๑ เหตุใดจึงยังไม่มีกฎ ระเบียบต่าง ๆ ในการกํากับดูแล กิจการก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เพื่อให้การประกอบธุรกิจ การกําหนดราคาและเงื่อนไขในการจําหน่ายก๊าซมีความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยเฉพาะ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้ำ เพราะจะช่วยลดต้นทุนและราคาของไฟฟ้ำได้ ก็ขอเรียนนะครับ ความจริงแล้วมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกิจการขายก๊าซธรรมชาติ ก็มีอยู่ด้วยกัน ๒ ฉบับ ๑. พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ๒๕๑๔ ที่กําหนดให้ธุรกิจการสํารวจ และผลิต การกําหนดราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากปากหลุมนั้นเป็นอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการปิโตรเลียม ค่าผ่านท่อก็เป็นอํานาจของคณะกรรมการกํากับกิจการ พลังงาน โดย พ.ร.บ. กํากับกิจการพลังงาน ๒๕๕๐ และราคาขายก๊าซจากผ่านท่อไปแล้ว คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็กํากับ ดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นเรียกว่ากิจการก๊าซธรรมชาตินั้นมีกฎหมายควบคุมกํากับดูแล แน่นอนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทาง ต้นนํ้าไปจนถึงปลายนํ้า

กระทู้ถามข้อที่ ๓.๒ เหตุใดภาครัฐจึงไม่มีกําหนดห้ามผู้ซึ่งผูกขาดในการจําหน่าย ก๊าซธรรมชาติไม่ให้ประกอบกิจการไฟฟ้ำที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะจะทําให้ เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการผลิตไฟฟ้ำ ซึ่งจะเป็นภาระกับประชาชนผู้บริโภค และขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญข้างต้น ทั้งนี้ สามารถทําได้ตามมาตรา ๕๐ และ มาตรา ๕๑ ของพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน ๒๕๕๐ ผมขอเรียนว่ากิจการ ขายก๊าซธรรมชาตินั้นไม่ได้ผูกขาด เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังไม่มีเอกชนรายอื่นเข้ามา แข่งขันกับ ปตท. เท่านั้น กฎหมายเปิดกว้างให้สามารถเปิดการแข่งขันได้ไม่ได้ผูกขาด และกิจการไฟฟ้ำด้วยก๊าซธรรมชาติก็เปิดเสรีตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ๒๕๕๐ ปตท. ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ขายก๊าซธรรมชาติ ถามว่า เหตุใดทําไมต้องไปร่วมลงทุน ในการผลิตกระแสไฟฟ้ำซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมันก่อให้เกิดการเอาเปรียบ ได้เปรียบเสียเปรียบกันหรือไม่ในการขายก๊าซธรรมชาติ ก็ขอเรียนว่า ปตท. ไม่สามารถ กําหนดราคาก๊าซธรรมชาติเองได้อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว ราคาที่ปากหลุมคณะกรรมการ ปิโตรเลียมเป็นคนพิจารณากําหนด ราคาค่าผ่านท่อ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ออกจากท่อไปแล้ว คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นผู้พิจารณากําหนด กํากับ ดูแล เพราะฉะนั้นถึงแม้ ปตท. จะขายก๊าซก็ต้องขายในราคาที่ได้รับการกํากับดูแล และ ไม่ว่าจะขายให้เอกชนหรือขายให้กับ กฟผ. ก็จะขายในราคาเดียวกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้นเกี่ยวกับการขายก๊าซ และคุณสมบัติของ ปตท. ก็ไม่ขัดกับมาตรา ๕๐ ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงานในการที่จะปรับกิจการ ด้านผลิตกระแสไฟฟ้ำได้ ทั้งมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ ก็ไม่ขัด แล้วผู้ซื้อไฟฟ้ำก็เป็นผู้ซื้อ รายเดียวคือ กฟผ. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามันไม่มีเกิดการเอาเปรียบเสียเปรียบกัน

ข้อสุดท้ายครับ เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เปิดให้เอกชนมีสิทธิใช้ระบบท่อส่งก๊าซ ของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยท่อที่เป็นทรัพย์สินของ ปตท. และส่วนที่ เช่าจากภาครัฐ เพราะจะช่วยสร้างตลาดที่มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมซึ่งจะก่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค ขอเรียนว่า เวลานี้เราเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจจะใช้บริการ ท่อไม่ว่าจะเป็นท่อของ ปตท. เองหรือท่อของกระทรวงการคลังสามารถที่จะมาใช้บริการได้ ตามมาตรา ๘๗ ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งขออนุญาตอ่านให้ทราบว่า ผู้รับใบอนุญาตที่มีระบบโครงข่ายพลังงานต้องยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ประกอบ กิจการพลังงานรายอื่นใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานของตน ทั้งนี้ ตามข้อกําหนดที่ผู้รับใบอนุญาตมีระบบโครงข่ายพลังงานประกาศกําหนด เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเอกชนรายอื่นนั้นนอกจาก ปตท. สามารถที่มาใช้ท่อที่มีอยู่แล้วได้ โดยต้องทํา ความตกลงกับ ปตท. แล้วก็ขออนุญาตกระทรวงการคลังในส่วนที่เป็ นท่อของ กระทรวงการคลัง ขอเรียนชี้แจงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ