ดวงแข อรรณนพพร หารือเรื่องนโยบายประกันราคาสินค้าของเกษตรกร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบายดังกล่าว นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องการชี้แจงเกี่ยวกับการชดเชยเงินให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรี และขอความชัดเจนเกี่ยวกับเงินที่โอนเข้าไปไม่ได้รับชดเชย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ดวงแข อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กระทรวงพาณิชย์ถือว่าเปึนกระทรวงหลักนะคะ เปึนกระทรวงที่สําคัญ เปึนหน้าเปึนตา ของประเทศและเปึนกระทรวงที่ต้องสร้างความเชื่อถือให้กับประเทศ โดยวิธีการหารายได้ เข้าประเทศโดยวิธีการค้าขาย งบประมาณรายจ่าย ป้ ๒๕๕๔ มีการจัดสรรงบประมาณ ไว้ที่ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท แต่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เองได้รับการจัดสรรงบประมาณ มาแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๗,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้รับน้อยมากค่ะ จริง ๆ แล้วกระทรวงพาณิชย์ของเราน่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณมากกว่านี้ แต่จริง ๆ แล้วในวันนี้ดิฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะขอปรับลดของกระทรวงพาณิชย์ แต่ที่ต้อง ปรับลดเพราะว่ามีข้อสงสัยในนโยบายบางนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่จําเปึนจะต้อง มีการปรับลดงบประมาณเพื่อจะได้แปรญัตติ แล้วก็ใช้สิทธิในการอภิปรายในครั้งนี้นะคะ ขอกราบนําเรียนว่านโยบายที่ดิฉันมีข้อสงสัยและมีข้อกังขาในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นั่นก็คือนโยบายประกันราคาสินค้าของเกษตรกร ซึ่งถือว่านโยบายประกันรายได้ของ เกษตรกรนโยบายนี้เปึนนโยบายที่ทางรัฐบาลเองก็มีความภูมิอกภูมิใจเปึนอย่างยิ่ง แต่ดิฉันก็เห็นว่าชาวบ้านเขาก็ดีใจ ถ้านโยบายตัวนี้เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นโยบายตัวนี้ต้องกราบนําเรียนว่ามีกระทรวงที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายกระทรวง ไม่ว่า จะเปึนในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง จะมีส่วนเกี่ยวข้องในการหาข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรเพื่อจะได้ข้อมูลมาว่าขณะนี้ มีพื้นที่ในการเพาะปลูกมากเท่าไรเพื่อที่จะให้นําเปึนข้อมูลในการคํานวณว่าจะต้องใช้เงิน ในส่วนของการจัดสรรโครงการนี้เปึนจํานวนเท่าไร
และในส่วนที่ ๒ ก็คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์เองเปึนกระทรวง ที่วางแผนและวางนโยบาย วางทิศทางแผนการปฏิบัติว่าโครงการนี้จะเปึนไปในทิศทางใด ซึ่งถือว่าเปึนตัวกําหนดทิศทางที่สําคัญมากและสําคัญที่สุด
ส่วนกระทรวงที่ ๓ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั่นก็คือกระทรวงการคลัง โดยการผ่านเงินให้กับเกษตรกร ผ่านช่องทางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะได้มาดูในจุดนี้นะคะ ดิฉันก็มีข้อสงสัยในหลาย ๆ ประเด็น นั่นก็คือท่านประธานคะ ดิฉันมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายประกันราคาสินค้าของเกษตรกรของป้ ๒๕๕๓ ซึ่งขณะนี้ เราก็กําลังจะใช้งบประมาณในป้ ๒๕๕๔ ฉะนั้นข้อกังขา ซึ่งในส่วนของป้ ๒๕๕๓ ยังไม่หมดสิ้น ดิฉันก็เลยอยากจะถามเพื่อผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโครงการนี้นะคะ
ประเด็นที่ ๑ ที่ดิฉันมีข้อสงสัย นั่นก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาป้ประจําป้การผลิต ป้ ๒๕๕๒ ถึงป้ ๒๕๕๓ ดิฉันคงจะไม่ลงไปในรายละเอียด วิธีการว่ามีวิธีการดําเนินการอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ที่มีข้อแตกต่างก็คือเงินที่ได้จากการชดใช้ จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวันขอใช้สิทธิของเกษตรกร ถ้าเกษตรกรขอใช้สิทธิช่วงเวลาใด ก็คือในทุก ๆ ๑๕ วันที่จะมีการประกาศราคาอ้างอิงและราคาเกณฑ์กลางว่าจะเปึน ราคาเท่าไร ชาวบ้านก็จะได้รับสิทธิในราคานั้น ซึ่งเปึนปัญหามากก็คือป้การผลิตที่ผ่านมา เกษตรกรหลังจากที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลงก็จะมีการแจ้งให้เกษตรกรไปใช้สิทธิ ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือขณะนั้นเกษตรกรทั่วประเทศได้มีการประท้วงเพราะว่าได้รับ เงินชดเชยไม่เท่ากัน อันนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะคะ ดิฉันก็เลยอยากจะถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนั้นในหลาย ๆ จังหวัดจะได้เห็นภาพการประท้วงในแต่ละจังหวัด ในแต่ละพื้นที่ ผลปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีของเราก็ได้มีการนําปัญหาตัวนี้เข้ามาสู่ในคณะ ครม. แล้วก็มีมติ ครม. ออกมาในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ มติ ครม. นี้ได้กล่าวว่าอนุโลม ให้เกษตรกรที่ขอใช้สิทธิในช่วงวันที่ ๑๖ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ให้กลับไปใช้สิทธิในวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคมได้ นั่นก็แสดงว่าตามความเข้าใจและอ่านกฎหมาย ดิฉันก็เข้าใจว่า ตลอดทั้งเดือนธันวาคม ก็คือเกษตรกรที่เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม จะต้องได้รับเงินชดเชยในราคาตันละ ๑,๕๘๐ บาท หรือไร่ละ ๕๐๘ บาท สําหรับข้าวหอมมะลิ อันนี้คือตามมติ ครม. ออกมาที่ชัดเจน แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ดิฉันเข้าไปดูในพื้นที่ จะมีเกษตรกรอยู่ อันนี้ยกตัวอย่างแค่รายเดียวนะคะ เขาบอกว่าเงินที่เกิดขึ้นที่แตกต่างกัน ตอนนั้นที่บอกว่าแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวันขอใช้สิทธิ แต่หลังจากที่มติ ครม. ออกมาแล้ว ก็แสดงว่าเกษตรกรจะต้องได้รับเงินชดเชยเท่ากัน แต่กรณีที่ดิฉันเอามายกตัวอย่างให้ดู ปรากฏว่าเกษตรกรทั้ง ๒ รายเขาขอใช้สิทธิวันเดียวกันแล้วก็พื้นที่ ๑๓ ไร่เท่ากัน เปึนประเภทข้าวหอมมะลิเหมือนกัน สรุปแล้วก็คือเกษตรกร ๒ คนนี้เปึนเคสเดียว กันหมดนะคะ ก็คือรายที่ ๑ นางทิพวรรณ วงศ์ละคร อันนี้ก็คือปลูกข้าวหอมมะลิ ๑๓ ไร่ เขาได้รับเงินชดเชย เขาขอใช้สิทธิในวันที่ ๒๘ ธันวาคม เขาได้รับเงินชดเชยโดยเข้าบัญชี ธนาคาร ธ.ก.ส. อําเภอพล เปึนจํานวนเงิน ๑,๖๙๕ บาท ๓๓ สตางค์ และอีกรายหนึ่งก็คือ นายพนม คุ้มไว อันนี้ก็เปึนข้าวหอมมะลิเช่นเดียวกัน และขอใช้สิทธิวันที่ ๒๘ เหมือนกัน แต่ปรากฏว่าของนายพนมได้เงินเข้าบัญชีเปึนจํานวนเงิน ๖,๖๑๓ บาท ก็เลยทําให้เกิด ข้อสงสัยว่าทําไม อันนี้เปึนกรณีเดียวกันแต่ทําไมได้เงินชดเชยที่ต่างกันนัก อันนี้ก็เลย อยากสอบถาม แต่เวลาหมดแล้วนะคะ แต่ดิฉันยังมีข้อสงสัยที่เปึนประเด็นสําคัญและคิดว่า เปึนประโยชน์ และคิดว่าท่านประธานก็คงจะยังไม่ตัดเวลาดิฉันนะคะ
และข้อที่ ๒ ซึ่งเปึนข้อสงสัย เปึนข้อที่อยากจะถาม และเปึนข้อที่ทําให้ ประชาชนเดือดร้อนมาก นั่นก็คือท่านได้ออกมติ ครม. อีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๓ ท่านได้มีมติ ครม. ว่าการที่เกษตรกรได้มีเข้าโครงการประกันราคาสินค้า เนื่องจาก ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่เกิดจากความล่าช้าของการทํางานของเจ้าหน้าที่ ฉะนั้น จึงขอให้เกษตรกรกลับไปใช้สิทธิในช่วงวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๕ ได้ นั่นก็แสดงว่าเกษตรกรทุกคน จะต้องได้รับเงินชดเชยข้าวหอมมะลิในราคาไร่ละ ๕๐๘ บาทเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่า มติ ครม. ของท่านในวันที่ ๑๙ มกราคม เปึนมติที่ทําให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันยกตัวอย่างแค่ของจังหวัดขอนแก่น ประชาชน ๒๘,๓๖๙ ราย ไม่ได้รับเงินชดเชยตัวนี้ เพราะมันมีห้อยท้ายบอกในข้อหมายเหตุ เขาบอกว่าหมายเหตุ ในกรณีที่เกษตรกรได้รับสิทธิ ไปแล้วไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิในกรณีนี้ได้อีก ดิฉันก็เลยอยากจะถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่าในเมื่อท่านบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่เปึนความล่าช้าของเจ้าหน้าที่ แล้วทําไมเงินที่โอนเข้าไปก็ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร ชาวเกษตรกรถึงไม่ได้รับเงินชดเชยตัวนี้ ขณะนี้ดิฉันก็ใช้เวลาเกินมาพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่าคําถามในครั้งนี้ก็คงจะมีคําตอบให้กับชาวเกษตรกรจังหวัด ขอนแก่นด้วยนะคะ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณเพราะจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เจตนาที่จะ ตัดลดงบประมาณ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ